LNCrawler

ความจริงอันแสนเจ็บปวด

ยุค 70 เกิดใหม่ครานี้ฉันจะร้ายให้สุด — novel.dek d.com · All chapters

ความจริงอันแสนเจ็บปวด

วันที่ 4 กุมภาพันธ์

‘หลินเจี้ยนเสวี่ย’เสียชีวิตลงจากอาการแทรกซ้อนของโรคเอดส์ วันนั้น...ประจวบเหมาะกับวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิพอดี ในสถานดูแลผู้ป่วยแห่งหนึ่งแถบชานเมืองจิงตู ท่ามกลางอากาศยามต้นฤดูใบไม้ผลิที่เย็นเฮือก หลินเจี้ยนเสวี่ยนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย ลมหายใจรวยระริน แผ่วเบาจนแทบไม่เหลือ

“พยาบาลคะ ฉันไม่ไหวแล้ว ช่วยโทรศัพท์หาเจียงเฉิน ให้เขามาเยี่ยมฉันหน่อยได้มั้ยคะ ?”

“เจียงเฉินเป็นลูกชายของฉันเอง ตอนนี้เขากำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยจิงต้า และเป็นประธานสโมสรนักศึกษาของจิงต้าด้วย”

“นั่งรถมาที่นี่ไม่นาน ใช้เวลาแค่ชั่วโมงเดียวเอง” พยาบาลที่ดูแลเธอตวัดสายตามองด้วยความรังเกียจ

เธอเป็นเอดส์ ตอนนี้...อาการแทรกซ้อนกำเริบหนัก และกำลังจะตายแล้ว อายุยังน้อยแท้ ๆ คงเพราะออกไปเที่ยวเตร่อมซ่อข้างนอกถึงได้ติดโรคน่ารังเกียจแบบนี้มา

ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหลังจากเธอเข้าสถานดูแลผู้ป่วย ทั้งลูกชายและสามีถึงไม่เคยมาเยี่ยมเลย คงจะอับอายขายหน้าจนไม่กล้ามามากกว่า

พยาบาลในสถานดูแลต่างก็ไม่อยากมาดูแลเธอ แต่...เพราะตัวแกเองอายุมากแล้ว หางานยาก จึงถูกมอบหมายให้มาคอยเฝ้าดูอยู่ที่นี่ ปกติแล้ว แกก็ดูแลหลินจวิ้นเสวี่ยหยาบกระด้าง ไม่ได้ถนอมน้ำใจอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว

แต่...พอเห็นว่าในที่สุด เธอก็ใกล้จะสิ้นใจ พยาบาลวัยกลางคนจึงนึกสงสารขึ้นมา แกพูดกับหลินเจี้ยนเสวี่ยว่า

“เอาเถอะ ฉันจะช่วยโทรให้ แต่ถ้าเขาไม่รับสาย ฉันก็ช่วยอะไรไม่ได้นะ”

ครู่ต่อมา พยาบาลวัยกลางคนก็ถือโทรศัพท์บ้านเดินเข้ามา ทว่า...คนรับสายกลับไม่ใช่เจียงเฉิน แต่...เป็น ‘เจียงอวี่หนิง’

เจียงอวี่หนิงเป็นอาของเจียงเฉิน และยังเป็นน้องสาวของ ‘เจียงอวี่ไป๋’สามีเก่าของเธอด้วย

[ เจี้ยนเสวี่ย เธอจะอยากเจอเจียงเฉินทำไม ? ] หลินเจี้ยนเสวี่ยเอ่ยปากขอร้องทันทีว่า

“ฉันกำลังจะตายแล้ว อวี่หนิง เธอช่วยบอกให้เจียงเฉินมาพบฉันสักครั้งได้มั้ย ? ฉันคิดถึงเขา”

หลินเจี้ยนเสวี่ยและเจียงอวี่ไป๋แต่งงานกันมานานหลายปี แต่ไม่มีลูกด้วยกัน หมอบอกว่าเธอมีภาวะมดลูกเย็นโดยกำเนิด ร่างกายพร่องเลือด ทำให้มีลูกยาก

