รู้ทันละครชั่ว
รู้ทันละครชั่ว
ถ้าไม่ใช่เพราะชาติที่แล้วเธอเคยได้ยินเจียงอวี่หนิงพูดจาเยาะเย้ยเธอผ่านทางโทรศัพท์ และได้ยินกับหูว่าผู้หญิงคนนี้กับเจียงอวี่ไป๋วางแผนอะไรเอาไว้บ้าง ดูจากท่าทางเรียบง่ายไร้พิษภัยของเจียงอวี่ หนิงในตอนนี้ ก็คงไม่มีทางเดาได้เลยว่าภายในใจของผู้หญิงคนนี้กลับเต็มไปด้วยแผนร้าย
ในทางกลับกัน หลินเยว่เฟิงไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้มากนัก สิ่งที่เขาสนใจมากกว่าคือเจียงอวี่หนิงจะดูแลเด็กได้ดีหรือไม่ เขามองเจียงอวี่หนิงตั้งแต่หัวจดเท้า เมื่อเห็นว่าหล่อนดูผอมและตัวเล็กมาก ดูบอบบางเหมือนไม่มีแรง เขาก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
หลินเยว่เฟิงเอามือไพล่หลัง กระแอมไอเบา ๆ ก่อนจะถามต่งไฉเซี่ยว่า
“ไฉเซี่ย ญาติของพี่คนนี้ดูผอมมากเลย จะดูแลเด็กได้จริงเหรอ ? อย่าปล่อยให้ตัวเองล้มป่วยล่ะ”
“โอ๊ย ~ คุณหลินคะ วางใจเถอะค่ะ อวี่หนิงน่ะ ตั้งแต่เด็กก็ช่วยคนในบ้านเลี้ยงน้องอยู่แล้ว มีประสบการณ์เยอะมาก ตอนอยู่บ้านเธอมักช่วยญาติ ๆ กับเพื่อนบ้านดูแลเด็ก ๆ ในหมู่บ้านตลอดค่ะ ชาวบ้านต่างก็ชมกันว่าเธอเลี้ยงเด็กเก่งมาก” ขณะที่พูด ต่งไฉเซี่ยก็ส่งสายตาให้เจียงอวี่หนิง
เจียงอวี่หนิงเข้าใจได้ในทันที หล่อนวางตะกร้าในมือลง แล้วเดินไปที่เปลเด็ก ก่อนจะก้มตัวลงอุ้มเสี่ยวหูที่กำลังหลับอยู่ขึ้นมา ท่าอุ้มเด็กของหล่อนแม้จะดูเก้ ๆ กัง ๆ อยู่บ้าง แต่...ก็ถือว่ามั่นคงดี
เจียงอวี่หนิงอุ้มเสี่ยวหูไว้ พลางโยกตัวเบา ๆ ในปากก็ฮัมเพลงกล่อมเด็กที่ไม่รู้ชื่อเพลงออกมา ดูราวกับเป็นพี่เลี้ยงเด็กที่มีประสบการณ์จริง ๆ
เมื่อหลินเยว่เฟิงเห็นท่าอุ้มเด็กของเจียงอวี่หนิงที่ดูคล่องแคล่วอยู่พอสมควร ความสงสัยบนใบหน้าก็ลดลง เขาพยักหน้าเบาๆ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
“อวี่หนิง” เจียงอวี่ไป๋ยืนอยู่ข้างหลินเจี้ยนเสวี่ย เมื่อมองเจียงอวี่หนิงอารมณ์ต่าง ๆ ก็พลุ่งพล่านขึ้นมาในใจ จนอดเรียกชื่อหล่อนไม่ได้
เจียงอวี่หนิงได้ยินเสียงของเจียงอวี่ไป๋ก็เงยหน้าขึ้นมามอง สายตาของทั้งสองประสานกัน ต่างฝ่ายต่างไม่อาจควบคุมความรู้สึกของตัวเองไว้ได้ ในแววตามีทั้งความหลงใหลและคิดถึง
ต่งไฉเซี่ยเห็นภาพนั้นเข้า หัวใจก็หล่นวูบ ร้องในใจว่าแย่แล้ว เด็กสองคนนี้ทำไมถึงส่งสายตาหวานใส่กันต่อหน้าทุกคนแบบนี้เล่า ? หากหลินเจี้ยนเสวี่ยจับพิรุธได้ขึ้นมา ได้กลายเป็นเรื่องใหญ่แน่
ต่งไฉเซี่ยจึงรีบกระแอมไอส่งสัญญาณ เสียงดังจนเสี่ยวหูในเปลยังสะดุ้งและส่งเสียงอืออาออกมา
“แค่ก ๆ อวี่ไป๋” ต่งไฉเซี่ยจงใจขึ้นเสียง เพื่อตัดสายตาที่กำลังประสานกันของทั้งสองทิ้ง
