LNCrawler

สันดานหัวขโมย

ยุค 70 เกิดใหม่ครานี้ฉันจะร้ายให้สุด — novel.dek d.com · All chapters

สันดานหัวขโมย

“อวี่ไป๋ เราอย่าเพิ่งคิดเรื่องมีลูกกันเลยนะคะ เสี่ยวหู่ยังเล็ก แม่ของคุณคนเดียวดูแลเด็กสองคนพร้อมกันไม่ได้หรอกค่ะ ฉันพูดถูกไหมคะ ?” เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อว่า

“อวี่ไป๋ ถ้าคุณอยากมากจริง ๆ ก็ใช้มือช่วยตัวเองสิ ทำเสร็จแล้วก็รีบกลับมาพักผ่อนนะ ตอนกลางคืนยังต้องตื่นมาชงนมให้เสี่ยวหู่อีก อย่าเอาแต่คิดเรื่องไร้สาระเลยค่ะ ถ้ามีพลังงานเหลือล้นขนาดนั้น สู้เอาเวลาไปช่วยแม่เลี้ยงเด็ก ช่วยแบ่งเบางานบ้านดีกว่านะคะ”

พูดจบ...เธอก็ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมไหล่ แสดงท่าทีเย็นชาและปฏิเสธอย่างชัดเจน ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้เข้าใกล้แม้แต่น้อย

คำพูดเหล่านี้เหมือนฝ่ามือที่ฟาดเข้าที่หน้าเจียงอวี่ไป๋อย่างแรง เขารู้สึกถึงความโกรธที่กำลังพุ่งขึ้นไปถึงศีรษะ เกือบจะระเบิดออกมาแล้ว เขาพยายามข่มความโกรธเอาไว้ แล้วเตือนตัวเองซ้ำ ๆ ในใจว่าต้องอดทน ต้องอดทนเท่านั้น ถ้าเรื่องแค่นี้ยังทนไม่ได้ เขาก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว

“ไอ้เด็กนั่นเป็นลูกของตระกูลหลินพวกเธอไม่ใช่เหรอ ? แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน ? ทำไมฉันต้องตื่นมาชงนม เปลี่ยนผ้าอ้อมให้เด็กนั่นด้วย ?”

เจียงอวี่ไป๋ตะโกนก้องอยู่ในใจ ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวเพราะความโกรธ แต่...คำพูดเหล่านี้ เขาแค่พูดกับตัวเองในใจเท่านั้น ไม่กล้าพูดออกมาให้หลินเจี้ยนเสวี่ยได้ยินหรอก

อย่างไรเสีย ตอนนี้...เขากับแม่ก็อาศัยบ้านตระกูลหลินอยู่ กินอาหารของตระกูลหลิน ใส่เสื้อผ้าของตระกูลหลิน อาศัยอยู่ในบ้านของตระกูลหลิน ทุกอย่างล้วนต้องพึ่งพาตระกูลหลินเลี้ยงดู

เขาไม่เพียงแต่จะทำให้หลินเจี้ยนเสวี่ยไม่พอใจไม่ได้ แต่...ยังต้องแสร้งทำเป็นสามีที่ดี เป็นลูกเขยที่ดี คอยเอาใจคนตระกูลหลินไปทุกเรื่อง โดยเฉพาะหลินเยว่เฟิงพ่อของหลินเจี้ยนเสวี่ย

มีเพียงทำแบบนี้เขาถึงจะได้รับความไว้วางใจจากคนตระกูลหลิน แล้วค่อย ๆ ควบคุมทรัพย์สินของตระกูลหลินไว้ทีละขั้น ทำตามแผนที่เขากับเจียงอวี่หนิงวางเอาไว้ และปูทางสำหรับอนาคตของพวกเขา

เมื่อคิดถึงตรงนี้ เจียงอวี่ไป๋ก็พยายามกดความโกรธในใจเอาไว้สุดกำลัง พยายามปรับน้ำเสียงของตัวเองฟังดูสงบและอ่อนโยน ก่อนจะพูดกับหลินเจี้ยนเสวี่ยว่า

“เจี้ยนเสวี่ย ถ้าคุณไม่อยากมีอะไรกับผมก็ไม่เป็นไร เรื่องแบบนี้ทำคนเดียวก็ไม่มีความหมายหรอก”

พูดจบ...เขาก็ถอนหายใจแรง ก่อนจะล้มตัวนอนลงข้างๆ หลินเจี้ยนเสวี่ย บนเตียงคู่หลังนี้มีผ้าห่มวางแยกกันอยู่ 2 ผืน ผืนหนึ่งเป็นผ้าห่มไหมเนื้อนุ่มผืนใหม่เอี่ยมเป็นของหลินเจี้ยนเสวี่ย ส่วนอีกผืนเป็นผ้าห่มใยสังเคราะห์เนื้อหยาบที่ค่อนข้างเก่าเป็นของเจียงอวี่ไป๋