ต่อมา...เจียงอวี่ไป๋จึงปรึกษากับเธอว่าจะกลับบ้านเกิดไปรับเด็กคนหนึ่งมาเลี้ยง เด็กที่ญาติ ๆ ไม่ต้องการ เอามาเลี้ยงดูเหมือนเป็นลูกแท้ ๆ ของตัวเอง

เจียงเฉินเป็นเด็กเฉลียวฉลาดมาตั้งแต่เด็ก หลินเจี้ยนเสวี่ยเห็นว่าตัวเองไม่มีลูก จึงรักและเลี้ยงดูเจียงเฉินด้วยความจริงใจเหมือนลูกในไส้

แม้แต่ตอนที่หย่ากับเจียงอวี่ไป๋ เพื่อให้ได้สิทธิ์เลี้ยงดูเด็กคนนี้ เธอถึงขั้นยอมเดินออกจากบ้านไปตัวเปล่า เพียงเพื่อให้ได้เจียงเฉินมาเลี้ยง

เพื่อส่งเสริมเจียงเฉิน หลินเจี้ยนเสวี่ยใช้เงินก้อนเล็ก ๆ ที่เหลืออยู่อย่างประหยัดจ้างครูสอนพิเศษให้เขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน เสื้อผ้า หรือการเดินทาง เธอไม่เคยให้เขาต้องลำบากเลยสักนิด

แต่...เมื่อเจียงเฉินสอบติดมหาวิทยาลัยจิงต้าแล้ว หลินเจี้ยนเสวี่ยกลับติดเชื้อเอดส์มาอย่างหาสาเหตุไม่ได้ เจียงเฉินอ้างว่าอยากหาเงินมารักษาเธอ จึงได้ติดต่อไปหาเจียงอวี่ไป๋ ซึ่ง...เจียงอวี่ไป๋ในตอนนั้นกลายเป็นนักธุรกิจใหญ่ไปแล้ว

หลังจากสองพ่อลูกได้ติดต่อกัน พวกเขาก็ฟื้นฟูความสัมพันธ์พ่อลูกขึ้นมาใหม่ จากนั้น...เจียงเฉินก็ค่อย ๆ ลดการมาเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาลลงเรื่อย ๆ

บางครั้ง...เธอโทรหาเขา เขาก็พูดด้วยน้ำเสียงรำคาญใจว่าติดเรียนยุ่งมาก ไม่มีเวลามาเยี่ยม เมื่อสัปดาห์ก่อน เธอรู้สึกว่าตัวเองคงจะทนต่อไม่ไหวแล้ว จึงโทรศัพท์ไปขอร้องให้เจียงเฉินมาเยี่ยมเธอที่สถานดูแล

แต่...เจียงเฉินกลับด่าทอเธอยกใหญ่ แถมยังโทษว่าเธอไม่รู้จักคิด ทั้งที่ติดเชื้อเอดส์ยังจะบังคับให้เขาไปหาอีก ไม่กลัวว่าจะแพร่เชื้อใส่เขาหรือยังไง

พอเธอเอ่ยปากแก้ตัวไปไม่กี่คำ เจียงเฉินก็สบถด่าออกมาอย่างหนัก ถามจี้ว่าเธอออกไปมั่วซั่วข้างนอกใช่ไหมถึงได้ติดเอดส์มา ถ้าเขาไปเยี่ยม ไม่เท่ากับต้องขายหน้าคนอื่นหรือไง

หัวใจของหลินเจี้ยนเสวี่ยดับสูญไปนานแล้ว ท่ามกลางคำด่าทอมุ่งร้ายและความเย็นชาของเจียงเฉิน ทว่า...ในยามที่ชีวิตกำลังจะดับสูญ เธอยังคงหวังลึก ๆ ว่าลูกชายที่เธอฟูมฟักเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็กจะมาหา อยากจะเห็นหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้าย

[ เจี้ยนเสวี่ย เห็นแก่ที่เธอกำลังจะตาย ฉันจะบอกความจริงอะไรให้ฟังอย่างหนึ่งแล้วกันนะ ]

“เรื่องอะไร ?” น้ำเสียงที่แฝงความลำพองใจของเจียงอวี่หนิง ทำให้หลินเจี้ยนเสวี่ยรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาในอก

