บุญคุณชาติก่อน
บุญคุณชาติก่อน
หลังจากทานมื้อเย็นเสร็จ เจียงอวี่ไป๋ก็เป็นฝ่ายอาสารับหน้าที่ล้างจานเอง
หลังจากหลินเจี้ยนเสวี่ยอาบน้ำเสร็จ เธอก็เปลี่ยนเป็นชุดนอนผ้าฝ้ายตัวหลวม เดินเข้ามาในห้องนอน เช็ดผมไปด้วยพลางมองสำรวจห้องไปด้วย ห้องนี้ไม่ได้ใหญ่ แต่...ถูกจัดเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
มีเตียงไม้ใหญ่อยู่ ตู้ลิ้นชักห้าช่องแบบเก่า 1 ใบ โต๊ะอ่านหนังสือ 1 ตัว เก้าอี้ 1 ตัว และบนผนังก็แขวนรูปถ่ายครอบครัวที่เริ่มเหลืองตามกาลเวลาเอาไว้ 1 ใบ
ในรูปนั้น เธอยังเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ถักผมเปียเป็น 2 จุก ยืนเบียดอยู่ข้างพ่อกับแม่ยิ้มอย่างไร้เดียงสาดูสดใสมาก เธอกลับมาเกิดใหม่ได้ 2 สัปดาห์แล้ว การได้กลับมาอยู่ในบ้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำในวัยเด็กและวัยสาวของตัวเองอีกครั้ง ยังคงทำให้เธอรู้สึกราวกับผ่านชีวิตมาหลายชาติ
ในยุค 70 ครอบครัวหลินที่อยู่ในเมืองหลวงถือว่ามีฐานะค่อนข้างดี หลินเยว่เฟิงผู้เป็นพ่อเป็นหัวหน้าโรงงานเหล็กในปักกิ่ง มีเงินเดือนเดือนละ 90 หยวน
ส่วนหลินอู่ผู้เป็นแม่ เป็นหัวหน้าฝ่ายการศึกษาของโรงเรียนมัธยมอันดับ 1 ในปักกิ่ง มีระดับตำแหน่งทางราชการระดับ 23 และได้รับเงินเดือนเดือนละ 55 หยวน
ส่วนตัวเธอเอง ปีที่แล้วก็ไม่ทำให้ครอบครัวผิดหวัง สอบเข้าไปอยู่ในคณะศิลปะและการแสดงของปักกิ่งได้สำเร็จ กลายเป็นนักเปียโน มีเงินเดือนเดือนละ 35 หยวน
อย่างที่รู้ๆ กัน เงินเดือนของคนงานทั่วไปได้เดือนละ 20 หยวนเท่านั้น หากใครได้มากกว่า 30 หยวนถือว่ามีรายได้สูงมาก รายได้ต่อเดือนของตระกูลหลินทั้ง 3 คนรวมกัน เกือบเท่ากับรายได้ทั้งปีของครอบครัวอื่นแล้ว
ชีวิตความเป็นอยู่แบบนี้เรียกได้ว่าฐานะดีมาก ในยุคนั้น ครอบครัวที่มีทรัพย์สินถึง 10,000 หยวนมีน้อยมาก ครอบครัวหลินที่มีฐานะแบบนี้ ไม่รู้ว่าทำให้ผู้คนอิจฉาตาร้อนไปแล้วกี่คน
แต่...ครอบครัวที่มีฐานะดีขนาดนี้ กลับถูกเจียงอวี่ไป๋กับเจียงอวี่หนิงที่ไร้ความสำนึกและใจร้ายวางแผนจนบ้านแตกสาแหรกขาด อาจเป็นเพราะชีวิตของคนตระกูลหลินราบรื่นเกินไป ราบรื่นจนพวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าจิตใจของคนจะชั่วร้ายได้ถึงขนาดไหน
จนสุดท้ายถูกเจียงอวี่ไป๋ ไอ้ผู้ชายที่แต่งเข้าบ้านมาเกาะครอบครัวหลินกิน สูบผลประโยชน์จากพวกเขาจนไม่เหลืออะไร พอได้ทุกอย่างไปแล้ว กลับมองว่าครอบครัวหลินเป็นตัวขวางทางอีก