สาเหตุที่ต้องแยกผ้าห่มกันนอนก็เพราะหลินเจี้ยนเสวี่ยไม่ชอบที่เจียงอวี่ไป๋ต้องตื่นกลางดึกมาชงนมและเปลี่ยนผ้าอ้อมให้หลินเสี่ยวหู่ เสียงดังจนทำให้เธอนอนไม่หลับและส่งผลต่อการนอนของเธอ

เจียงอวี่ไป๋นอนอยู่บนเตียง ห่มผ้าห่มใยสังเคราะห์เนื้อหยาบผืนนั้น สัมผัสถึงเนื้อผ้าที่หยาบและระคายผิว ในใจก็รู้สึกขมขื่น เขามองเพดานห้องที่มืดสลัวเหนือศีรษะ ความรู้สึกทั้งน้อยใจและคับแค้นใจที่ยากจะอธิบายค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจ

เขารู้สึกว่าหลินเจี้ยนเสวี่ยดูถูกเขา คนตระกูลหลินทุกคนก็ดูถูกเขา ต่างมองเขาเป็นเพียงลูกเขยที่แต่งเข้าบ้านมาเกาะครอบครัวภรรยากิน ความรู้สึกของการที่ต้องมาอาศัยบ้านคนอื่นอยู่แบบนี้ อึดอัดเหลือเกิน

ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกคับแค้น และยิ่งคิดถึงเจียงอวี่หนิงที่อยู่ไกลออกไปในโรงพยาบาล เขาคิดถึงความอ่อนโยนของเจียงอวี่หนิง คิดถึงความเข้าอกเข้าใจของหล่อน คิดถึงดวงตาคู่นั้นที่มองเขาเต็มไปด้วยความรักอยู่เสมอ

เมื่ออยู่ต่อหน้าเจียงอวี่หนิงเท่านั้น เขาถึงจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ชายตัวจริง เป็นผู้ชายที่มีคนต้องการและชื่นชม เขาสาบานกับตัวเองในใจว่า เขาจะต้องหาทางรีบหลุดพ้นจากสถานการณ์ยากลำบากนี้ให้เร็วที่สุด จะต้องทำให้คนตระกูลหลินมองเขาใหม่ และจะต้องทำให้หลินเจี้ยนเสวี่ยเสียใจที่วันนี้ดูถูกและทำให้เขาอับอาย เขาจะทำให้ทุกคนรู้ว่า เจียงอวี่ไป๋คนนี้ไม่มีทางเป็นคนไร้ประโยชน์ที่ใครจะรังแกหรือดูถูกได้ตามใจชอบ

หลินเจี้ยนเสวี่ยขี้เกียจจะสนใจ ตอนนี้...เธอรู้สึกรังเกียจเจียงอวี่ไป๋มาก อยากอยู่ให้ห่างจากผู้ชายคนนี้สัก 8 จั้ง หากไม่ใช่เพราะยังหาเหตุผลที่เหมาะสมในการแยกห้องนอนไม่ได้ เธอคงไม่ยอมให้เขานอนร่วมเตียงกับเธอหรอก

ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องราวในชาติที่แล้ว ตัวเธอเองถูกเขาวางแผนจนบ้านแตกสาแหรกขาด ถูกเขาส่งตัวเข้าไปอยู่ในสถานพักฟื้นมืดมนที่แทบไม่มีแสงแดด และสุดท้ายต้องตายอย่างโดดเดี่ยวบนเตียงคนไข้ เธอก็รู้สึกคลื่นไส้จนอยากจะอาเจียนออกมา

แต่...เธอรู้ดีว่า ยิ่งเกลียดมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องสงบให้มากเท่านั้น ตอนนี้...ยังไม่ใช่เวลาที่จะกระชากหน้ากันตรง ๆ หากเธอเสนอแยกห้องนอนอย่างกะทันหัน ไม่ได้มีแค่พ่อแม่ของเธอที่สงสัย สองแม่ลูกบ้านเจียงก็จะสงสัยเธอด้วยเหมือนกัน

เธอต้องอดทน อดทนจนกว่าจะมีพลังมากพอที่จะโต้กลับ แล้วเหยียบพวกหมาป่าเสือดาวใจร้ายพวกนี้ให้จมอยู่ใต้เท้าไปให้หมด !

หลินเจี้ยนเสวี่ยหันหลังให้เจียงอวี่ไป๋ หลับตาลง บังคับตัวเองไม่ให้คิดถึงใบหน้าเสแสร้งของเขา แล้วเปลี่ยนไปคิดว่าจะตอบแทนฝูเจียเหวยอย่างไรดี

กว่าจะถึงเวลาที่ครอบครัวฝูได้รับการแก้ไขปัญหาและได้รับการฟื้นฟูสถานะจากทางการ ต้องใช้เวลาอีก 2 ปี 2 ปีนี้พูดได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ฝูเจียเหวยตกต่ำที่สุด

ตอนนี้...เธอยังลงชนบทไปคืนกำไลหยกให้ฝูเจียเหวยด้วยตัวเองไม่ได้ แต่...ตอนนี้เธอมีเงินแล้ว เธอสามารถส่งของบางอย่างไปให้ฝูเหยียนชิง ช่วยครอบครัวฝูแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ตรงหน้าไปก่อน

