แผนชั่วสูบสมบัติ
แผนชั่วสูบสมบัติ
“เป็นไปไม่ได้ แม่ของพี่ทำอะไรระมัดระวังมาตลอด เรื่องแบบนี้ไม่มีทางที่แม่จะทำผิดพลาดได้ อีกอย่าง พี่ยังเป็นคนกำชับให้เจี้ยนเสวี่ยดื่มน้ำซุปไก่ถ้วยนั้นด้วยตัวเอง วันนั้น แม่ก็มาเยี่ยมตั้งแต่เช้า แล้วเจี้ยนเสวี่ยก็ปวดท้องอย่างรุนแรง พี่เห็นกับตาว่าเจี้ยนเสวี่ยกอดท้องวิ่งเข้าไปในห้องน้ำสาธารณะ ท่าทางแบบนั้นไม่มีทางแกล้งทำแน่นอน”
เจียงอวี่หนิงได้ยินอย่างนั้นแล้วก็ร้องไห้หนักกว่าเดิม หล่อนสะอื้นแล้วพูดว่า
“แล้วฉันล่ะ ? ทำไมฉันถึงแท้งได้ ? ลูกของฉันเพิ่งสามเดือนก็จากไปแล้ว”
“หนิงหนิง อย่าเสียใจไปเลย อาจเป็นเพราะเธอเพิ่งมาอยู่ที่นี่ยังปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่นี่ไม่ได้ก็ได้ วางใจเถอะ พี่บอกให้แม่เคี่ยวน้ำซุปบำรุงให้เธอทุกวันแล้ว จะได้บำรุงร่างกายให้ดี”
เจียงอวี่ไป๋กอดเจียงอวี่หนิงแน่นขึ้นด้วยความสงสาร ใช้คางลูบศีรษะของเธอเบา ๆ แล้วปลอบประโลมว่า
“เด็กคนนี้จากไปแล้ว ก็แค่เราไม่มีวาสนาต่อกัน พวกเรายังหนุ่มยังสาวต่อไปยังมีลูกได้อีก ตอนนี้เจี้ยนเสวี่ยก็ไม่สามารถมีลูกได้แล้ว แม่ของลูกพี่จะมีแค่เธอคนเดียวเท่านั้นนะหนิงหนิง”
เมื่อได้ยินอย่างนั้น เจียงอวี่หนิงก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อย หล่อนเช็ดน้ำตาตรงหางตาเบาๆ จากนั้น...ก็ซบตัวเข้าไปในอ้อมแขนของเจียงอวี่ไป๋ แล้วเอ่ยถามด้วยความน้อยใจว่า
“พี่อวี่ไป๋ พี่จะไม่ชอบเจี้ยนเสวี่ยใช่ไหม ? ฉันเคยเจอหล่อนแล้ว หล่อนสวยกว่าฉันอีก”
เจียงอวี่ไป๋ได้ยินอย่างนั้นแล้วก็หัวเราะเบา ๆ เขายื่นมือไปบีบจมูกของเจียงอวี่หนิงเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู ก่อนจะพูดว่า
“ในใจพี่ไม่มีผู้หญิงคนไหนเทียบเธอได้หรอก คุณหนูใหญ่แบบเจี้ยนเสวี่ยน่ะ ทำอะไรไม่เป็นซักอย่าง ต้องมีคนคอยทำแทนทุกอย่าง แถมยังชอบใช้พี่ทำโน่นทำนี่อยู่เรื่อย พี่จะไปชอบหล่อนได้ยังไง ? พี่ไม่ชอบผู้หญิงแบบนั้นหรอก”
พูดจบ...เขาก็ยกแก้วเคลือบบนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมา แล้วป้อนน้ำให้เจียงอวี่หนิงดื่ม ก่อนจะกอดหล่อนเอาไว้แล้วพูดต่อว่า