เมื่อคิดถึงตรงนี้ แววตาของหลินเจี้ยนเสวี่ยก็เปลี่ยนไป เย็นชาดูน่ากลัว เธอเดินไปหยุดอยู่ข้างเตียงแล้วค่อย ๆ นั่งลง ก่อนจะหยิบเอากล่องเหล็กใบเล็กออกมาจากลิ้นชักโต๊ะข้างเตียง
กล่องเหล็กใบนี้ผ่านการใช้งานมานานแล้ว ตรงมุมมีสนิมขึ้นนิดหน่อย หลินเจี้ยนเสวี่ยค่อย ๆ เปิดกล่องเหล็กออก ด้านในมีภาพวิวปักกิ่งใบหนึ่งกับกำไลหยกสีเขียวสดใสใสเป็นประกายวงหนึ่งวางอยู่
ภาพเป็นทิวทัศน์ริมทะเลสาบเว่ยหมิงของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ภูเขาเขียว น้ำใส ต้นหลิวพลิ้วไหว เต็มไปด้วยบรรยากาศของแหล่งความรู้และความโรแมนติก ลายมือบนภาพเรียวสวยดูมีพลัง แฝงด้วยความเป็นอิสระและมีชีวิตชีวาแบบวัยรุ่น
‘เพื่อนร่วมโต๊ะเห็นตัวอักษรก็เหมือนได้เห็นหน้า ขอบคุณที่ให้ฉันลอกการบ้านนะ สุขสันต์วันเกิดครบ 17 ปี ลาก่อน’
ผู้ส่งคือ ‘ฝูเจียเหวย’ นี่คือของขวัญวันเกิดที่ฝูเจียเหวยฝากเพื่อนร่วมชั้นมัธยมปลายส่งมาให้เธอเมื่อปีที่แล้ว ตอนที่เธอฉลองวันเกิดอายุครบ 17 ปี
ตอนนั้น...เกิดเรื่องใหญ่กับครอบครัวฝู ข่าวลือว่าครอบครัวฝูกำลังจะถูกส่งไปอยู่ต่างถิ่นเพื่อปรับปรุงตัวแพร่สะพัดไปทั่วเขตที่พัก ฝูเจียเหวยน่าจะไม่อยากให้เรื่องของตัวเองส่งผลกระทบต่อเธอ จึงไม่ได้มาร่วมงานวันเกิดของเธอ แค่ฝากเพื่อนร่วมชั้นให้นำโปสการ์ดกับกำไลหยกวงนี้มาให้
หลินเจี้ยนเสวี่ยหยิบกำไลหยกนั้นขึ้นมา แล้วพิจารณาอย่างละเอียดใต้แสงไฟ เนื้อหยกของกำไลมีความละเอียดและนุ่มนวล สีเขียวสดใสทั่วทั้งวง ไม่มีตำหนิหรือสิ่งเจือปนแม้แต่น้อย เมื่อสะท้อนกับแสงไฟก็เปล่งประกายใสวาวออกมา
ชาติที่แล้ว หลังจากเธอกับเจียงอวี่ไป๋หย่ากัน เพื่อหาเงินเลี้ยงเจียงเฉิน เธอใช้เงินเก็บทั้งหมดที่มีเพื่อเลี้ยงดูเขา ตอนที่ลำบากที่สุด ถึงขั้นไม่มีแม้แต่เงินส่งเจียงเฉินไปโรงเรียน
เมื่อหมดหนทาง เธอจึงได้แต่กัดฟันตัดใจเดินเข้าไปในร้านรับจำนำแห่งหนึ่ง แล้วนำกำไลหยกที่ฝูเจียเหวยมอบให้เธอไปจำนำ เจ้าของร้านรับจำนำเป็นชายวัยกลางคนเจ้าเล่ห์ เขาสวมแว่นกรอบทอง มองหลินเจี้ยนเสวี่ยตั้งแต่หัวจดเท้า ก่อนจะพิจารณากำไลหยกอย่างละเอียด แล้วพูดว่า
“กำไลวงนี้ก็ไม่เลวนะ แต่ช่วงนี้สถานการณ์ไม่ค่อยดี ของแบบนี้ไม่มีราคาหรอก ฉันให้เธอได้มากสุด 50,000 หยวน”
50,000 หยวน สำหรับหลินเจี้ยนเสวี่ยในตอนนั้นถือเป็นเงินก้อนมหาศาลแล้ว เธอกัดฟันขบคิดอยู่นาน สุดท้าย...ก็ตัดสินใจขายกำไลหยกวงนั้นไป
