ชู้ชั่วเข้าบ้าน
ชู้ชั่วเข้าบ้าน
ตอนที่หยิบออกมา ในมือของพนักงานก็มีถุงพลาสติกสีขาวเล็ก ๆ เพิ่มมาอีก 1 ถุง ด้านบนพิมพ์ตัวอักษรขนาดใหญ่ด้วยหมึกสีแดง
“1 หยวน 5 เจียว ใส่ลงไปครั้งละ 1 ช้อนเล็กก็พอแล้ว ใส่เยอะกว่านี้ไม่ได้ ระวังจะมีปัญหา”
พนักงานขายวางถุงพลาสติกลงบนเคาน์เตอร์ พลางเหลือบมองหลินเจี้ยนเสวี่ยแล้วกำชับ ในยุคนี้ของขาดแคลน การเลี้ยงหมูสักตัวไม่ใช่เรื่องง่าย หากเผลอให้ยาในปริมาณมากเกินไปจนหมูตายขึ้นมาความเสียหายคงไม่น้อย
“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะ” หลินเจี้ยนเสวี่ยตอบรับ พร้อมกับรอยยิ้มหวาน ก่อนจะหยิบเอาเงินสด 2 หยวนออกมาจากกระเป๋าส่งให้ พนักงานขายทอนเงิน 5 เจียวกลับมาอย่างคล่องแคล่ว
หลินเจี้ยนเสวี่ยรับถุงพลาสติกเล็ก ๆ นั้นมา แล้วก้มลงมอง ก็เห็นด้านบนพิมพ์ตัวอักษรขนาดใหญ่สะดุดตาว่า ‘ยากระตุ้นเป็นสัดสำหรับแม่หมูชนิดออกฤทธิ์แรง’ ด้านล่างยังพิมพ์ข้อความตัวเล็กๆ เอาไว้ว่า สรรพคุณกระตุ้นการเป็นสัด ใช้สำหรับแม่หมูที่ไม่เป็นสัด
หลินเจี้ยนเสวี่ยเห็นอย่างนั้นแล้วถึงกับตาโต ชื่อยาตรงไปตรงมาไปไหม ? เธอรู้สึกว่าพวงแก้มของตัวเองร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ราวกับเพิ่งทำเรื่องไม่ดีอะไรมา จึงรีบยัดถุงยากระตุ้นการเป็นสัดสำหรับแม่หมูลงในกระเป๋าหนังวัวทันที เพราะกลัวว่าคนอื่นจะมาเห็นเข้า
หลังจากซื้อยาเสร็จ หลินเจี้ยนเสวี่ยก็แวะไปที่ร้านขายอาหารเสริมและของกินเล่นต่อ เธออยากจะซื้อของไปบำรุงแม่สักหน่อย อย่างไรเสียแม่ก็เพิ่งคลอดน้อง จำเป็นต้องบำรุงร่างกายเยอะๆ
ภายในร้านมีผู้คนเบียดเสียดกันแน่นขนัด ทุกแผนกล้วนมีคนมาต่อแถวยาวเหยียด เป้าหมายของหลินเจี้ยนเสวี่ยชัดเจนมาก เธอเดินตรงไปที่แผนกขายเนื้อทันที ปรายตามองก็ถูกใจหมูสามชั้นชิ้นหนึ่งที่มีเนื้อกับมันแทรกสลับกันพอดี
“พี่คะ หมูสามชั้นนี่ขายยังไงคะ ?”
“1 ชั่ง 8 เจียว” พนักงานขายเอ่ยตอบไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองด้วยซ้ำ
“เอา 2 ชั่งค่ะ”
“ได้” พนักงานขายตัดหมูสามชั้นออกมา 2 ชั่งอย่างคล่องแคล่ว ห่อด้วยกระดาษฟางให้เรียบร้อยแล้วส่งให้หลินเจี้ยนเสวี่ย
หลินเจี้ยนเสวี่ยเดินต่อไปที่แผนกปลา เลือกปลาตะเพียนตัวหนึ่งที่กำลังกระโดดดิ้นอยู่ไม่หยุด แล้วเอ่ยถาม
“ปลาตะเพียนตัวนี้ราคาเท่าไหร่คะ ?”