“ที่แต่งงานกับหล่อน ก็เพราะอนาคตของพวกเราเท่านั้น เยว่เฟิงรับปากว่า อีกไม่นานจะจัดการให้พี่เข้าไปทำงานในโรงงานเหล็กของเขา พอพี่ได้เข้าไปทำงานในโรงงานแล้ว พี่จะหาทางจัดการให้เธอเข้าไปทำงานที่นั่นด้วย ถึงตอนนั้นครอบครัวของเราทุกคนก็จะมีงานมั่นคงอยู่ในเมือง และจะมีทะเบียนบ้านที่นี่ด้วย”
เมื่อได้ยินอย่างนั้น แววดีใจก็วาบผ่านดวงตาของเจียงอวี่หนิง แต่...หล่อนก็ยังอดกังวลไม่ได้
“แต่ตอนนี้หลินอู่มีลูกเพิ่มมาอีกคนแล้วนะ”
“ลูกของหลินอู่ยังเล็ก ส่วนเยว่เฟิงก็ใกล้จะเกษียณแล้ว” เจียงอวี่ไป๋ไม่ได้กังวลเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย เขาพูดอย่างมั่นใจ
“ถึงตอนนั้น ตำแหน่งของเขาก็ต้องส่งต่อให้พี่อยู่ดี พี่แค่ต้องอดทนรอ ค่อย ๆ ควบคุมทรัพย์สินของตระกูลหลินทีละขั้น จากนั้นค่อยหาทางหย่ากับเจี้ยนเสวี่ย”
ว่าแล้ว...เจียงอวี่ไป๋ก็กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น ซุกใบหน้าเข้ากับเส้นผมนุ่มของเจียงอวี่หนิง แล้วพูดว่า
“หนิงหนิง รอพี่นะ รออีกไม่กี่ปีเท่านั้น พี่ไม่มีวันทิ้งเธอแน่นอน”
เมื่อได้ยินคำพูดที่ออกมาจากปากของเจียงอวี่ไป๋แล้ว เจียงอวี่หนิงก็รู้สึกมีความสุขมาก พอนึกว่าคุณหนูใหญ่หลินเจี้ยนเสวี่ยเองก็ยังถูกพวกเขาหลอกและควบคุมได้เหมือนเล่นอยู่ในฝ่ามือ ความสะใจในใจก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
คุณหนูใหญ่จากเมืองหลวงที่อยู่สูงส่งเหนือคนอื่นแล้วจะทำไมล่ะ ? สุดท้าย...ก็ยังถูกคนบ้านนอกอย่างพวกเธอหลอกเล่นอยู่ในกำมือไม่ใช่เหรอ ?
.....
หลินอู่พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 2 สัปดาห์ และเข้ารับการตรวจหลายรายการจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีปัญหาอะไรอีก หลินเยว่เฟิงจึงจัดการเรื่องออกจากโรงพยาบาล แล้วพาเธอกลับไปพักฟื้นที่บ้านต่อ
บ้านที่ตระกูลหลินอาศัยอยู่เป็นบ้านพักที่หน่วยงานจัดสรรให้ มี 3 ห้องนอน 1 ห้องรับแขก พื้นที่มากกว่า 80 ตารางเมตร ซึ่ง...ในช่วงปลายยุค 70 ถือว่ากว้างขวางมากแล้ว
ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปก็จะเป็นห้องรับแขก ตรงกลางห้องมีโต๊ะไม้สี่เหลี่ยม 1 ตัว รอบ ๆ วางเก้าอี้ที่ทำจากวัสดุชนิดเดียวกันอยู่หลายตัว ส่วนมุมห้องมีจักรเย็บผ้าตั้งอยู่ 1 ตัว
ด้านหนึ่งของห้องรับแขกเป็นห้องครัว ซึ่ง...มีผ้าม่านกั้นระหว่างห้องรับแขกกับห้องครัว อุปกรณ์ในห้องครัวมีไม่มาก มีเพียงเตาถ่านอัดแท่ง ตู้กับข้าวไม้แบบเรียบง่าย 1 ใบ และอ่างล้างผัก
