LNCrawler

เตรียมเปิดบ้านรับชู้

ยุค 70 เกิดใหม่ครานี้ฉันจะร้ายให้สุด — novel.dek d.com · All chapters

เตรียมเปิดบ้านรับชู้

ต่งไฉเซี่ยลูบเอวที่ปวดเมื่อยของตัวเอง พลางพยักหน้ารัว ๆ สมแล้วที่เป็นลูกชายของหล่อน รู้จักเป็นห่วงแม่ของตัวเองด้วย หลายวันมานี้ หล่อนเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว

หลินเยว่เฟิงกับหลินเจี้ยนเสวี่ยเล่นเอาหล่อนเหมือนเป็นลาใช้งาน คอยสั่งให้ทำโน่นทำนี่ไม่หยุด

หลินเจี้ยนเสวี่ยกำลังก้มหน้ากินปลาอยู่ พอได้ยินอย่างนั้น เธอก็ชะงักไป ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเจียงอวี่ไป๋แล้วบอกออกไปตรง ๆ ว่า

“ก็ยังมีคุณอยู่ไม่ใช่เหรอคะ ? คุณอยู่บ้านก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้วนี่ แล้วจะเสียเงินจ้างพี่เลี้ยงทำไมคะ ?”

เจียงอวี่ไป๋ถูกคำพูดของเธอตอกกลับถึงกับพูดอะไรไม่ออก รอยยิ้มบนใบหน้าก็แข็งค้างไป เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามรักษาสีหน้าให้ดูอ่อนโยน แล้วอธิบายว่า

“เจี้ยนเสวี่ย คุณเข้าใจผิดแล้ว อีกไม่นานผมก็ต้องไปโรงงานเหล็กกับพ่อเพื่อฝึกงานไม่ใช่เหรอ ? ถึงตอนนั้นคงไม่มีเวลาอยู่บ้านดูแลเสี่ยวหู่แล้ว”

“โรงงานเหล็ก ?” คิ้วโก่งสวยขมวดมุ่น และตอนนั้นเธอก็นึกอะไรบางอย่างออก

ชาติที่แล้ว หลังจากแม่ตกเลือด พ่อก็จัดการให้เจียงอวี่ไป๋เข้าไปฝึกงานที่โรงงานเหล็ก หลังจากนั้น เจียงอวี่ไป๋ก็อาศัยเส้นสายของพ่อ หาตำแหน่งพนักงานในโรงงานเหล็กได้อย่างราบรื่น แล้วก็ย้ายทะเบียนบ้านขึ้นมาอยู่ที่เมืองหลวงได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย

จนกระทั่งเกิดเรื่องกับพ่อ เขาก็รับตำแหน่งหัวหน้าโรงงานต่อจากพ่อทันที ชาตินี้...เธอไม่มีทางปล่อยให้เจียงอวี่ไป๋สูบเลือดสูบเนื้อจากตระกูลหลินเพื่อไต่เต้าขึ้นไปสู่จุดสูงสุดอีกเด็ดขาด พอคิดมาถึงตรงนี้ เธอก็เงยหน้ามองผู้เป็นพ่อแล้วถามว่า

“พ่อคะ มีเรื่องดีๆ พวกนี้ด้วยเหรอคะ ?” ตอนนี้...หลินเยว่เฟิงกำลังยุ่งอยู่กับการแกะก้างปลาให้ภรรยาอยู่

เขาค่อย ๆ เอาก้างใหญ่ก้างเล็กออกจากเนื้อปลา ก่อนจะคีบเนื้อปลาสีขาวชิ้นหนึ่งไปจ่อที่ปากภรรยา เมื่อได้ยินคำถามของหลินเจี้ยนเสวี่ย เขาก็ไม่ได้หันมามอง แค่ตอบกลับไปว่า

“อืม อวี่ไป๋เรียนจบมัธยมปลายไม่ใช่เหรอ ? ที่โรงงานกำลังต้องการพนักงานอยู่คนหนึ่งพอดี วุฒิการศึกษาของเขาก็ถึงเกณฑ์แล้ว แต่เพิ่งเข้าไปทำงานใหม่ ยังไงก็ต้องลงไปฝึกงานหน้างานก่อน เพื่อทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม พ่อเลยคิดว่าจะให้เขาตามพ่อไปฝึกงานที่แผนกผลิตสักพักน่ะ”