“6 เจียว”
“ชั่งตัวนี้ให้ฉันทีค่ะ” หลังจากซื้อหมูสามชั้นกับปลาตะเพียนเสร็จ หลินเจี้ยนเสวี่ยก็ออกจากร้านขายอาหารแล้วขึ้นรถประจำทางกลับบ้าน
ระหว่างทาง รถสั่นกระแทกไปตลอดทาง วิวนอกหน้าต่างเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว อารมณ์ของหลินเจี้ยนเสวี่ยก็ค่อย ๆ สงบลง พอกลับถึงบ้าน กลิ่นอาหารหอม ๆ ก็ลอยเข้ามาแตะจมูกอย่างจัง
หลินเจี้ยนเสวี่ยเดินเข้าบ้านก็เห็นต่งไฉเซี่ยกำลังยุ่งอยู่ในครัว อีกฝ่ายกำลังก้มตัวล้างผักกวางตุ้งอยู่ตรงอ่างล้างจาน ส่วนแม่ก็นั่งอยู่บนโซฟาในห้องรับแขก อุ้มเสี่ยวหูไว้ในอ้อมแขน พร้อมฮัมเพลงกล่อมเด็กเบา ๆ
“แม่ หนูกลับมาแล้วค่ะ” หลินเจี้ยนเสวี่ยเดินเข้าไปหาแม่ แล้วเอื้อมมือไปลูบแก้มนุ่ม ๆ อวบ ๆ ของเสี่ยวหูเบา ๆ
ดูเหมือนเสี่ยวหูจะรับรู้ถึงสัมผัสของหลินเจี้ยนเสวี่ย เจ้าตัวเล็กค่อย ๆ ลืมตาที่ง่วงงุนขึ้นมองหลินเจี้ยนเสวี่ยแวบหนึ่ง ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างเผยรอยยิ้มเหงือกโล่งไร้ฟันออกมา
“เสวี่ยเอ๋อร์กลับมาแล้วเหรอลูก ? มาดูน้องชายสิ ช่วงนี้ดูอ้วนขึ้นเยอะเลย” หลินอู่เงยหน้าขึ้นมองพลางฉีกยิ้มกว้างขณะที่พูดกับลูกสาว
“อ้วนขึ้นจริง ๆ ด้วยค่ะ แก้มกลมเหมือนซาลาเปาเลยค่ะ แม่คะ หนูเอาเนื้อกับปลาไปให้ป้าต่งก่อนนะคะ เดี๋ยวตอนเที่ยงให้ป้าเขาต้มซุปปลาตะเพียนบำรุงร่างกายแม่สักหน่อย ซุปปลาตะเพียนช่วยเพิ่มน้ำนม แล้วก็ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นด้วยค่ะ”
พูดจบ…หลินเจี้ยนเสวี่ยก็หันหลังเดินเข้าไปในครัว ต่งไฉเซี่ยกำลังก้มตัวล้างผักอยู่ตรงอ่าง พอได้ยินเสียงเดินก็หันกลับมามอง เมื่อเห็นหลินเจี้ยนเสวี่ยถือหมูสามชั้นกับปลาตะเพียนเข้ามา ดวงตาของเธอก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
“เจี้ยนเสวี่ย หนูไปเอาของดีพวกนี้มาจากไหนกัน ? หมูสามชั้นชิ้นนี้มันเยอะจริง ๆ แล้วปลาตะเพียนตัวนี้ก็ดิ้นไม่หยุดเลย เห็นก็รู้แล้วว่าสดมาก” ต่งไฉเซี่ยพูดพลางยื่นมือไปรับของจากหลินเจี้ยนเสวี่ย
“หนูซื้อจากร้านขายอาหารมาค่ะ วันนี้หนูไปแต่เช้า เนื้อก็เลยยังขายไม่หมด ป้าต่งคะ ตอนเที่ยงต้มซุปปลาตะเพียนนะคะ ตอนเย็นค่อยทำหมูตุ๋นซีอิ๊วให้ทุกคนกิน”
“ได้ ๆ ไม่มีปัญหา” ต่งไฉเซี่ยเอ่ยตอบอย่างอารมณ์ดี แต่…ในใจของเธอกลับเริ่มคำนวณอยู่ไม่หยุด
หมูสามชั้นกับปลาตะเพียนพวกนี้เป็นของดีจริง ๆ ดีเลย เธอจะได้แบ่งส่วนหนึ่งเอาไปบำรุงร่างกายเจียงอวี่หนิงบ้าง เจียงอวี่หนิงเพิ่งแท้งลูก ต้องบำรุงร่างกายให้กลับมาแข็งแรงไวๆ หากเกิดปัญหาตามมา จนไม่สามารถมีหลานชายให้เธอได้ ลูกชายได้เอาเธอตายแน่
