LNCrawler

เตรียมส่งความช่วยเหลือ

ยุค 70 เกิดใหม่ครานี้ฉันจะร้ายให้สุด — novel.dek d.com · All chapters

เตรียมส่งความช่วยเหลือ

“ใจเย็นหลินเจี้ยนเสวี่ย ต้องใจเย็นๆ นะ” เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออก พยายามบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ลง

“ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา ตอนนี้ยังเปิดหน้ากับพวกเขาไม่ได้” หลินเจี้ยนเสวี่ยเตือนตัวเองซ้ำๆ อยู่ในใจ

เธอกลับมาเกิดใหม่แล้ว กลับมาในปี 1976 ทุกอย่างยังไม่สาย ความสูญเสียในอดีตถือเสียว่าเอาไปเลี้ยงหมาแล้วกัน จากนี้ไป เธอจะไม่ยอมให้พวกหมาป่าใจร้ายตระกูลเจียงมาเอาเปรียบเธอได้อีก ไม่เพียงแค่นั้น เธอยังจะทำให้ครอบครัวนี้คายทุกอย่างที่เคยกลืนกินไปในอดีตออกมาให้เธอทั้งหมด ทั้งต้นทั้งดอก !

หลินเจี้ยนเสวี่ยนำคูปองที่เหลืออยู่ในลิ้นชักมาจัดเรียง ก่อนจะยัดใส่กระเป๋าหนังใบเล็กอย่างระมัดระวัง กระเป๋าหนังใบเล็กนี้เป็นของขวัญวันเกิดที่พ่อมอบให้เธอเมื่อวันเกิดปีที่แล้ว ตอนนั้น...เธอยังบ่นว่ากระเป๋าใบนี้ดูแก่ไปหน่อยอยู่เลย จึงเอาแต่เก็บไว้ก้นหีบ ไม่เคยหยิบออกมาใช้เลย

แต่...ตอนนี้ดูแล้ว คุณภาพของกระเป๋าใบนี้ดีมากจริง ๆ เอาไว้ใส่คูปองพวกนี้เหมาะที่สุดแล้ว หลังจากเก็บคูปองเรียบร้อยแล้ว หลินเจี้ยนเสวี่ยก็ขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปิดช่องลับด้านล่างสุดของโต๊ะเครื่องแป้ง แล้วหยิบสมุดบัญชีธนาคารสีแดงออกมา

สมุดบัญชีเล่มนี้เธอไปเปิดบัญชีกับธนาคารโดยเฉพาะ หลังจากเข้าคณะศิลปะและการแสดง เงินเดือนที่คณะศิลปะและการแสดงจ่ายให้ทุกเดือน นอกจากกันเงินไว้ใช้จ่ายส่วนตัวแล้ว เธอก็ฝากเงินทั้งหมดไว้ในสมุดบัญชีเล่มนี้

เธอจำได้ว่า เจียงอวี่ไป๋เคยลองถามอ้อม ๆ ว่าในบัญชีของเธอมีเงินอยู่เท่าไร แต่...เธอก็ทำเป็นตอบไม่รู้เรื่องแล้วเลี่ยงทุกครั้ง เธอเปิดสมุดบัญชีดู แล้วไล่ดูรายการฝากเงินทีละรายการ

รายการฝากเงินครั้งแรกคือวันที่ 15 มีนาคม 1975 ฝากอยู่ 30 หยวน รายการฝากครั้งที่สองคือวันที่ 15 สิงหาคม 1975 ฝากอยู่ที่ 32 หยวน รายการฝากครั้งสุดท้ายคือวันที่ 15 มกราคม 1976 ฝากอยู่ที่ 35 หยวน ยอดเงินคงเหลือในบัญชีรวมทั้งหมด 412 หยวน

เมื่อเห็นตัวเลขนี้ หลินเจี้ยนเสวี่ยก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก

“โชคดีจริงๆ อย่างน้อยๆ ฉันก็ไม่ได้โง่ถึงขนาดเอาทรัพย์สินทั้งหมดที่มีไปเลี้ยงพวกหมาป่าใจร้ายตระกูลเจียงพวกนั้น”

หลินเจี้ยนเสวี่ยหัวเราะเยาะตัวเองเบา ๆ ก่อนจะเก็บสมุดบัญชีไว้ในกระเป๋าหนังใบเล็ก ตอนนี้...เธอรู้สึกดีมากเลย