หลินเจี้ยนเสวี่ยจำได้ว่า แต่ละเดือนเธอมีเงินเดือน 35 หยวน และยังได้รับการจัดสรรคูปองข้าวสาร 30 ชั่ง คูปองน้ำตาล 1 ชั่ง คูปองเนื้อครึ่งชั่ง รวมถึงคูปองอื่น ๆ อย่างคูปองผ้า คูปองสบู่ คูปองน้ำมัน และคูปองไข่ด้วย

คูปองเหล่านี้ในยุคนั้นเป็นของหายาก ต่อให้มีเงินก็ใช่ว่าจะซื้อได้ แต่...ชาติที่แล้ว เพราะนอกจากจะมีการแสดงเป็นครั้งคราวแล้ว เวลาส่วนใหญ่เธอก็กินอยู่ที่บ้าน คูปองข้าวสาร คูปองน้ำตาล และคูปองเนื้อเหล่านี้ เธอยกให้ต่งไฉเซี่ยหมด เพื่อให้อีกฝ่ายส่งกลับไปช่วยเหลือบรรดาญาติๆ ที่บ้านเกิดของพวกเขา พอคิดถึงตรงนี้ หลินเจี้ยนเสวี่ยก็รู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาในหัวใจ

“หลินเจี้ยนเสวี่ยเอ๊ย หลินเจี้ยนเสวี่ย ชาติที่แล้วเธอมันตาบอดจริง ๆ ทำดีกับพวกหมาป่าใจร้ายตระกูลเจียงพวกนั้นได้ยังไง ? พวกเขาเคยเห็นความสัมพันธ์ที่เธอมีให้สักนิดไหม ? เลี้ยงหมายังดีกว่าเลี้ยงคนชั่วพวกนี้เสียอีก”

.....

เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากทุกคนทานมื้อเช้าเสร็จ เจียงอวี่ไป๋ก็ไปฝึกงานที่โรงงานเหล็กกับหลินเยว่เฟิง ภายในบ้านจึงเหลือแค่ต่งไฉเซี่ยกับหลินอู่ที่กำลังช่วยกันดูแลหลินเสี่ยวหู่

หลินเจี้ยนเสวี่ยอ้างว่าอยากจะเก็บของสักหน่อย จึงเข้าไปในห้องนอน เปิดลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้งแล้วเทคูปองข้าวสาร คูปองอาหารเสริม และคูปองอุตสาหกรรมทั้งหมดที่มีอยู่ออกมา

หลินเจี้ยนเสวี่ยค่อย ๆ คลี่คูปองแต่ละใบออก พอเห็นจำนวนคูปองก็ไม่รู้ว่าจะต้องไห้หรือดีใจดี ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอสะสมเอาไว้หลังจากเข้าไปอยู่ในคณะศิลปะและการแสดง

ปกติแล้ว เวลามีการแสดงหรือฝึกซ้อม คณะศิลปะและการแสดงก็จะออกคูปองบางส่วนให้เป็นสวัสดิการเพิ่มเติม ปกติ...เธอกินอยู่ที่บ้านอยู่แล้ว คูปองเหล่านี้จึงไม่ค่อยได้ใช้ เธอเลยเก็บเอาไว้ในลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้ง หากเจียงอวี่ไป๋ต้องการอะไรเธอก็จะบอกให้เขามาหยิบเอง

เธอเข้าคณะศิลปะและการแสดงได้ 1 ปีกว่าแล้ว นอกจากสิ่งของที่ได้รับเป็นประจำทุกเดือนแล้ว ในช่วงเทศกาลต่าง ๆ คณะศิลปะและการแสดงยังแจกคูปองสวัสดิการเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง ความจริงแล้ว คูปองในลิ้นชักนี้ควรจะสะสมได้เยอะกว่านี้นี่

แล้วดูตอนนี้สิ หลินเจี้ยนเสวี่ยพลิกดูคูปองซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ คูปองข้าวสารเหลือแค่ 5 ใบ ใบละ 10 ชั่ง รวมกันก็มีแค่ 50 ชั่งเท่านั้น ส่วนคูปองน้ำตาลกับคูปองเนื้อกลับหายไป ไม่เหลือเลยสักใบ สำหรับคูปองอุตสาหกรรมที่เหลืออยู่ ก็มีแต่คูปองสบู่กับคูปองไม้ขีดที่แทบไม่มีมูลค่าอะไรเลย

“ให้ตายเถอะ” หลินเจี้ยนเสวี่ยกัดฟันแน่นด้วยความโมโห ไม่ต้องบอกก็รู้แล้วว่าคูปองพวกนี้ใครเป็นคนเอาไป

ชาติที่แล้วเธอมันโง่เองถึงได้เอาคูปองที่อุตส่าห์สะสมมาอย่างยากลำบากไปมอบให้ต่งไฉเซี่ยหมด เพื่อให้อีกฝ่ายเอากลับไปช่วยเหลือพวกปลิงดูดเลือดตระกูลเจียง