ยากระตุ้นแม่หมู
ยากระตุ้นแม่หมู
หลี่เหล่าถัวรับเงินไป แล้วตรวจดูทีละใบอย่างละเอียด หลังจากยืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไร เขาก็ฉีกยิ้มกว้าง แล้วทอนเงินให้หลินเจี้ยนเสวี่ยไป 5 หยวน
“แม่หนู ลองนับดูอีกทีสิว่าครบหรือเปล่า” หลินเจี้ยนเสวี่ยรับเงินทอนมา เธอไม่ได้นับอย่างละเอียด รีบเก็บเงินใส่กระเป๋าเสื้อทันที
เธอเก็บกองคูปองหนา ๆ เหล่านั้นใส่กระเป๋าหนังของตัวเองอย่างระมัดระวัง แล้วรูดซิปปิดให้เรียบร้อย ก่อนจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก มีคูปองพวกนี้แล้ว ฝูเจียเหวยน่าจะผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากตรงหน้าไปได้แล้วสินะ ?
เธอคิดอยู่ในใจ ก่อนจะหันหลังเดินออกจากตลาดมืด แล้วเร่งฝีเท้าไปทางไปรษณีย์ ภายในไปรษณีย์มีไออุ่นพัดเข้ามาปะทะใบหน้า พร้อมกลิ่นหมึกและกระดาษลอยปะปนกันอยู่ในอากาศ
พี่สาววัยกลางคนคนหนึ่งนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ กำลังแทะเมล็ดแตงโมอย่างสบายใจ เมื่อเห็นหลินเจี้ยนเสวี่ยเดินเข้ามา เธอก็เงยหน้าขึ้นด้วยความเกียจคร้าน
“สหาย เธอมาฝากของเหรอ ?” หลินเจี้ยนเสวี่ยเดินไปที่หน้าเคาน์เตอร์แล้วพยักหน้าเบาๆ แทนคำตอบ
“พัสดุธรรมดาหรือจดหมายลงทะเบียน ?” คราวนี้...พี่สาวถึงได้วางเมล็ดแตงโมในมือลง แล้วค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้
ในยุคนี้ การส่งของไม่ได้สะดวกสบายเหมือนในยุคหลัง ยังต้องแยกระหว่างพัสดุธรรมดากับจดหมายลงทะเบียน พัสดุธรรมดาราคาถูกกว่า แต่...มีโอกาสสูญหายง่ายเหมือนกัน ส่วนจดหมายลงทะเบียนแพงกว่าหน่อย แต่ปลอดภัยกว่า
“จดหมายลงทะเบียนค่ะ” หลินเจี้ยนเสวี่ยตอบโดยไม่คิด คูปองพวกนี้เธออุตส่าห์ลำบากไปซื้อมาก หากเกิดหายระหว่างทางขึ้นมา เธอได้ร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือดแน่
คราวนี้...พนักงานจึงค่อย ๆ หยิบซองจดหมายลงทะเบียนออกมาจากลิ้นชัก แล้วส่งปากกาให้หลินเจี้ยนเสวี่ยพร้อมกับพยักหน้าไปทางซองจดหมาย
“อ่านหนังสือออกใช่ไหม ? จะส่งให้ใคร ? ส่งไปที่ไหน ? กรอกเองเลย”
“อ่านออกค่ะ” หลินเจี้ยนเสวี่ยคลี่ยิ้มแล้วรับปากกามา ในยุคนี้ คนที่อ่านหนังสือไม่ออกมีอยู่ไม่น้อย พี่สาวคนนี้ถามแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
พูดแล้วก็แปลกเหมือนกัน เดิมที...เธอคิดว่าตัวเองลืมไปแล้ว แต่...ทันทีที่จับปากกาขึ้นมา ที่อยู่ที่คุ้นเคยนั้นกลับหลั่งไหลเข้ามาในความทรงจำราวกับน้ำจากต้นธาร
กองผลิตซู่กวง หมู่บ้านถงฮวา อำเภอหูหลาน เมืองฮาร์บิน มณฑลเฮยหลงเจียง ฝูเจียเหวย
เธอค่อย ๆ เขียนตัวอักษรทีละตัวอย่างตั้งใจ บรรจงเขียนที่อยู่นี้ลงบนซองจดหมาย หลังจากเขียนเสร็จ เธอก็หยิบคูปองประเภทต่าง ๆ ออกมาจากกระเป๋า จัดเรียงอย่างละเอียด แยกตามขนาด แล้วพับทีละใบให้เรียบร้อย ก่อนจะยัดลงในซองจดหมายลงทะเบียนอย่างระมัดระวัง
จากนั้น...เธอก็ขอกระดาษจากพนักงานอีก 1 แผ่น พนักงานไม่ได้พูดอะไร เปิดลิ้นชักแล้วหยิบกระดาษเขียนจดหมายมีเส้นออกมาให้หลินเจี้ยนเสวี่ย 1 แผ่น เธอรับกระดาษมา ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบปากกาขึ้นมาเขียน