“ลูกบอกว่าจัดห้องให้อวี่หนิงเสร็จแล้วใช่ไหม ? รีบพาน้องไปดูห้องสิ ให้น้องเอาของไปเก็บก่อน น้องจะได้พักผ่อนก่อนจะเริ่มงาน”
ตอนนั้น...เจียงอวี่ไป๋ถึงได้สติกลับมา เขารีบละสายตามองไปทางอื่น เมื่อนึกได้ว่าเมื่อครู่นี้ตนเองเผลอแสดงพิรุธ จ้องเจียงอวี่หนิงไม่กะพริบตา เขาก็รู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะหันขวับไปมองหลินเจี้ยนเสวี่ยที่ยังยืนอยู่ข้างๆ
เขาเห็นเธอยืนอยู่ข้างตัว กำลังฉีกยิ้มหวานมองมา รอยยิ้มของเธอดูอ่อนโยนมาก มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย หางตาโค้งเป็นรอยยิ้ม แต่...เจียงอวี่ไป๋กลับรู้สึกว่า ภายใต้รอยยิ้มนั้นเหมือนซ่อนความคมกริบที่มองทะลุทุกอย่างเอาไว้ ราวกับสามารถมองเห็นความลับทุกอย่างที่ซ่อนอยู่ในใจเขาได้
หัวใจของเจียงอวี่ไป๋กระตุกวูบ เขาไม่รู้ว่าหลินเจี้ยนเสวี่ยมองเขามานานแค่ไหนแล้ว และก็ไม่รู้ว่าเธอเห็นท่าทางผิดปกติที่เขาเอาแต่จ้องเจียงอวี่หนิงเมื่อครู่นี้หรือไม่ ความรู้สึกตึงเครียด ความกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูกผุดขึ้นในใจของเจียงอวี่ไป๋
เขาไม่กล้าสบตาหลินเจี้ยนเสวี่ยตรง ๆ เพราะกลัวว่าเธอจะจับพิรุธอะไรได้ และตอนนั้น เขาก็รีบอธิบายกับเธอว่า
“เจี้ยนเสวี่ย ผมกับอวี่หนิงโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ไม่ได้เจอกันมานานแล้ว”
ขณะที่พูด เขาก็แอบสังเกตสีหน้าของหลินเจี้ยนเสวี่ยไปด้วย เขากลัวเหลือเกินว่าเธอจะแสดงความไม่พอใจออกมา
หลินเจี้ยนเสวี่ยมองท่าทางของเจียงอวี่ไป๋แล้วรอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งลึกขึ้น เธอพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า
“เหรอคะ ? ถ้าอย่างนั้น พวกคุณสองคนก็ถือว่าเป็นเพื่อนที่โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กสินะคะ ไม่ได้เจอกันนานขนาดนี้ คงมีเรื่องอยากคุยกันเยอะเลยใช่ไหม ? หาเวลาคุยกันเถอะค่ะ ฉันไม่รบกวนพวกคุณแล้ว”
เมื่อเห็นว่าสีหน้าของเธอไม่มีอะไรผิดปกติ เจียงอวี่ไป๋ถึงได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“ก็ไม่ได้มีอะไรจะคุยหรอกครับ พวกเราก็เป็นญาติกัน เจี้ยนเสวี่ย ผมพาอวี่หนิงไปดูห้องก่อนนะ”
“ไปสิ” หลินเจี้ยนเสวี่ยฉีกยิ้มหวานแล้วพยักหน้าเบาๆ
“ฉันจะไปชงนมให้เสี่ยวหูก่อน” พูดจบ...เธอก็เดินไปหยุดอยู่ข้างเปลของน้องชาย ยื่นมือหยิบขวดนมขึ้นมา ทำราวกับกำลังจะไปชงนมจริง ๆ
เจียงอวี่ไป๋พยักหน้าให้หลินเยว่เฟิงกับหลินอู่เบาๆ แล้วเอ่ยทักทายก่อนจะหันหลังไปพูดกับเจียงอวี่หนิงว่า
“อวี่หนิง เดี๋ยวฉันพาเธอไปดูห้องนะ” น้ำเสียงของเขาฟังดูสุภาพมาก มีความห่างเหินอยู่หลายส่วน แตกต่างจากท่าทางที่เมื่อครู่เอาแต่จ้องหล่อน ราวกับอยากจะเข้าไปกอดหล่อนไว้ไม่ยอมปล่อยโดยสิ้นเชิง