“แม่คะ หนูออกไปข้างนอกแป๊บหนึ่งนะ” หลินเจี้ยนเสวี่ยสะพายกระเป๋าหนังใบเล็กไว้ข้างตัว ตรวจดูให้แน่ใจว่ารูดซิปปิดสนิทเรียบร้อยแล้ว จึงหันไปบอกแม่ จากนั้น...เธอก็รีบเดินออกจากบ้านไป

ลมหนาวข้างนอกเขตที่พักพัดผ่านราวกับมีดกรีด หลินเจี้ยนเสวี่ยอดหดคอไม่ได้ เธอดึงเสื้อกันหนาวที่สวมอยู่ให้กระชับขึ้น แล้วเร่งฝีเท้าไปตามถนนสายแคบ ๆ จนมาถึงธนาคารใกล้ ๆ

ภายในธนาคารเงียบสงบ มีแค่สองช่องบริการที่เปิดอยู่ ช่องหนึ่งสำหรับฝากเงิน อีกช่องสำหรับถอนเงิน หลินเจี้ยนเสวี่ยเดินไปที่ช่องถอนเงิน แล้วยื่นสมุดบัญชีเข้าไป

“สหาย ฉันมาถอนเงินค่ะ” พนักงานธนาคารเป็นหญิงสาวอายุน้อยคนหนึ่ง สวมแว่นกรอบดำ กำลังก้มหน้านับเงินและคูปองอยู่ เธอรับสมุดบัญชีมา ปรายตามองผ่านๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะพอใจนักว่า

“จะถอนเท่าไหร่คะ ?”

“400 หยวนค่ะ” หลินเจี้ยนเสวี่ยตอบสั้น ๆ มือของพนักงานหญิงชะงักไป เธอเงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหลาดใจ แล้วมองหลินเจี้ยนเสวี่ยตั้งแต่หัวจดเท้า

ในยุคนี้ เงิน 400 หยวนไม่ใช่จำนวนเงินน้อยๆ เงินเดือนของคนงานทั่วไปเดือนหนึ่งได้แค่ 25-30 หยวนเอง เงิน 400 หยวนนี้เท่ากับเงินเดือนทั้งปีของคนคนหนึ่งเลยนะ

แต่...เมื่อเห็นหลินเจี้ยนเสวี่ยแม้จะแต่งตัวเรียบง่าย แต่...ระหว่างคิ้วกลับดูมีชีวิตชีวา ไม่เหมือนคนที่กำลังขาดเงิน ด้วยความหวังดี เธอจึงแนะนำว่า

“จะถอนเยอะขนาดนั้นเลยเหรอคะ ? แบ่งถอนดีไหมคะ ? ถอนทีเดียวเยอะขนาดนี้ไม่ค่อยปลอดภัยนะคะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันอยากถอนออกมา 400 หยวน” หลินเจี้ยนเสวี่ยเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นชัดเจน

“เปลี่ยนเป็นธนบัตร 10 หยวนให้ฉัน 40 ใบด้วยนะคะ” ธนบัตร 10 หยวนใช้จ่ายได้ง่ายกว่า จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปแลกเงินอีก

เมื่อเห็นว่าหลินเจี้ยนเสวี่ยยืนกรานแบบนั้น พนักงานหญิงก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ก้มหน้าลงเริ่มจัดการเรื่องถอนเงินให้เธอ ไม่นาน...เธอก็นับธนบัตรใบละ 10 หยวนชุดใหม่เอี่ยมจำนวน 40 ใบตามที่หลินเจี้ยนเสวี่ยต้องการ ใช้กระดาษสีน้ำตาลห่อเอาไว้แล้วส่งให้เธอ

หลินเจี้ยนเสวี่ยรับเงินมา เก็บใส่กระเป๋าหนังใบเล็กอย่างระมัดระวัง จากนั้น...ก็รูดซิปปิดให้สนิท ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากธนาคารไป เธอไม่ได้กลับบ้านทันที แต่...กลับเลี้ยวไปอีกทาง มุ่งหน้าไปที่ห้างสรรพสินค้า

เธอจำได้ว่า ในตรอกเล็ก ๆ ใกล้ห้างสรรพสินค้ามีตลาดมืดอยู่ ตลาดมืดแห่งนั้นมีมานานหลายปีแล้ว ที่เธอรู้ว่ามีตลาดมืดอยู่ตรงนั้น เพราะครั้งหนึ่งเธอเคยไปห้างสรรพสินค้ากับแม่เพื่อซื้อของ แล้วบังเอิญเดินหลงเข้าไปพอดี ถึงได้รู้ว่าเป็นตลาดมืด

