LNCrawler

พัสดุจากปักกิ่ง

ยุค 70 เกิดใหม่ครานี้ฉันจะร้ายให้สุด — novel.dek d.com · All chapters

พัสดุจากปักกิ่ง

“ไม่มีโอกาสได้ใส่ยานั่นลงไปเลย ก่อนหน้านี้ตอนที่หลินอู่พักอยู่โรงพยาบาล ไม่รู้ว่าหลินเจี้ยนเสวี่ยเป็นอะไร ตอนทำอาหารเอาแต่ตามติดป้าไม่ห่าง ไม่เปิดโอกาสให้ป้าได้ลงมือเลย หลังจากกลับจากโรงพยาบาลแล้ว ทุกคนในบ้านก็กินข้าวด้วยกัน ต่อให้ป้าอยากทำก็ทำไม่ได้อยู่ดี”

เจียงอวี่หนิงได้ยินอย่างแล้วก็รู้สึกผิดหวังมาก หล่อนก้มหน้ามองพื้นด้วยความเสียดาย ก่อนจะถอนหายใจแล้วพึมพำกับตัวเองเบาๆ

“เฮ้อ ~ น่าเสียดายจริง ๆ หลินเสี่ยวหูยังต้องกินนมแม่ ถ้าใส่ยานั่นลงไป นมแม่ของหลินอู่ก็ต้องมีปัญหาด้วย ถ้าดื่มนมแม่ที่มีพิษเข้าไป ไอ้เด็กหลินเสี่ยวหูนี่อาจจะตายตั้งแต่ยังเล็กก็ได้”

ในใจของเจียงอวี่หนิงหวาดระแวงการมีอยู่ของหลินเสี่ยวหูมาตลอด เพราะกลัวว่าพอเด็กคนนี้โตขึ้น จะมาแย่งทรัพย์สินที่เจียงอวี่ไป๋ควรจะได้ไป

ต่งไฉเซี่ยเข้าใจความคิดของเจียงอวี่หนิงดี แต่...เรื่องแบบนี้จะรีบร้อนไม่ได้ แกทำได้เพียงปลอบประโลมว่า

“อวี่หนิง อย่าเพิ่งร้อนใจไปเลยนะ เรื่องแบบนี้เราจะรีบร้อนไม่ได้”

เจียงอวี่ไป๋ได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกจนปัญญา เขาเดินไปหยุดอยู่ข้าง ๆ เจียงอวี่หนิง แล้วโอบไหล่หล่อนเบา ๆ พลางเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า

“หนิงหนิงไม่เป็นไรนะ อย่าคิดมากเลย หลินเจี้ยนเสวี่ยดื่มน้ำแกงไก่ที่พี่เตรียมไว้ให้แล้ว ชาตินี้ทั้งชาติก็อย่าหวังว่าจะมีลูกได้อีก ถึงตอนนั้น เรามีลูกด้วยกันสักคนก็ยังไม่สาย แล้วก็เอาลูกของเรามาเลี้ยงดูที่นี่ ทรัพย์สินของตระกูลหลินไม่ช้าไม่เร็วยังไงก็ต้องเป็นของเราอยู่ดี”

เจียงอวี่ไป๋หยุดไปครู่หนึ่ง ก้มลงมองใบหน้าเล็ก ๆ ที่ดูซูบเซียวลงเล็กน้อยของเจียงอวี่หนิง แล้วเอ่ยเสริมว่า

“ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดของเธอคือดูแลร่างกายให้ดี บำรุงร่างกายให้กลับมาแข็งแรงไวๆ พวกเราถึงจะมีลูกได้”

เจียงอวี่หนิงได้ยินคำพูดของเจียงอวี่ไป๋ ก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อย แต่...หล่อนก็ยังอดนึกถึงเรื่องของหลินอู่ไม่ได้ จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่ยอมแพ้ว่า

“ฉันแค่รู้สึกแปลกใจว่าทำไมหลินอู่ถึงไม่เป็นอะไรเลย ดื่มซุปเข้าไปเยอะขนาดนั้น ทำไมถึงไม่มีอาการอะไรเลยล่ะ ?”