[ เจียงเฉินไม่ใช่ลูกชายของเธอ เขาเป็นลูกชายของฉันกับอวี่ไป๋ และเขาก็รู้เรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว เพราะงั้น เขาไม่มีทางไปเยี่ยมเธอหรอก หลินเจี้ยนเสวี่ย ขอบใจเธอมากนะที่ช่วยฉันเลี้ยงลูกมาตั้งหลายปี วันนี้เป็นวันหมั้นของฉันกับอวี่ไป๋ และยังเป็นวันที่บริษัทของ อวี่ไป๋เข้าตลาดหุ้นด้วย ผ่านมากี่ปีแล้ว ในที่สุดครอบครัวพ่อแม่ลูกสามคนของเราก็ได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเสียที ]

หลินเจี้ยนเสวี่ยเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ เธอกำหูโทรศัพท์ไว้แน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นบนหลังมืออันซูบซีด

“เธอพูดบ้าอะไรของเธอ ? เธอกับอวี่ไป๋เป็นพี่น้องกันไม่ใช่เหรอ ?”

แม่ของเจียงอวี่ไป๋เคยเป็นแม่บ้านในบ้านของเธอ ทุกช่วงปิดเทอมฤดูหนาวและฤดูร้อน เจียงอวี่ไป๋จะมาช่วยแม่ของเขาทำงานที่บ้านเธอเสมอ เมื่อได้ใกล้ชิดกันบ่อยเข้า เธอและเจียงอวี่ไป๋จึงเกิดความรู้สึกดี ๆ ต่อกัน

เจียงอวี่ไป๋ยังขอให้พ่อของเธอช่วยฝากงานให้เจียงอวี่หนิง น้องสาวของเขาด้วย บางครั้ง...เวลาออกไปเดต เจียงอวี่ไป๋ก็มักจะพาเจียงอวี่หนิงไปด้วยเสมอ

[ ฮ่าฮ่าฮ่า ~ หลินเจี้ยนเสวี่ย เธอโง่เกินไปแล้ว ฉันกับอวี่ไป๋ไม่ได้เป็นพี่น้องกันสักหน่อย ฉันกับเขามาจากหมู่บ้านเดียวกัน ใช้แซ่เดียวกันมันก็เรื่องปกติไม่ใช่หรือไง ? ฉันกับอวี่ไป๋โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก เป็นรักแรกของกันและกัน ที่เขาแต่งงานกับเธอก็เพราะฉันอยากได้ทะเบียนบ้านในเมือง เธอเป็นแค่สะพานให้ฉันกับอวี่ไป๋ไต่เต้าขึ้นไปที่สูงๆ เท่านั้นแหละ ]

ขอบตาของหลินเจี้ยนเสวี่ยเกือบฉีกขาด น้ำเสียงของเธอแหบแห้ง

“พวกแก !!” คงเป็นเพราะได้ยินความโกรธแค้นในน้ำเสียงของหลินเจี้ยนเสวี่ย น้ำเสียงของเจียงอวี่หนิงจึงยิ่งได้ใจ

[ เจี้ยนเสวี่ย เธอรู้มั้ยว่าทำไมเธอถึงไม่ท้องสักที ไม่ใช่แค่เพราะอวี่ไป๋แอบใส่ยาลงในน้ำชาของเธอ จนทำให้ร่างกายอ่อนแอ มดลูกเย็นจนท้องไม่ได้หรอกนะ ความจริงแล้ว หลังจากที่ฉันท้องเจียงเฉิน อวี่ไป๋ก็แอบไปทำหมันที่โรงพยาบาลแล้วต่างหากล่ะ เขาบอกว่า เขาอยากมีลูกที่เกิดจากฉันคนเดียวเท่านั้น บนโลกใบนี้ นอกเหนือจากฉันแล้ว ก็ไม่มีใครคู่ควรที่จะเป็นแม่ของลูกเขาได้ ]

[ แล้วก็ เธอไม่แปลกใจบ้างเหรอ ? ว่าทำไมอยู่ ๆ เธอถึงได้ติดเชื้อเอดส์มาได้ อวี่ไป๋เป็นคนสั่งให้เจียงเฉินแอบเอาเข็มมาฉีดใส่เธอไง ตอนแรก เจียงเฉินก็ไม่ยอมหรอกนะ แต่พอฉันเอาผลตรวจดีเอ็นเอออกมาให้ดู บอกเขาว่าฉันนี่แหละคือแม่แท้ ๆ ของเขา แค่เขาเอาเลือดที่มีเชื้อเอดส์ไปฉีดใส่เธอ บริษัทของอวี่ไป๋ก็จะเป็นของเขา เจียงเฉินก็เลยตกปากรับคำทันที ]