เมื่อได้ยินอย่างนั้น หลินเจี้ยนเสวี่ยก็วางตะเกียบลง แล้วเอ่ยว่า

“พ่อคะ เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องรีบขนาดนั้นก็ได้ เสี่ยวหู่เพิ่งครบเดือนเอง ต้องมีคนดูแลค่ะ”

พอพูดถึงตรงนี้ เธอก็หันไปส่งยิ้มหวานให้เจียงอวี่ไป๋กับต่งไฉเซี่ย ก่อนจะพูดต่อว่า

“เอาแบบนี้ดีไหมคะ ? ให้พี่อวี่ไป๋กับแม่อยู่บ้านช่วยดูน้องไปก่อน รอเสี่ยวหู่อายุครบ 1 ขวบแล้วค่อยไปฝึกงานที่โรงงานก็ยังไม่สาย อีกอย่าง ถ้าให้คนนอกมาดูแลเด็ก หนูเองก็ไม่ค่อยสบายใจด้วย”

สิ้นเสียง...สีหน้าของเจียงอวี่ไป๋ก็ดูแย่ลงทันที ความหงุดหงิดพุ่งขึ้นมาในใจ หมู่นี้หลินเจี้ยนเสวี่ยเป็นอะไรไป ? ทำไมถึงคอยขัดเขาไปเสียทุกเรื่องเลย

ก่อนหน้านี้ก็เอาแต่สั่งให้เขาทำโน่นทำนี่ ตอนนี้...ยังไม่ยอมให้เขาออกไปทำงานอีก ยืนกรานจะให้เขาอยู่บ้านเลี้ยงเด็กให้ได้ เขาเป็นผู้ชายตัวโต จะให้มานั่งวนเวียนอยู่กับเด็กทั้งวัน ซักผ้า ทำอาหาร เปลี่ยนผ้าอ้อมทำไมกัน ?

เจียงอวี่ไป๋สูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามกดความโกรธในใจเอาไว้ ก่อนจะฝืนยิ้มแล้วอธิบายว่า

“เจี้ยนเสวี่ย คุณเข้าใจผิดแล้ว ไม่ถือว่าเป็นคนนอกหรอก ผมมีน้องสาวอยู่คนหนึ่ง เรียนจบมัธยมต้น แล้วอยู่บ้านเกิดช่วยคนอื่นเลี้ยงเด็กมาตลอด มีประสบการณ์ ถ้าทุกคนเห็นด้วย ผมจะให้เธอขึ้นมาช่วยดูแลเสี่ยวหู่ก็ได้ เธอไม่เอาค่าจ้างด้วย แค่มีข้าวให้กิน มีที่ให้อยู่ก็พอ”

หลินเจี้ยนเสวี่ยได้ยินอย่างนั้นแล้วก็หัวเราะเยาะในใจ ที่แท้...ก็คิดเรื่องนี้อยู่นี่เอง ชาติที่แล้ว เสี่ยวหู่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก เจียงอวี่ หนิงก็เลยไม่มีข้ออ้างที่จะย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านตระกูลหลิน

แต่...ชาตินี้เสี่ยวหู่รอดชีวิต พวกเขาก็ทนรอไม่ไหวแล้วงั้นเหรอ ? กำลังหาทางเข้ามาอยู่ในบ้านหลินอย่างเปิดเผย คิดจะยึดบ้านของคนอื่นเป็นของตัวเองสินะ ?

แต่...ก็ดีเหมือนกัน เธอกำลังคิดอยู่ว่าจะหาเหตุผลอะไรมาไล่ปลิงดูดเลือดพวกนี้ออกจากบ้านอยู่พอดี ในเมื่อพวกเขาเอาตัวเองมาส่งให้ถึงที่ ก็อย่าหาว่าเธอไม่เกรงใจแล้วกัน

หลินเจี้ยนเสวี่ยแสร้งทำเป็นสงสัย มองเจียงอวี่ไป๋แล้วถามว่า “น้องสาว ? ฉันจำได้ว่าคุณเป็นลูกคนเดียวนี่นา แล้วทำไมถึงมีน้องสาวเพิ่มมาได้ล่ะคะ ?”