“เจี้ยนเสวี่ย หนูนี่รู้ความจริง ๆ รู้จักเป็นห่วงแม่ตัวเองด้วย” ต่งไฉเซี่ยกลอกตาไปมา แล้วก็เอ่ยชมไม่หยุดปาก
“วางใจเถอะ ป้าจะทำเนื้อกับปลาพวกนี้ให้อร่อยที่สุด ให้แม่ของหนูได้บำรุงร่างกายเต็มที่เลย เดี๋ยวป้าจะไปทำปลาให้เดี๋ยวนี้เลย”
หลังจากกำชับต่งไฉเซี่ยเรียบร้อยแล้ว หลินเจี้ยนเสวี่ยก็เดินกลับไปที่ห้องนอนของตัวเอง เธอยืนอยู่ตรงประตูห้องนอน แล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง สุดท้าย…สายตาก็ไปหยุดอยู่ที่กระป๋องนมมอลต์ที่วางอยู่บนโต๊ะไม้สีแดง
มันเป็นกระป๋องเหล็ก ด้านบนพิมพ์รูปเด็กอ้วนจ้ำม่ำ พร้อมกับตัวอักษรขนาดใหญ่สามคำว่า ‘นมมอลต์’ นมมอลต์กระป๋องนี้เป็นของที่โรงงานของพ่อเธอแจกให้ ทุกเดือนจะได้มา 1 กระป๋อง
หลังจากเธอแต่งงานกับเจียงอวี่ไป๋ เจียงอวี่ไป๋มักพูดอยู่เสมอว่าตอนเด็ก ๆ ครอบครัวของเขายากจน เขาไม่เคยได้ดื่มนมมอลต์เลย ได้แต่มองเด็กคนอื่นดื่มด้วยความอิจฉา
หลินเจี้ยนเสวี่ยได้ยินอย่างนั้นแล้วก็สงสารเขามาก จึงบอกเจียงอวี่ไป๋ไปว่า นมมอลต์ที่บ้านของเธอเขาดื่มได้ตามสบาย อยากดื่มเท่าไหร่ก็ดื่มไปเลย
เธอเดินไปที่โต๊ะหนังสือ ยื่นมือหยิบกระป๋องนมมอลต์ขึ้นมา แล้วเปิดฝาออก กลิ่นนมหอมเข้มข้นลอยปะทะจมูก แต่…หลินเจี้ยนเสวี่ยกลับขมวดคิ้วแน่น
เธอจำได้ว่า นมมอลต์กระป๋องนี้เพิ่งได้รับมาเมื่อต้นเดือนนี้เอง แต่…ตอนนี้นมมอลต์ข้างในกลับเหลืออยู่น้อยนิด เพิ่งผ่านไปไม่ถึง 1 สัปดาห์เองนะ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเจียงอวี่ไป๋แอบเอานมมอลต์ไปให้เจียงอวี่หนิงกินแน่ๆ
หลินเจี้ยนเสวี่ยล้วงเอาห่อยากระตุ้นการเป็นสัดสำหรับแม่หมูชนิดออกฤทธิ์แรงมากที่ซื้อจากสหกรณ์ร้านค้าออกมาจากกระเป๋าหนังวัว เธอฉีกถุงพลาสติกออก กลิ่นฉุนแรงก็พุ่งเข้ามาปะทะใบหน้าทันที แต่...ไม่นานก็ถูกกลิ่นหอมของนมมอลต์กลบจนหมด
ด้านในถุงพลาสติกเป็นผงสีเหลืองอ่อน มองผ่าน ๆ สีสันคล้ายกับนมมอลต์มาก หากไม่สังเกตให้ดี แทบมองไม่ออกเลยว่าต่างกันตรงไหน
หลินเจี้ยนเสวี่ยขย้ำถุงพลาสติกในมือเบา ๆ ก่อนจะเหยียดยิ้มมุมปากเป็นรอยยิ้มที่แฝงความหมายบางอย่าง เธอยื่นปากถุงยาเข้าใกล้ปากกระป๋องนมมอลต์ ก่อนจะเทยาลงไปครึ่งหนึ่ง
ผงสีเหลืองอ่อนร่วงลงไปในกระป๋อง คลุกเคล้ากับนมมอลต์ที่มีอยู่เดิมแล้วค่อย ๆ หายเข้าไปจนมองไม่เห็น หลินเจี้ยนเสวี่ยปิดฝากระป๋องนมมอลต์ แล้วเขย่ากระป๋องแรง ๆ เพื่อให้ผงด้านในผสมเข้ากับนมมอลต์จนเป็นเนื้อเดียวกัน
.....