เรื่องนี้...เจียงอวี่ไป๋เองก็สงสัยมากเหมือนกัน น้ำแกงไก่ที่ใส่ยาลงไป เขาเป็นคนยกไปให้หลินอู่ด้วยตัวเอง และยังเห็นกับตาว่าหลินอู่ดื่มมันจนหมด แต่...หลินอู่ไม่เพียงไม่เป็นอะไรเลย กลับยังคลอดหลินเสี่ยวหูออกมาอย่างปลอดภัยอีกด้วย

พอคิดมาถึงตรงนี้ เขาก็ขมวดคิ้วแน่น แต่...ชั่วขณะหนึ่งก็ยังคิดไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น จึงเลิกคิดเรื่องนี้ไป เขาตบหลังเจียงอวี่หนิงเบา ๆ แล้วเอ่ยว่า

“เรื่องมันเกิดไปแล้ว คิดมากไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก ต่อจากนี้เธอก็ดูแลร่างกายตัวเองให้ดี แล้วพวกเราค่อยมาพยายามกันใหม่”

ทันทีที่ได้ยินแบบนั้น เจียงอวี่หนิงก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้น มองเขา พอเห็นว่าเขากำลังมองมาที่หล่อนด้วยสายตาลึกซึ้ง แก้มที่เดิมมีสีแดงระเรื่ออยู่แล้วก็ยิ่งแดงจัด

เจียงอวี่หนิงก้มหน้าลงด้วยความเขินอาย นิ้วเรียวยาวบิดชายเสื้อไปมาอย่างประหม่า ในใจก็รู้สึกสั่นไหวแปลกๆ

“พี่อวี่ไป๋” สาเหตุที่หล่อนรีบร้อนย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านตระกูลหลิน ไม่ได้มีเพียงเพราะต้องการจับตาดูความเคลื่อนไหวระหว่างเจียงอวี่ไป๋กับหลินเจี้ยนเสวี่ยเท่านั้น

ที่สำคัญกว่านั้นคือ หล่อนอยากจะรีบท้องลูกของเขาให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นอีกในอนาคต อย่างไรเสีย ตอนนี้...เจียงอวี่ไป๋ก็เป็นลูกเขยของตระกูลหลิน ทั้งสถานะและฐานะไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว

ส่วนหล่อนเป็นเพียงหญิงสาวจากชนบทคนหนึ่งเท่านั้น การที่สามารถเกาะเจียงอวี่ไป๋เอาไว้ได้ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว แต่...หล่อนกลับรู้สึกมาตลอดว่าโชคดีนี้ไม่มั่นคง

หล่อนกลัวว่าเจียงอวี่ไป๋จะเปลี่ยนใจ กลัวว่าเขาจะชอบหลินเจี้ยนเสวี่ยขึ้นมาจริง ๆ และยิ่งกลัวว่าเขาจะไม่ต้องการหล่อนอีกต่อไป ดังนั้น...หล่อนจึงอยากมีลูกกับเขาสักคน ลูกที่เป็นของเธอกับเขาจริงๆ

เมื่อมีลูกแล้ว หล่อนถึงจะสามารถครองตำแหน่งหนึ่งในใจของเจียงอวี่ไป๋ได้ตลอดไป และถึงจะสามารถรั้งเขาเอาไว้ในมือได้ เดิมที...หล่อนวางแผนเอาไว้ว่า หลังจากคลอดลูกเสร็จ จะให้เจียงอวี่ไป๋ไปผ่าตัดทำหมัน ตัดโอกาสที่เขาจะมีลูกกับคนอื่นไป

แบบนั้น...ทรัพย์สินของตระกูลหลินในอนาคตก็จะเป็นของลูกหล่อนเพียงคนเดียว แต่...ใครจะคิดว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น เด็กคนนั้นกลับแท้งไปเสียก่อน

พอคิดมาถึงตรงนี้ ในใจของเจียงอวี่หนิงก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมาอีกครั้ง หล่อนเม้มริมฝีปากแน่นเป็นเส้นตรง แล้วถอนหายใจแรงอย่างจนใจ

“เฮ้อ ~ ยุ่งยากจริง ๆ” หล่อนต้องรีบตั้งท้องลูกอีกคนให้เร็วที่สุด พอคิดถึงเรื่องนี้แล้ว เจียงอวี่หนิงก็เงยหน้าขึ้นมองเจียงอวี่ไป๋ด้วยความเขินอายแล้วพยักหน้าให้เขาเบาๆ

“ค่ะ ฉันจะดูแลตัวเองให้ดี แล้วมีลูกให้พี่สักคนให้เร็วที่สุดค่ะ”

.....