เจียงอวี่ไป๋ถึงกับชะงักไป รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้างทันที เขาไม่คิดเลยว่าหลินเจี้ยนเสวี่ยจะถามแบบนี้กับเขา

ในทางกลับกัน ต่งไฉเซี่ยกลับตอบสนองได้เร็วกว่า รีบออกหน้าช่วยแก้สถานการณ์ทันทีว่า

“จริงด้วย ป้าลืมบอกทุกคนไปเลย ไม่ใช่น้องสาวแท้ ๆ ของ อวี่ไป๋หรอก เป็นลูกพี่ลูกน้องน่ะ ชื่อเจียงอวี่หนิง ปีนี้อายุ 18 ปีแล้ว อายุน้อยกว่าเจี้ยนเสวี่ยแค่เดือนเดียวเอง แต่เด็กคนนี้ขยันมากเลยนะ ตอนอยู่บ้านเกิดก็มักจะช่วยเพื่อนบ้านเลี้ยงเด็กอยู่บ่อย ๆ ทุกคนแถวนั้นต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเธอเลี้ยงเด็กเก่งมาก”

ขณะที่พูด ต่งไฉเซี่ยก็ยังไม่ลืมส่งสายตาให้เจียงอวี่ไป๋ เจียงอวี่ไป๋ก็รีบพยักหน้ารับแล้วเอ่ยเสริมขึ้นมาว่า

“เป็นลูกสาวของลุงลูกพี่ลูกน้องของผมเอง ช่วงนี้เธอเองก็กำลังว่างพอดี”

หลินเจี้ยนเสวี่ยจ้องสองแม่ลูกไม่กะพริบตา ภายในใจหัวเราะเยาะไม่หยุด แต่...ภายนอกกลับเก็บสายตาไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา ก่อนจะหันไปมองพ่อกับแม่แล้วถามว่า

“พ่อกับแม่คิดว่าไงคะ ?” หลินเยว่เฟิงกับหลินอู่มองหน้ากันครู่หนึ่ง ทั้งคู่ต่างก็ลังเล แม้จะเป็นญาติของตระกูลเจียง แต่...สุดท้ายพวกเขาก็ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน จะฝากเด็กไว้ให้คนที่ไม่เคยรู้จักดูแลแบบนี้ ในใจก็ยังอดกังวลไม่ได้

แต่...ทั้งสองก็รู้ดีว่า หลังหมดช่วงลาคลอด พวกเขาต่างก็ต้องกลับไปทำงาน ส่วนลูกสาวเองก็ทำงานอยู่ในคณะศิลปะและการแสดง งานก็ยุ่งมากเช่นกัน

ต่งไฉเซี่ยอยู่บ้านคนเดียว ทั้งต้องทำงานบ้านและเลี้ยงเด็กไปด้วยคงรับมือไม่ไหวแน่ หลังจากขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลินเยว่เฟิงก็พยักหน้าแล้วพูดว่า

“ในเมื่อเป็นญาติของอวี่ไป๋ ก็น่าจะไว้ใจได้ เสี่ยวหู่เป็นเด็กที่เลี้ยงค่อนข้างยาก ซนมาก วัน ๆ เอาแต่ก่อเรื่อง มีแค่ไฉเซี่ยเลี้ยงดูก็คงดูแลไม่ไหว” พูดจบ...เขาก็มองเจียงอวี่ไป๋เพื่อถามความเห็น

“เอาแบบนี้แล้วกัน ถ้าลูกพี่ลูกน้องของลูกยินดีมาช่วยเลี้ยงเด็ก ก็จะไม่ให้ค่าจ้างไม่ได้หรอก ให้เธอกินอยู่ที่บ้านเรา แล้วพ่อจะจ่ายค่าจ้างให้เดือนละ 5 หยวน ให้ช่วยดูแล 1 ปี แบบนี้ดีไหม ?”