หลังจากนั้น เธอก็เห็นข่าวใหญ่ที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วประเทศจากรายการข่าวทางโทรทัศน์ ที่งานประมูลของที่ฮ่องกง มีกำไลหยกวงหนึ่งที่มีชื่อว่า ‘ชุนไต้ไฉ่’ ถูกประมูลไปในราคาสูงถึง 150 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ทำลายสถิติการประมูลหยกของโลกในเวลานั้น
บนหน้าจอโทรทัศน์ กำไลวงนั้นส่องประกายระยิบระยับภายใต้แสงไฟบนเวที หลินเจี้ยนเสวี่ยมองแวบเดียวก็จำได้ทันที นั่นก็คือกำไลหยกที่ฝูเจียเหวยมอบให้เธอในตอนนั้น
เธอไม่รู้จักของมีค่าอะไรเลย ถึงกับเอาของตกทอดประจำตระกูลฝูที่ฝูเจียเหวยมอบให้เธอไปขายในราคาถูกเหมือนเป็นกำไลหยกธรรมดา
ตอนนี้...เมื่อหลินเจี้ยนเสวี่ยมองกำไลหยกวงนี้ ในใจก็เต็มไปด้วยความเสียใจและโทษตัวเองไม่หยุด รวมถึงความรู้สึกขมขื่นที่ยากจะอธิบาย เธอนึกย้อนกลับไปในชาติที่แล้ว ตอนที่เธอป่วยหนักจนอยู่ในระยะสุดท้าย นอนเดียวดายอยู่ในสถานพักฟื้นเพื่อรอความตาย
สองพ่อลูกอย่างเจียงอวี่ไป๋กับเจียงเฉินหลบหน้าเธอราวกับเธอเป็นสิ่งอัปมงคล ส่วนเจียงอวี่หนิงก็พูดจาเยาะเย้ยเธอ มีเพียงฝูเจียเหวยที่พาลูกบุญธรรมของเขาอย่างฝูเหยียนชิงมาเยี่ยมเธอ และอยู่เป็นเพื่อนเธอจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต
ฝูเจียเหวยกับเธอไม่ได้พบกันมานานกว่า 20 ปีแล้ว แต่...ในช่วงเวลาที่เธอตกต่ำที่สุด เขากลับมอบทั้งความอบอุ่นและศักดิ์ศรีครั้งสุดท้ายให้กับเธอ
หลินเจี้ยนเสวี่ยเป็นคนที่รู้จักบุญคุณและตอบแทนบุญคุณมาโดยตลอด ชาติที่แล้ว ฝูเจียเหวยเป็นคนจัดงานศพให้เธอ บุญคุณครั้งนี้ เธอจะไม่มีวันลืม แม้จะต้องตายไปอีกรอบก็ตาม
ชาตินี้...ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสเธอได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เธอจะต้องตอบแทนเขาให้ได้ กำไลหยกวงนี้ต้องเป็นของตกทอดประจำตระกูลฝูที่มีมูลค่าสูงมากแน่นอน เธอจะเก็บไว้กับตัวไม่ได้ รอให้เธอจัดการเรื่องยุ่งเหยิงของตระกูลเจียงเสร็จก่อน เธอจะนำมันไปคืนให้เขาด้วยตัวเอง
หลินเจี้ยนเสวี่ยสูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามสงบสติอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่านของตัวเอง ก่อนจะค่อย ๆ นำโปสการ์ดกับกำไลหยกกลับไปใส่ไว้ในกล่องเหล็กแล้วล็อกไว้อย่างระมัดระวัง
ในจังหวะที่เธอกำลังจะเก็บกล่องเหล็กกลับเข้าไปในลิ้นชักนั้น ประตูห้องนอนก็เปิดออก เจียงอวี่ไป๋ที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จก็เดินเข้ามา เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวทำจากผ้าใยสังเคราะห์ คอเสื้อเปิดออกเล็กน้อย เผยให้เห็นกระดูกไหปลาร้าที่ได้รูปกับแผ่นอกขาวเนียนบางส่วน