หลายวันต่อมา หมู่บ้านถงฮวา อำเภอหูหลาน เมืองฮาร์บิน มณฑลเฮยหลงเจียง ช่วงพลบค่ำ พระอาทิตย์ทางภาคเหนือมักจะตกเร็วเป็นพิเศษ ประมาณ 4 ถึง 5 โมงเย็นความมืดก็เริ่มปกคลุมไปทั่วแล้ว

“ยุวชนฝู มีจดหมายถึงคุณครับ” บุรุษไปรษณีย์สวมเสื้อบุนวมหนาตัวหนึ่ง สวมหมวกเล่ยเฟิงเก่า ๆ ปั่นจักรยานเก่า ๆ ร้องเรียก ‘ฟู่เจียเหวย’ ที่กำลังเดินอยู่บนถนนดินซึ่งเต็มไปด้วยหิมะและโคลน

ฟู่เจียเหวยชะงักไป คิ้วเข้มขมวดแน่น ดวงตาเรียวยาวสวยเย็นชามองบุรุษไปรษณีย์แวบหนึ่ง สายตาคู่นั้นใสกระจ่างเย็นยะเยือกยิ่งกว่าอากาศช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิของเฮยหลงเจียงเสียอีก

เพิ่งผ่านช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิมาได้ไม่นาน หิมะและน้ำแข็งยังละลายไม่หมด อุณหภูมิต่ำกว่า -20 องศา จนผืนดินแข็งเหมือนก้อนเหล็ก กองผลิตเสิ่นกวงยังไม่ได้เริ่มไถพรวนในฤดูใบไม้ผลิ ยุวชนที่มีการศึกษาในหมู่บ้านถงฮวาและชาวบ้านในพื้นที่ต่างก็ยังว่างงานอยู่ที่บ้านหลบหนาวกันต่อไป

‘ฝูชิงชิง’ก็เริ่มป่วยเพราะบ้านพัง ๆ ที่ทางหมู่บ้านจัดสรรให้พวกเขามีลมลอดเข้ามาจากทุกด้าน อีกทั้งครอบครัวของพวกเขาก็ไม่มีเงินซื้อถ่านหรือฟืนมาจุดไฟให้ความอบอุ่น ร่างกายของฝูชิงชิงอ่อนแอ จึงถูกความหนาวเล่นงานจนป่วย

เด็กหญิงมีไข้สูง และเพราะสภาพการรักษาพยาบาลในหมู่บ้านล้าหลัง ขาดหมอและขาดยา อาการป่วยของเธอจึงยืดเยื้อมาตลอด ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีจนหมดสติไปแล้ว หมอประจำหมู่บ้านมาตรวจดู หลังจากดูเสร็จก็ส่ายหน้า ถอนหายใจแล้วพูดว่า

“อาการของเด็กคนนี้ผมรักษาไม่ได้แล้ว พวกคุณรีบพาเด็กไปโรงพยาบาลอำเภอตรวจดูเถอะ”

แต่...ครอบครัวฝูจะเอาเงินที่ไหนพาฝูชิงชิงไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลในอำเภอเล่า อย่าว่าแต่ค่ารักษาเลย แม้แต่ค่าเดินทางไปตัวอำเภอพวกเขายังรวบรวมเงินไม่พอด้วยซ้ำ

อีกอย่าง...ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างก็หลีกเลี่ยงครอบครัวของพวกเขาราวกับเจอสิ่งไม่ดี ไม่มีใครยอมให้พวกเขายืมรถเลยสักคน

‘ต่งอวี้หลาน’ ผู้เป็นแม่เฝ้าอยู่ข้างเตียงฝูชิงชิงทั้งวันทั้งคืน จนดวงตาแดงก่ำจากการอดนอน ร่างกายดูซูบเซียวจนแทบจำไม่ได้

เช้าวันนี้เอง อยู่ๆ ฝูชิงชิงก็ได้สติ แล้วพูดด้วยเสียงอ่อนแรงกับต่งอวี้หลานว่าเธออยากกินไข่ตุ๋น สหกรณ์ร้านค้าของหมู่บ้านไม่มีไข่ไก่ขายมาหลายเดือนแล้ว อย่าว่าแต่ไข่ไก่เลย แม้แต่เปลือกไข่ไก่สักใบก็ยังหาไม่ได้

เมื่อเห็นใบหน้าเล็ก ๆ ซีดเซียวของน้องสาว ฟู่เจียเหวยจึงกัดฟันแล้วออกไปที่ดงต้นกก แต่...พื้นที่ดงต้นกกแห่งนี้ถูกพวกยุวชนและชาวบ้านในพื้นที่มาหาไข่ไก่ป่าจนไม่เหลืออะไรแล้ว ต่อให้มีไข่ไก่ป่าหรือไข่เป็ดป่า ก็คงถูกคนอื่นเก็บไปหมดแล้ว ไม่ตกมาถึงมือเขาหรอก

เขาค้นหาอยู่ในดงต้นกกตลอดทั้งวัน แต่...ก็ไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมาเลย ในใจเขารู้ดี หากไข้ของน้องสาวไม่ลดลง และยังคงหมดสติอยู่แบบนี้ เกรงว่า...เธอจะไม่รอดจริง ๆ