เจียงอวี่หนิงยืนอยู่กับที่ มองปฏิสัมพันธ์ระหว่างเจียงอวี่ไป๋กับหลินเจี้ยนเสวี่ย แล้วก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมาจุกอยู่ที่อก อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
แม้ในใจของหล่อนจะรู้ดีว่า ผู้หญิงที่เจียงอวี่ไป๋รักจริง ๆ คือหล่อน แต่...เมื่อได้เห็นกับตาว่าเจียงอวี่ไป๋ยืนอยู่ข้างหลินเจี้ยนเสวี่ย คอยถามไถ่และเอาใจใส่หลินเจี้ยนเสวี่ยอย่างดี แต่...กลับพูดกับหล่อนด้วยท่าทีสุภาพห่างเหิน หล่อนก็ไม่อาจควบคุมความหึงหวงในใจได้
โดยเฉพาะตอนที่เห็นหลินเจี้ยนเสวี่ย แม้จะสวมเสื้อผ้าฝ้ายหนาสีเขียวทหาร แต่...ก็ยังปิดบังรูปร่างเพรียวบางของเธอไม่ได้ แถมยังขับให้ผิวของเธอดูขาวเนียนขึ้นไปอีก ความอิจฉาของหล่อนพุ่งสูงแทบคลั่ง
หลินเจี้ยนเสวี่ยยืนอยู่ตรงนั้นก็เหมือนไข่มุกเม็ดงามที่เปล่งประกายจนสะดุดตา ส่องแสงเจิดจ้าเสียจนไม่มีทางมองข้ามได้ แล้วหล่อนล่ะ ? เจียงอวี่หนิงอดก้มลงมองเสื้อผ้าฝ้ายสีแดงลายบ้าน ๆ ที่ตัวเองสวมอยู่ไม่ได้ รวมถึงรองเท้าผ้าที่เปื้อนโคลนเต็มไปหมด ความรู้สึกต่ำต้อยอย่างรุนแรงก็พุ่งขึ้นมาในใจ จนทำให้หล่อนหายใจไม่ออก
หล่อนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองหลินเจี้ยนเสวี่ยด้วยซ้ำ เพราะกลัวว่าจะเห็นแววตาดูถูกหรือเยาะเย้ยในดวงตาของอีกฝ่าย หล่อนฝืนยิ้มออกมา รอยยิ้มนั้นดูแย่ยิ่งกว่าร้องไห้เสียอีก หล่อนพยักหน้าเบาๆ จากนั้น...จึงค่อย ๆ หันหลังแบกห่อสัมภาระหนักอึ้งไว้บนหลัง เดินตามเจียงอวี่ไป๋เข้าไปในห้องเล็ก ๆ ที่เตรียมไว้ให้หล่อน
ห้องเล็ก ๆ นี้เดิมทีใช้เก็บของจิปาถะ พื้นที่ไม่ใหญ่มาก มีเนื้อที่ประมาณ 7-8 ตารางเมตรเท่านั้น หลังจากวางเตียงเดี่ยว โต๊ะ 1 ตัว และตู้เสื้อผ้าเรียบง่ายอีก 1 ตู้เข้าไปแล้วก็ยิ่งดูคับแคบ หน้าต่างก็เล็กมาก แสงที่ส่องเข้ามามีจำกัด ทำให้ทั้งห้องดูมืดสลัว กำแพงสีเทา บนผนังยังมีรอยด่างอยู่หลายแห่ง
ทันทีที่เจียงอวี่ไป๋ปิดประตูลง เขายังไม่ทันได้หันกลับมา เจียงอวี่หนิงก็พุ่งเข้าหาเขาอย่างแรง กอดเขาไว้แน่น จูบอย่างร้อนแรงทั้งที่ยังสะอื้น น้ำตาไหลลงมาพร้อมกับริมฝีปากที่แตะลงบนริมฝีปากของเขา
เจียงอวี่ไป๋ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ถูกเจียงอวี่หนิงชนจนเซ หลังของเขากระแทกเข้ากับกำแพงเย็น ๆ อย่างแรงจนเกิดเสียงดัง คิ้วเข้มขมวดแน่นด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะยกมือทั้งสองข้างขึ้นดันไหล่ของเจียงอวี่หนิงไว้พยายามผลักหล่อนออก
“หนิงหนิง เธอบ้าไปแล้วเหรอ ? นี่บ้านตระกูลหลินนะ เกิดมีคนมาเห็นเข้าจะทำยังไง ?”