[ เจี้ยนเสวี่ย เธอมันก็แค่ตัวตลกคนหนึ่งเท่านั้นแหละ วันนี้เป็นวันที่บริษัทของฉันกับอวี่ไป๋เข้าตลาดหุ้น เธอรีบ ๆ ตายไปซะ อย่ามาสร้างความเดือดร้อนในวันมงคลของอวี่ไป๋เลย จะตายก็รีบๆ ตายไปซะ !! ]

คำพูดเหล่านี้คงอัดอั้นอยู่ในใจของเจียงอวี่หนิงมานานมากแล้ว พอได้ระบายออกมาในรวดเดียว จึงแฝงไว้ด้วยความสาใจอย่างหาที่สุดไม่ได้

ขณะที่เจียงอวี่หนิงกำลังพูดอยู่นั้น เสียงนุ่มนวลของชายหนุ่มคนหนึ่งก็ดังแทรกเข้ามา เป็นเสียงของเจียงเฉินนั่นเอง

[ แม่ครับ แม่กำลังคุยโทรศัพท์กับใครอยู่เหรอ ? พ่อให้ผมมาตาม บอกให้แม่ไปร่วมพิธีเปิดได้แล้วครับ ]

[ แม่ไปเดี๋ยวนี้แหละจ้ะ ] เจียงอวี่หนิงรับคำ ก่อนจะพูดต่อว่า

[ เฉินเอ๋อร์ เจี้ยนเสวี่ยโทรมา บอกว่าอยากให้ลูกไปเยี่ยมหน่อยน่ะ ]

[ ยัยนั่นโทรมาอีกแล้วเหรอครับ ? ] น้ำเสียงของเจียงเฉินเต็มไปด้วยความรังเกียจขยะแขยง

[ นังแพศยา ยังจะตามมารังควานผมอีก รำคาญจริง ๆ เลย ] ตู้ด ~ ตู้ด ~ ตู้ด ~

เจียงอวี่หนิงกดวางสายไปแล้ว หลินเจี้ยนเสวี่ยนอนอยู่บนเตียง เบิกตากว้างมองดูเพดานห้อง เธอแต่งงานเพียงครั้งเดียว ทำไมชีวิตถึงตกต่ำมาถึงจุดจบเช่นนี้ได้

ความโศกเศร้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการที่หัวใจดวงนี้ได้ตายซากไปแล้ว หลินเจี้ยนเสวี่ยนอนนิ่งอยู่บนเตียงผู้ป่วย รู้สึกได้ว่าร่างกายกำลังเย็นเชียบลงเรื่อย ๆ เธอใกล้จะตายแล้วจริงๆ

พยาบาลวัยกลางคนเดินออกไปข้างนอกนานแล้ว คงตั้งใจว่าจะรอให้เธอสิ้นใจเสียก่อน ค่อยเรียกคนเก็บศพมาจัดการกับร่างของเธอ ในขณะที่สติกำลังจะดับสูญ เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งก็ดังมาจากนอกประตู

“คุณหลินเจี้ยนเสวี่ยอยู่ในห้องนี้หรือเปล่าครับ ?” ตามด้วยเสียงประจบประแจงของผู้อำนวยการสถานดูแล

“อยู่นี่ครับ ๆ คุณมาหาเธอมีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ ?” เสียงประตูเปิดเข้ามาดังลั่น มีชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งเดินเข้ามา

เขาตรงเข้ามาข้างเตียง ทรุดตัวลงนั่งตรงขอบเตียง แล้วยื่นมือมากุมมืออันเย็นเชียบของเธอไว้โดยไม่มีท่าทีรังเกียจเลยแม้แต่น้อย

“น้าหลินครับ ผม ‘ฝูเหยียนชิง’ เป็นลูกบุญธรรมของ ‘ฝูเจียเหวย’ ตอนนี้พ่อของผมอยู่ข้างล่าง พอดีขาของท่านไม่ดี เดินเหินไม่สะดวกเลยไม่ได้ขึ้นมาด้วย ท่านเลยฝากผมมาถามน้าว่า มีอะไรอยากให้ช่วยมั้ยครับ ?”