เจียงอวี่ไป๋กับต่งไฉเซี่ยมองหน้ากัน แววดีใจวาบผ่านดวงตาของทั้งคู่ เห็นได้ชัดว่าพอใจกับผลลัพธ์นี้มาก

ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ร่างกายของเจียงอวี่หนิงฟื้นตัวดีแล้ว เพียงแต่...การเสียลูกไปทำให้ในใจของหล่อนรู้สึกว่างเปล่าและขาดความมั่นใจ หล่อนจึงติดเจียงอวี่ไป๋เป็นพิเศษ ไม่ยอมให้เขาคลาดสายตาไปแม้แต่ก้าวเดียว

เจียงอวี่ไป๋เองก็สงสารเจียงอวี่หนิง อยากจะอยู่ข้าง ๆ หล่อนตลอดเวลา แต่...เขากำลังจะไปทำงานที่โรงงานเหล็กแล้ว ถึงตอนนั้นไม่มีทางไปหาหล่อนได้ทุกวัน จึงทำได้เพียงหาทางพาหล่อนมาอยู่ที่บ้านตระกูลหลิน ให้อยู่ในสายตาของเขา จะได้ดูแลหล่อนอย่างใกล้ชิด

เดิมที...เขายังกังวลอยู่เลยว่าคนตระกูลหลินจะไม่ยอมรับ แต่...ไม่คิดเลยว่าทุกอย่างจะราบรื่นขนาดนี้ อีกเดี๋ยวถ้าเอาข่าวดีนี้ไปบอกเจียงอวี่หนิง หล่อนจะต้องดีใจมากแน่ ๆ

พอคิดถึงตรงนี้ รอยยิ้มหวานก็ผุดขึ้นบนใบหน้าของเจียงอวี่ไป๋โดยไม่รู้ตัว ต่งไฉเซี่ยดีใจแทบเก็บอาการไม่อยู่ รีบตอบรับทันทีว่า

“แบบนั้นก็ดีเลย พรุ่งนี้ฉันจะโทรเลขกลับไปบอกอวี่หนิง ให้รีบเก็บของขึ้นมาที่นี่ แต่ว่าคุณหลินคะ ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นก็ได้ ให้ข้าวกินให้ที่พักแล้ว ยังจะจ่ายค่าแรงอีกทำไมคะ ? เดือนละ 5 หยวนไม่มากไปหน่อยเหรอ...”

ต่งไฉเซี่ยยังพูดไม่ทันจบ หลินเจี้ยนเสวี่ยก็พูดแทรกขึ้นมาว่า “ป้าต่งพูดถูกค่ะ 5 หยวนดูจะมากไปจริงๆ นั่นแหละ เอาแบบนี้ดีไหมคะ ? จ่ายเดือนละ 2 หยวนก็พอ ยังไงอวี่หนิงก็ต้องอยู่บ้านเราอยู่แล้ว กินอยู่ด้วยกัน ก็คงไม่ได้มีค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มมากนัก”

ทันทีที่เจียงอวี่ไป๋ได้ยินอย่างนั้น สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไปทันที เขาหันไปมองแม่ด้วยแววตาคาดโทษ ในใจก็แอบก่นด่าอยู่ไม่หยุด พูดมากจริง ๆ เลย

ทีนี้ดีเลย ค่าจ้างเดือนละ 5 หยวนถูกหั่นเหลือแค่ 2 หยวนต่อเดือน เท่ากับเสียไปตั้ง 3 หยวนฟรี ๆ น่ะสิ

ต่งไฉเซี่ยเองพูดออกไปแบบนั้นก็เพราะเกรงใจทำเป็นถ่อมตัวเท่านั้น ใครจะคิดว่าหลินเจี้ยนเสวี่ยจะคิดเล็กคิดน้อยแบบนี้เล่า แต่...เมื่อพูดออกไปแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว หล่อนจึงได้แต่ฝืนหัวเราะแล้วพูดว่า

“เจี้ยนเสวี่ยพูดถูก 2 หยวนก็พอแล้ว”