3 วันต่อมา ต่งไฉเซี่ยก็ออกจากบ้านไปด้วยสีหน้าเบิกบาน ตอนกลับเข้ามา ข้างหลังเธอก็มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินตามมาด้วย หญิงสาวคนนั้นสวมเสื้อผ้าฝ้ายสีแดงสด ตัวเสื้อมีรูปทรงล้าสมัย ข้อมือกับปกเสื้อซีดจนเป็นสีขาว และยังปักดอกไม้ลายบ้าน ๆ เอาไว้หลายดอกด้วย
ผมของเธอถักเปียสองข้างหนาดำสนิท ห้อยลงมาด้านหน้าอก ปลายผูกด้วยยางรัดผมสีแดง บนใบหน้าของเธอมีความเขินอายและประหม่าแบบหญิงสาวจากชนบท ด้านหลังสะพายห่อสัมภาระขนาดใหญ่ที่อัดแน่นจนพอง แค่ปรายตามองก็รู้แล้วว่าเพิ่งเดินทางมาจากชนบท
ผู้หญิงคนนั้นก็คือเจียงอวี่หนิง ทันทีที่เดินผ่านประตูเข้ามา หล่อนก็รีบทักทายทุกคนในครอบครัวหลินทันที
“สวัสดีค่ะคุณลุง สวัสดีค่ะคุณป้า หนูชื่ออวี่หนิง เป็นหลานสาวญาติห่างๆ ของป้าต่งค่ะ”
เจียงอวี่หนิงพูดสำเนียงภาษาจีนกลางที่ยังติดสำเนียงชนบทอยู่ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส ขณะที่พูด หล่อนก็หยิบตะกร้าสานที่ห่อด้วยผ้าออกมาจากสัมภาระ ด้านในเต็มไปด้วยไข่ไก่พลางเอ่ยบอก
“คุณลุง คุณป้าคะ นี่เป็นไข่ไก่ที่หนูเอามาจากบ้านค่ะ เป็นไข่จากไก่บ้านหนูเองค่ะ สดมากเลยนะคะ หนูเอามาให้ลุงกับป้าบำรุงร่างกายค่ะ”
พูดจบ...เจียงอวี่หนิงก็ยื่นตะกร้าไปตรงหน้าหลินอู่ หลินอู่กับหลินเยว่เฟิงมองหน้ากันครู่หนึ่ง หลินอู่ฉีกยิ้มกว้างตามมารยาท ก่อนจะลุกขึ้นรับตะกร้าไข่มา
“โอ๊ย ~ แค่หนูมาเยี่ยมป้าก็ดีใจแล้ว ยังจะเอาของมาฝากลุงกับป้าอีก คราวหลังไม่ต้องนะ”
ต่งไฉเซี่ยยืนอยู่ข้างๆ ก็รีบเอ่ยเสริมขึ้นมาว่า “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ก็คนกันเองทั้งนั้นจะเกรงใจทำไมกัน อวี่หนิงน่ะเป็นเด็กที่รู้ความมาตั้งแต่เล็ก ๆ รู้จักเป็นห่วงคนอื่นด้วย ไข่พวกนี้แกเก็บสะสมอยู่นานกว่าจะได้มานะคะ มีค่ามากเลย คุณหลินรับไว้เถอะ ไข่ไก่บ้านแบบนี้บำรุงร่างกายดีมากเลยนะ คุณหลินเพิ่งคลอด ต้องบำรุงร่างกายเยอะๆ จะได้กลับมาแข็งแรงไวๆ”
เจียงอวี่หนิงก็พยักหน้าไม่หยุด สีหน้าจริงใจอย่างมาก “ใช่ค่ะ คุณป้ารับไว้เถอะค่ะ ไข่พวกนี้ไม่ได้มีค่าอะไรเลย เป็นแค่น้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากหนูเท่านั้นเอง หนูได้ยินป้าต่งบอกว่าคุณป้าเพิ่งคลอดร่างกายยังอ่อนแอ ไข่ไก่บ้านพวกนี้ดีต่อสุขภาพร่างกายมากนะคะ คุณป้ากินแล้วน้ำนมจะเยอะขึ้น เจ้าตัวเล็กจะได้โตไวๆ ค่ะ”
หลินเจี้ยนเสวี่ยยืนอยู่ข้างๆ มองต่งไฉเซี่ยกับเจียงอวี่หนิงที่ร่วมมือกันพูดคนละประโยคด้วยแววตาเย็นชา ในใจก็หัวเราะเยาะไม่หยุด ไข่ไก่บ้านพวกนี้ ดูแล้วคงซื้อมาจากสหกรณ์ร้านค้านั่นแหละ ยังจะพูดว่าเป็นไข่จากไก่ที่บ้านเลี้ยงเองอีก กล้าโกหกหน้าตายจริง ๆ