เดินผ่านห้องรับแขกเข้าไปก็จะเป็นห้องนอนทั้ง 3 ห้อง ห้องนอนใหญ่มีพื้นที่กว้างที่สุด ข้างในวางเตียงคู่ขนาดใหญ่ 1 เตียงกับตู้ลิ้นชัก 5 ช่องแบบเก่า
บนเตียงปูผ้าปูที่นอนสะอาดเรียบร้อย ผ้าห่มพับเป็นสี่เหลี่ยมอย่างเป็นระเบียบ บนตู้ลิ้นชัก 5 ช่องมีกระติกน้ำสีแดง 1 ใบกับกระจก 1 บานวางอยู่ ข้างกระจกยังมีรูปถ่ายครอบครัววางอยู่หลายใบด้วย
ห้องนอนรองมีขนาดเล็กลงมาหน่อย ภายในมีเตียงเดี่ยวกับตู้เสื้อผ้าขนาดเล็ก ส่วนห้องที่เล็กที่สุดถูกปรับให้เป็นห้องหนังสือ ข้างในมีชั้นหนังสือแบบเรียบง่าย 1 ชั้น บนชั้นเต็มไปด้วยหนังสือหลากหลายประเภท ข้าง ๆ กันยังมีโต๊ะอ่านหนังสือขนาดเล็กกับเก้าอี้อีก 1 ตัว
หลินเยว่เฟิงขึ้นชื่อว่าเป็นคนกลัวภรรยา เพื่อดูแลหลินอู่ในช่วงพักฟื้นหลังคลอด เขาถึงกับไปอ้อนวอนขอลางานกับหัวหน้าอยู่นานกว่าจะขอลาหยุดได้ 1 เดือนมาดูแลภรรยา
หลังจากกลับมาถึงบ้าน เขาก็กลายเป็นพ่อบ้านเต็มตัว คอยวนเวียนดูแลหลินอู่กับเจ้าตัวเล็ก ทั้งยกน้ำยกชา ซักผ้า ทำอาหาร เปลี่ยนผ้าอ้อม ทุกอย่างลงมือทำด้วยตัวเอง แถมยังละเอียดและเอาใจใส่ยิ่งกว่าพี่เลี้ยงมืออาชีพเสียอีก
หลินอู่มองสามีที่วิ่งวุ่นดูแลทุกอย่างอยู่ตรงหน้า หัวใจก็รู้สึกอบอุ่น เธอพิงหัวเตียงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“เยว่เฟิง อย่าโหมงานหนักสิคะ พักบ้างเถอะ” หลินเยว่เฟิงกำลังถือผ้าอ้อมสะอาดผืนหนึ่ง ค่อย ๆ เปลี่ยนให้เจ้าตัวเล็กอย่างระมัดระวัง เมื่อได้ยินภรรยาบอก เขาก็เงยหน้าขึ้นมองแล้วส่งยิ้มให้เธอ
“ไม่เป็นไร ผมไม่เหนื่อย ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณคือพักผ่อนให้ดี บำรุงร่างกายให้กลับมาแข็งแรงไวๆ เรื่องอื่น ๆ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมดีกว่า”
ขณะที่สามีภรรยากำลังคุยกันอยู่นั้น จู่ ๆ เจ้าตัวเล็กที่นอนอยู่ก็ร้องไห้เสียงดังลั่น เสียงร้องก้องจนแก้วหูสั่น หลินอู่รีบขยับตัวเข้าไปใกล้ ลูบหลังแกเบา ๆ แล้วปลอบ
“โอ๋ ๆ คนเก่ง ไม่ร้องนะลูก แม่อยู่นี่แล้ว” หลินเยว่เฟิงก็ขยับเข้าไปดูด้วย เมื่อเห็นใบหน้าเล็ก ๆ ที่กำลังย่นเพราะร้องไห้ เขาก็พูดด้วยความสงสารว่า
“เจ้าหนูนี่เสียงดังจริง ๆ เหมือนคุณไม่มีผิด” หลินอู่ค้อนขวับ แล้วเอ่ยว่า