แต่...ในฐานะพี่ชาย เขากลับหาไข่ตุ๋นธรรมดาสักชามให้น้องสาวกินในช่วงเวลาสุดท้ายไม่ได้ เมื่อเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมืด แล้วหาอะไรไม่ได้เลย ฟู่เจียเหวยก็รู้สึกหงุดหงิดมาก

ระหว่างทางกลับหอพักยุวชนนั้น ก็มีบุรุษไปรษณีย์เรียกเขาไว้ เขามองไปด้วยสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์เท่าไรนัก

บุรุษไปรษณีย์เบรกจักรยาน แล้วใช้เท้าข้างหนึ่งยันพื้น ก่อนจะหยิบเอาห่อพัสดุกระดาษสีน้ำตาลที่อัดแน่นออกมาจากกระเป๋าสะพาย มองที่อยู่ด้านบนผ่านแสงอ่อน ๆ ของท้องฟ้าแวบหนึ่ง แล้วหันมามองฟู่เจียเหวย

“ฟู่เจียเหวยใช่ไหม ? มีจดหมายลงทะเบียนส่งมาถึงคุณ ส่งมาจากปักกิ่งน่ะ”

ปักกิ่ง ? ฟู่เจียเหวยชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดแน่นด้วยความสงสัย ญาติ ๆ ที่เรียกตัวเองว่าเป็นญาติของเขาที่ปักกิ่งนั้น หลังจากเกิดเรื่องกับครอบครัวของเขา ก็รีบตัดขาดความสัมพันธ์กับพวกเขาเพื่อไม่ให้ตัวเองเดือดร้อนไปแล้วไม่ใช่เหรอ ? แต่ละคนคอยแต่หลบหน้าพวกเขา แล้ว...จะฝากของพวกนี้มาให้เขาได้ยังไง ? แถมยังเป็นจดหมายลงทะเบียนอีก

ฟู่เจียเหวยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเข้าไปหา สายตาจับจ้องไปยังพัสดุที่บุรุษไปรษณีย์ยื่นมาให้ พัสดุไม่ได้ใหญ่มาก แต่...น้ำหนักไม่ได้เบาอย่างที่คิด ด้านบนเขียนชื่อและที่อยู่ของเขาด้วยลายมือที่เป็นระเบียบเรียบร้อย ส่วนที่อยู่ของผู้ส่งเป็นรหัสของที่ทำการไปรษณีย์แห่งหนึ่งในปักกิ่ง แต่...ไม่ได้ระบุชื่อผู้ส่งเอาไว้

“ลงนามตรงนี้” บุรุษไปรษณีย์รู้สึกหนาวจนต้องกระทืบเท้าแรง ๆ พร้อมพ่นลมหายใจออกมาเป็นไอสีขาว เขาหยิบสมุดลงทะเบียนกับปากกาออกจากกระเป๋าสะพายสีเขียวทหาร แล้วยื่นให้ฟู่เจียเหวย ก่อนจะชี้ไปที่ช่องที่ต้องเซ็นชื่อ

ฟู่เจียเหวยรับปากกามาอย่างเงียบ ๆ ปากกาหมึกซึมที่เย็นจนหมึกไหลไม่สม่ำเสมอ ก่อนจะเขียนชื่อตัวเองลงในช่องที่กำหนดอย่างเป็นระเบียบ

“เรียบร้อย งั้นผมไปก่อนนะ หนาวจะตายอยู่แล้ว” บุรุษไปรษณีย์เก็บปากกาและใบรับพัสดุกลับไป ก่อนจะสะพายกระเป๋าไปรษณีย์ขึ้นหลัง แล้วปั่นจักรยานหายเข้าไปในความมืดที่กำลังปกคลุมลงมาโดยไม่หันกลับมามองอีก

ลมหนาวพัดจนทะลุเข้าไปถึงกระดูก ฟู่เจียเหวยยืนอยู่เพียงลำพังบนถนนดินโล่งกว้าง เขาก้มมองพัสดุหนักอึ้งที่ไม่รู้ว่าใครส่งมาในมือ ไม่มีความรู้สึกใด ๆ เกิดขึ้นในใจแม้แต่น้อย แถมยังรู้สึกเฉยชาด้วยซ้ำ

เขาฉีกถุงพัสดุออก เมื่อพัสดุถูกฉีกออก สิ่งของด้านในก็เผยออกมาให้เห็นในทันที เมื่อมองเห็นสิ่งของที่อยู่ในพัสดุชัดๆ แล้ว รูม่านตาของฟู่เจียเหวยก็หดตัวลงฉับพลัน