ตอนนั้น...เธอเห็นผู้คนมากมายแอบซื้อขายของกันบนถนนเส้นนั้น ก็ตกใจคิดว่าเป็นองค์กรผิดกฎหมายอะไรสักอย่าง แต่..แม่กลับดูเหมือนจะคุ้นเคยกับเรื่องแบบนี้ดี แม่ดึงเธอเดินออกมาจากที่นั่น หลังจากออกมาจากตลาดมืดแล้วจึงกระซิบบอกเธอว่า

“ตลาดมืดแบบนี้ ในปักกิ่งยังมีอีกหลายแห่ง หนูอย่าเข้าไปในนั้นตามใจชอบนะ สถานที่แบบนั้นเปิดเผยไม่ได้ ตลาดมืดมีขายทุกอย่าง แม้แต่คูปองเนื้อ คูปองข้าวสาร คูปองน้ำตาลก็มีขายนะ แต่หนูห้ามไปซื้อของที่นั่นเด็ดขาด ถ้าเกิดถูกจับได้ขึ้นมา หนูรับผลที่ตามมาไม่ไหวแน่”

ตอนนั้น...หลินเจี้ยนเสวี่ยยังเด็ก พอได้ยินแม่ขู่แบบนั้น เธอก็ไม่กล้าเข้าใกล้ตรอกแห่งนั้นอีกเลย แต่...ตอนนี้เธอไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องไปที่นั่นสักครั้ง

พอคิดมาถึงตรงนี้ หลินเจี้ยนเสวี่ยก็ไปที่ห้างสรรพสินค้าก่อน แล้วซื้อผ้าพันคอผืนหนามาพันคอ ปกปิดใบหน้ามิดชิด จากนั้น...ก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปในตรอกเล็ก ๆ ที่อยู่ลึกเข้าไปค่อนข้างลับตาคน

ตอนนี้...ยังเช้าอยู่ตลาดมืดเพิ่งเปิด แต่...ภายในตรอกก็มีคนมารวมตัวกันไม่น้อยแล้ว หลินเจี้ยนเสวี่ยยืนอยู่ตรงปากตรอก มองซ้ายมองขวาอย่างระมัดระวัง บางคนนั่งยอง ๆ อยู่ตรงมุมกำแพง ด้านหน้าวางไข่ไก่ไม่กี่ฟองกับผักกาดขาว 2-3 ต้น ล้วนเป็นของที่ปลูกเองที่บ้านทั้งนั้น

บางคนก็ถือคูปองจำนวนหนึ่งอยู่ในมือ กำลังมองซ้ายมองขวาทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ เพื่อหาคนซื้อ ชายชราคนหนึ่งที่ขายคูปองมีสายตาเฉียบแหลม เมื่อเห็นหลินเจี้ยนเสวี่ยกำลังยืนสำรวจอยู่ตรงมุม เขาก็เดินเข้ามาหาทันที

“นี่แม่หนู เพิ่งมาที่นี่ครั้งแรกเหรอ ? อยากซื้ออะไรล่ะ ? ฉันมีคูปองหลายแบบเลยนะ คูปองอุตสาหกรรมก็มีนะ”

วันนี้...หลินเจี้ยนเสวี่ยมาที่นี่ก็เพื่อหาซื้อคูปองโดยเฉพาะ เธอคิดว่า หากส่งเงินให้ฝูเจียเหวยตรงๆ ด้วยนิสัยของเขา เขาจะต้องไม่รับแน่นอน แต่...คูปองข้าวสารกับคูปองเนื้อเป็นสิ่งที่ครอบครัวฝูเจียเหวยต้องการมากที่สุดในตอนนี้ เขาน่าจะไม่ปฏิเสธ

หลินเจี้ยนเสวี่ยดึงผ้าพันคอขึ้นสูงกว่าเดิม เผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่หนึ่ง จากนั้น...ก็ลดเสียงลงแล้วถามว่า

“ฉันอยากได้คูปองข้าวสารกับคูปองเนื้อค่ะ คูปองอุตสาหกรรมก็เอา คุณมีอยู่เท่าไหร่คะ ?”