‘เพื่อนร่วมโต๊ะสกุลฝู เห็นตัวอักษรก็เหมือนได้เห็นหน้า ขอบคุณสำหรับกำไลหยกที่นายให้มา นี่เป็นของตอบแทนจากฉัน ฉันสอบเข้าคณะศิลปะและการแสดงได้แล้ว ตอนนี้มีเงินใช้ ไม่ได้ลำบากอะไร นายอย่าส่งของพวกนี้กลับมาให้ฉันนะ ไม่อย่างนั้นฉันจะโกรธนายจริงๆ ด้วย’
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเขียนเพิ่มไปอีกประโยคหนึ่งว่า ‘ฝากสวัสดีคุณลุง คุณป้า แล้วก็ชิงชิงด้วยนะ’
ส่วนลายเซ็นเป็นชื่อสามตัวอักษรที่เขียนอย่างสวยงามว่า...หลินเจี้ยนเสวี่ย
หลังจากเขียนจดหมายเสร็จ หลินเจี้ยนเสวี่ยก็ผ่อนลมหายใจออกเบา ๆ พับกระดาษจดหมายอย่างเรียบร้อย แล้วยัดรวมกับคูปองเหล่านั้นลงในซองจดหมายลงทะเบียน
เธอไม่ได้มีเจตนาอื่น เพียงแต่...กังวลว่าฝูเจียเหวยจะเป็นคนถือศักดิ์ศรีและไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากเธอ ต่อให้ต้องอดตายก็คงไม่ยอมรับ เธอจึงตั้งใจเขียนข้อความเหล่านี้เอาไว้โดยเฉพาะ
หลินเจี้ยนเสวี่ยเลื่อนซองจดหมายที่พองจนเต็มไปให้พนักงานที่กำลังแทะเมล็ดแตงโมรับไป แล้วลองชั่งน้ำหนักในมือ ก่อนจะบีบ ๆ ซองดู เมื่อสัมผัสได้ถึงความหนาแน่นของของที่อยู่ข้างในก็อดเงยหน้ามองหลินเจี้ยนเสวี่ยไม่ได้
ในยุคนี้ คนที่สามารถส่งของจำนวนมากขนาดนี้มีไม่มากนัก แต่...เธอก็ไม่ได้พูดอะไร คนทำงานในไปรษณีย์คุ้นเคยกับพัสดุและจดหมายสารพัดรูปแบบมานานแล้ว จึงฝึกจนมีสีหน้าสงบนิ่ง ไม่ว่าจะเห็นอะไรก็ไม่ได้ตื่นเต้นหรือรู้สึกอะไร
“ส่งไปมณฑลเฮยหลงเจียง ค่าส่ง 5 หยวน” หลินเจี้ยนเสวี่ยหยิบเงิน 5 หยวนออกจากกระเป๋าแล้วส่งให้พนักงานหญิง
พนักงานรับเงินไปตรวจสอบอย่างละเอียด หลังจากยืนยันว่าไม่มีปัญหา จึงหยิบใบเสร็จออกมาจากลิ้นชัก แล้วใช้ตรายางจุ่มหมึกประทับลงไปหนึ่งครั้ง ก่อนจะส่งให้หลินเจี้ยนเสวี่ย
“นี่คือหมายเลขของจดหมายฉบับนี้แล้วก็ใบเสร็จ เก็บไว้ให้ดีล่ะ เธอสามารถนำหมายเลขนี้มาตรวจสอบสถานะของจดหมายที่ไปรษณีย์ได้” ขณะที่พูด พนักงานก็ชี้ไปที่ชุดตัวเลขบนใบเสร็จ
“ขอบคุณค่ะ” หลินเจี้ยนเสวี่ยรับใบเสร็จมา มองชุดตัวเลขนั้นครู่หนึ่ง จากนั้น...ก็พับเก็บไว้อย่างระมัดระวัง
เมื่อเดินออกจากไปรษณีย์ หลินเจี้ยนเสวี่ยก้มลงมองนาฬิกาเห็นว่ายังเช้าอยู่ เธอจึงเดินเล่นต่อ แล้วแวะไปที่สหกรณ์ร้านค้าระหว่างทาง
สหกรณ์ร้านค้าในปักกิ่ง เมื่อเทียบกับสหกรณ์ร้านค้าในชนบทแล้วมีของมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด สินค้าหลากหลายชนิดจัดวางเต็มชั้นจนแทบไม่มีที่ว่าง ทำให้คนที่เดินเข้ามามองจนตาลายไปหมด
ทันทีที่หลินเจี้ยนเสวี่ยเดินเข้าไป เธอก็ตรงไปที่แผนกอุปกรณ์การเกษตรทันที เธอยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ มองบรรดาเครื่องมือทางการเกษตรและเมล็ดพันธุ์ที่วางอยู่ด้านใน ก่อนที่สายตาจะไปหยุดอยู่ที่ขวดและกระปุกหลายใบตรงมุมกำแพง จากนั้น...เธอก็หันไปถามพนักงานขาย
“สวัสดีค่ะ ขอถามหน่อยค่ะ ที่นี่มียากระตุ้นแม่หมูเป็นสัดไหมคะ ? แม่หมูที่ย่าฉันเลี้ยงไว้ไม่ยอมเป็นสัด แล้วก็ไม่ยอมออกลูกด้วยค่ะ”