“ก็เพราะคุณไม่ใช่เหรอคะที่ยืนกรานจะตั้งชื่อเล่นให้เขาว่า ‘หลินเสี่ยวหู่’ น่ะ ตอนนี้เป็นยังไงล่ะ ? กลายเป็นลูกเสือตัวจริงไปแล้ว ซนทั้งวันไม่หยุดเลย”
เดิมที...หลินอู่อยากจะตั้งชื่อให้ลูกชายว่า ‘หลินจิ่งสิง’ ซึ่ง...เหมือนกับประโยคที่ว่าภูเขาสูงให้แหงนมอง เส้นทางที่ดีให้เดินตามในคัมภีร์ซือจิง
แต่...หลินเยว่เฟิงรู้สึกว่าชื่อนี้ดูเป็นทางการและมีความหมายลึกซึ้งเกินไป เป็นชื่อที่ฟังไม่ค่อยติดดินเท่าไร เขาจึงตั้งชื่อเล่นให้ลูกชายอีกชื่อว่าหลินเสี่ยวหู่ หวังว่าเขาจะเติบโตแข็งแรง ร่าเริง และมีพลังเหมือนลูกเสือตัวหนึ่ง
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ หลินเยว่เฟิงก็เกาหัวอย่างเขิน ๆ มองลูกชายที่กำลังนอนร้องไห้จ้าอยู่ข้างภรรยา แล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่า หรือเขาจะตั้งชื่อผิดไปจริง ๆ
เจ้าหนูนี่ซนทุกวัน พลังงานล้นเหลือจริง ๆ จนเหมือนลูกเสือเข้าไปทุกที กินเก่ง ถ่ายบ่อย แถมเสียงร้องยังดังลั่นแสบแก้วหูด้วย วัน ๆ นอกจากกินแล้วก็นอน พอตื่นมาก็ร้องไห้ ทำเอาคนทั้งบ้านต้องวุ่นวายไปหมด
หลินอู่เพิ่งคลอดและต้องพักฟื้น ดังนั้น...หน้าที่ดูแลหลินเสี่ยวหู่จึงตกเป็นของหลินเยว่เฟิงกับต่งไฉเซี่ย
ต่งไฉเซี่ยมักแสดงตัวว่าเป็นคนอัธยาศัยดีและชอบช่วยเหลือคนอื่น ชอบจัดการเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้คนอื่นอยู่เสมอ คราวนี้...เมื่อมาเจอกับลูกชายคนเล็กของตระกูลหลิน แกก็ไม่ยอมอยู่เฉย รีบอาสารับหน้าที่ดูแลเด็กด้วยตัวเองทันที
แต่ละวันต่งไฉเซี่ยยุ่งแทบไม่ได้พัก ไม่เพียงต้องช่วยเลี้ยงเด็กและดูแลหลินอู่เท่านั้น แกยังต้องหาโอกาสแอบนำอาหารกับเครื่องดื่มไปให้เจียงอวี่หนิงอีกด้วย
ผ่านไปไม่กี่วัน เจียงอวี่ไป๋ก็สังเกตเห็นว่าแม่ของเขาดูเหมือนถูกสูบพลังไปจนหมด แก้มที่เคยอิ่มเต็มกลับผอมลงอย่างไว เบ้าตาลึกโหล หางตาเริ่มมีริ้วรอยเล็ก ๆ ขึ้นมาเต็มไปหมด ทั้งตัวดูโทรมมาก
เจียงอวี่ไป๋เองก็เริ่มร้อนใจขึ้นมาแล้ว เย็นวันนั้น ขณะที่ทุกคนกำลังนั่งล้อมโต๊ะกินข้าวกันอยู่นั้น เจียงอวี่ไป๋อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากเสนอว่า
“พ่อครับ แม่ครับ ผมเห็นช่วงนี้พ่อกับแม่ดูเหนื่อยกันมากเลย หรือว่าเราจ้างพี่เลี้ยงสักคนมาช่วยดีไหมครับ ?”