แต่...เจียงอวี่หนิงเหมือนไม่ได้ยินคำพูดของเขาเลย หล่อนไม่ยอมปล่อยมือแม้แต่น้อย หล่อนกอดคอเจียงอวี่ไป๋ไว้แน่น น้ำตาไหลพรากอาบแก้ม ก่อนหยดลงบนปกเสื้อของเจียงอวี่ไป๋จนเป็นรอยสีเข้ม
“ฉันไม่สน ! ฉันไม่สน !” เสียงของเจียงอวี่หนิงสั่นเครือ เต็มไปด้วยเสียงสะอื้น
“พี่อวี่ไป๋ ฉันหึง ฉันอิจฉาที่พี่กับยัยนั่นทำตัวสนิทสนมกัน ฉันอิจฉาจวนจะเป็นบ้าอยู่แล้ว ฮึกๆ ฉันทำได้แค่มองพี่ดีกับยัยนั่น มองพี่ยิ้มให้มัน ส่วนฉันกลับทำได้แค่เป็นพี่เลี้ยงเด็กที่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ของพี่ ฉันเห็นพี่อ่อนโยนและเอาใจใส่ยัยนั่นขนาดนั้น หัวใจของฉันเหมือนถูกมีดกรีดเลยพี่รู้ไหม ? ฉันอยากจะ อยากจะ...”
เจียงอวี่หนิงสะอื้นจนพูดต่อไม่ออก มือเล็กทุบลงบนอกแกร่งของเจียงอวี่ไป๋ซ้ำ ๆ ระบายทั้งความเจ็บปวดและความไม่ยอมรับที่อัดแน่นอยู่ในใจ
เมื่อได้ยินคำตัดพ้อที่เจ็บปวดจนแทบขาดใจของเจียงอวี่หนิง เจียงอวี่ไป๋กลับรู้สึกสบายใจขึ้นมาอย่างประหลาด เขาถอนหายใจเบา ๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า
“หนิงหนิง พี่รู้ว่าเธอต้องทนกับความไม่เป็นธรรม ที่พี่ทำไปทั้งหมดก็เพื่ออนาคตของพวกเรานะ”
เขายกมือขึ้นประคองใบหน้าเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยน้ำตาของเจียงอวี่หนิงขึ้นมาอย่างอ่อนโยน ใช้นิ้วโป้งค่อย ๆ เช็ดน้ำตาบนแก้มของหล่อนเบาๆ ก่อนจะพูดต่อว่า
“หลายวันนี้ไม่ได้เจอเธอ เธอคิดว่าพี่สบายใจนักเหรอ ? พี่คิดถึงเธอทุกเวลา แต่พี่ไปหาเธอไม่ได้ พี่ต้องอดทนเท่านั้น แต่เธอต้องเชื่อพี่นะ ในใจของพี่มีแค่เธอคนเดียวเท่านั้น ที่พี่ทำดีกับหลินเจี้ยนเสวี่ยก็แค่เล่นละครไปตามสถานการณ์เท่านั้น พี่ไม่ได้คิดอะไรกับหล่อนเลย”
พอพูดถึงตรงนี้ เจียงอวี่ไป๋ก็กอดเจียงอวี่หนิงเอาไว้แน่น ก่อนจะพูดต่อว่า
“หนิงหนิง เชื่อพี่นะ ตอนนี้หลินเยว่เฟิงเริ่มพาพี่เข้าไปฝึกงานที่โรงงานเหล็กแล้ว หัวหน้าที่โรงงานก็ชอบพี่มาก มีความประทับใจที่ดีต่อพี่ เขาบอกว่าถ้าพี่ตั้งใจทำงาน ในอนาคตจะต้องมีอนาคตที่ดีแน่นอน รอให้พี่ตั้งหลักในโรงงานเหล็กได้ก่อน แล้วพี่จะหาทางพาเธอเข้าไปทำงานที่นั่นด้วยกัน รอจนพี่ได้สืบทอดทรัพย์สินของตระกูลหลินแล้ว พี่จะหาทางหย่ากับหลินเจี้ยนเสวี่ย ถึงตอนนั้นเราสองคนก็จะได้อยู่ด้วยกันอย่างเปิดเผยแล้วนะ ไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ เหมือนตอนนี้อีก”