ฝูเจียเหวย ? เขาคือเพื่อนเรียนมัธยมปลายของเธอ และยังเป็นเพื่อนเล่นที่เติบโตมาด้วยกันในบ้านพักข้าราชการเดียวกันด้วย แต่...พวกเขาไม่ได้สนิทสนมกันเท่าไรนัก

ฝูเจียเหวยมีนิสัยเกเรและซุกซนมาตั้งแต่เด็ก พวกเขาเคยเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะกันอยู่หลายปี ในขณะที่เธอตั้งอกตั้งใจเรียน เขากลับไม่สนใจการเรียนเลยสักนิด ออกไปชกต่อยกับคนอื่นทุกวัน พอกลับมาบ้านก็ยังต้องมาคอยลอกการบ้านของเธออีก

ต่อมา...ตระกูลฝูประสบเคราะห์กรรม ทั้งครอบครัวถูกส่งตัวไปปรับปรุงตนเองที่ชนบท ความสัมพันธ์อันเบาบางระหว่างเธอกับฝูเจียเหวยจึงจบลงไปโดยปริยาย

เธอได้ยินมาว่า ด้วยนิสัยแบบนั้นของฝูเจียเหวย พอไปอยู่ชนบทก็ยังคงพยศและคุมยาก จนไปขัดขาคนอื่นเข้า และถูกคนดักทำร้ายจนขาหัก

พ่อแม่ของเขาเองก็เสียชีวิตลงด้วยความเหนื่อยล้าในช่วงเวลาที่ถูกส่งไปปรับปรุงตนเองในชนบทเหมือนกัน หลังจากตระกูลฝูได้รับการล้างชะตากรรม ครอบครัว 4 คนที่เคยลงไปชนบท กลับมีเพียงเขาคนเดียวที่ได้เดินทางกลับมา

เมื่อเปิดประเทศ ฝูเจียเหวยก็ขายบ้านเก่าของตระกูล เอาเงินเดินทางไปฮ่องกง หลังจากนั้นเธอก็ไม่ได้ข่าวคราวของเขาอีกเลย

“เขา...” หลินเจี้ยนเสวี่ยรู้สึกสงสัยเล็กน้อยจึงเอ่ยถามออกไปว่า

“ทำไมเขาถึงมาหาฉันล่ะ ?” พอมาคิดๆ ดูแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้เจอกันมานานกว่า 20 ปีแล้วนี่

“ช่วงนี้พ่อของผมเดินทางกลับมาจากฮ่องกงครับ พอได้ยินเรื่องของคุณน้า พ่อก็พยายามสืบหาจนติดต่อผู้อำนวยการสถานดูแลแห่งนี้ได้ และตามจนพบตัวคุณน้า หลายปีมานี้พ่อของผมทำธุรกิจที่ฮ่องกงได้เงินมาไม่น้อย น้าหลินครับ มีอะไรอยากให้ช่วย ขอให้บอกมาได้เลยนะครับ ผมกับพ่อจะช่วยเหลืออย่างเต็มที่แน่นอนครับ”

หลินเจี้ยนเสวี่ยได้ยินน้ำเสียงอันจริงใจของเขา หยาดน้ำตาก็ค่อย ๆ ไหลเอ่อออกมาจากขอบตา ไม่คิดเลยว่า ในยามที่เธอใกล้จะสิ้นลมหายใจ คนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกลับเป็นฝูเจียเหวยที่ไม่ได้สนิทสนมกันคนนั้น

“ถ้าฉันตาย ช่วยจัดการฝังศพฉันไว้ข้าง ๆ พ่อกับแม่ของฉันทีนะ รบกวนด้วยนะคะ ช่วยบอกเจียเหวยที ถ้าชาติหน้ามีจริง ต่อให้ต้องผูกหญ้าตอบแทนบุญคุณ ฉันก็จะกลับมาชดใช้คืนให้เขาแน่นอน”

เสียงของเธอแผ่วเบาลงเรื่อย ๆ แล้วค่อย ๆ หลับตาลงอย่างช้า ๆ เธอดำดิ่งลงสู่ความมืดมิดอันเงียบสงบ