ผมของเขายังเปียกชุ่ม มีหยดน้ำเกาะอยู่และค่อย ๆ ไหลผ่านแก้ม ยิ่งขับให้คิ้วดูเรียวสวย ใบหน้าดูสุภาพหล่อเหลา ทันทีที่เจียงอวี่ไป๋เข้ามาในห้อง สายตาของเขาก็ไปตกอยู่ที่หลินเจี้ยนเสวี่ยซึ่งนั่งอยู่บนหัวเตียง แววตาของเขาดูลุ่มลึก
ความงามของหลินเจี้ยนเสวี่ยเป็นความงามที่โดดเด่นและมีแรงดึงดูดอย่างมาก หากความงามของเจียงอวี่หนิงเปรียบเหมือนกุหลาบขาวที่เพิ่งเริ่มผลิบาน ดูบริสุทธิ์และน่ารัก ความงามของหลินเจี้ยนเสวี่ยก็เหมือนกุหลาบแดงที่กำลังเบ่งบาน งดงามสะดุดตา จนไม่มีใครสามารถละสายตาไปจากเธอได้
ใบหน้าของเธอสวยละเอียดแต่ก็มีมิติ ระหว่างคิ้วแฝงด้วยความหยิ่งและเสน่ห์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แม้จะสวมชุดนอนผ้าฝ้ายตัวหลวม แต่...ก็ไม่อาจบดบังรูปร่างที่มีส่วนเว้าส่วนโค้งของเธอได้
หน้าอกอิ่มเต็ม เอวคอดเรียว ขาเรียวยาว ทุกส่วนดูลงตัวอย่างพอดี หากเพิ่มขึ้นอีกนิดก็ดูมากเกินไป หากลดลงอีกหน่อยก็ดูน้อยเกินไป ผู้หญิงแบบนี้เกิดมาก็มีเสน่ห์ดึงดูดอยู่แล้ว มากพอจะปลุกความต้องการเอาชนะในใจของผู้ชายแทบทุกคนได้
แม้เขาจะไม่ได้รักหลินเจี้ยนเสวี่ย แต่...ก็ต้องยอมรับว่าใบหน้าและรูปร่างของเธอดึงดูดผู้ชายจริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่เจียงอวี่หนิงจะรู้สึกถึงภัยคุกคามจากหลินเจี้ยนเสวี่ยอย่างรุนแรงมาตลอด กลัวว่าเขาจะถูกหลินเจี้ยนเสวี่ยดึงดูดจนหลงใหลในตัวเธอ
ก่อนหน้านี้ เพราะกลัวว่าหลินเจี้ยนเสวี่ยจะท้อง เจียงอวี่ไป๋จึงควบคุมตัวเองอยู่ตลอด ไม่กล้าใกล้เธอมากเกินไป อย่างไรเสีย ในใจของเขา หลินเจี้ยนเสวี่ยเป็นเพียงเครื่องมือที่เขาใช้ประโยชน์เท่านั้น เขาไม่ยอมให้เธอตั้งท้องลูกของเขาเด็ดขาด เพราะไม่ต้องการให้เธอมาแบ่งปันทุกอย่างที่เป็นของเจียงอวี่หนิง
แต่...ตอนนี้ หลินเจี้ยนเสวี่ยดื่มน้ำซุปคุมกำเนิดที่เขาตั้งใจเตรียมเอาไว้แล้ว ไม่มีทางท้องได้อย่างแน่นอน
ความคิดของเจียงอวี่ไป๋จึงเริ่มเปลี่ยนไป เขาค่อย ๆ ปิดประตู แล้วเดินไปหยุดอยู่ข้างเตียง จับมือของหลินเจี้ยนเสวี่ยขึ้นมา วางไว้บนฝ่ามือแล้วลูบเบา ๆ ใบหน้าสุภาพหล่อเหลาของเขามีสีแดงจาง ๆ ผุดขึ้นมา น้ำเสียงทุ้มต่ำอ่อนโยนดังขึ้น
“เจี้ยนเสวี่ย พวกเราไม่ได้มีอะไรกันมานานแล้ว แม่ของผมเองก็อยากอุ้มหลานแล้ว”
หลินเจี้ยนเสวี่ยมองท่าทางแสร้งทำเป็นรักใคร่ของเจียงอวี่ไป๋แล้วก็รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมา เธอค่อย ๆ ชักมือกลับ ไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ ออกมา