LNCrawler

คูปองต่อชีวิต

ยุค 70 เกิดใหม่ครานี้ฉันจะร้ายให้สุด — novel.dek d.com · All chapters

คูปองต่อชีวิต

ฟู่เจียเหวยหันกลับไป มองซ้ายมองขวาดู เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครเดินผ่านมาแถวนี้ จึงเดินหลบไปที่มุมกำแพงดินที่ค่อนข้างหลบลม แล้วหยิบคูปองทั้งหมดที่อยู่ข้างในออกมา

คูปองธัญพืชใช้ได้ทั่วประเทศ คูปองธัญพืชของมณฑลเฮยหลงเจียง คูปองเนื้อ คูปองผ้า คูปองน้ำตาล คูปองขนม และคูปองซื้ออาหารประเภทอื่น ๆ แม้กระทั่งคูปองอุตสาหกรรมที่ถือว่าเป็นของฟุ่มเฟือยในยุคนี้ก็ยังมีอยู่หลายใบ

ด้านล่างสุดของกองคูปองหนา ๆ ยังมีจดหมายฉบับหนึ่งสอดอยู่ด้วย ซองจดหมายเป็นซองสีขาวธรรมดา ด้านบนสะอาด ไม่มีตัวหนังสือเขียนเอาไว้แม้แต่ตัวเดียว

หัวใจของฟู่เจียเหวยกลับเต้นรัวเร็วอย่างไม่ทราบเหตุผล เขาหยิบซองจดหมายนั้นขึ้นมา ปลายนิ้วสัมผัสได้ว่าข้างในมีเพียงกระดาษเขียนจดหมายบาง ๆ แผ่นเดียว เขาค่อย ๆ ดึงมันออกมาเปิดออกดู

ลายมือจากปากกาหมึกซึมที่ดูสวย เรียบร้อยสะดุดตาขึ้นมาในทันที ตัวหนังสือมีไม่มาก มีเพียงไม่กี่บรรทัดเท่านั้น

‘เพื่อนร่วมโต๊ะแซ่ฝู เห็นตัวอักษรเหมือนได้พบหน้า ขอบคุณสำหรับกำไลหยกที่นายให้ฉันครั้งก่อนนะ ฉันชอบมาก ของพวกนี้ถือเป็นของตอบแทนเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้มีค่าอะไร ขอให้นายรับไว้ด้วย ฉันสอบเข้าคณะศิลปะและการแสดงได้แล้ว เงินใช้ไม่ขาดมือ นายห้ามส่งของกลับมาเด็ดขาดเลยนะ ไม่อย่างนั้นฉันจะโกรธนายจริง ๆ ด้วย ฉันฝากสวัสดีคุณลุง คุณป้า แล้วก็ชิงชิงด้วยนะ หลินเจี้ยนเสวี่ย’

ทันทีที่เห็นลายมือสวย ๆ ตรงชื่อผู้ส่ง ฟู่เจียเหวยก็ชะงักไป หลินเจี้ยนเสวี่ย ทำไมถึงเป็นเธอ ? เธอแต่งงานกับลูกชายแม่บ้านที่บ้านเธอไม่ใช่เหรอ ? แล้วทำไมถึงยังนึกถึงเขาแล้วส่งของมาให้เขาแบบนี้ล่ะ ?

ในหัวของเขาปรากฏใบหน้าสวยสดใสขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เด็กสาวที่เขาเคยบังคับให้เขาลอกการบ้าน ตอนที่เขาขอให้เธอลอกการบ้านให้ ก็มักจะยื่นปากด้วยความไม่เต็มใจ บ่นพึมพำไปด้วย แต่...ก็ยังยื่นสมุดการบ้านให้เขาลอกอยู่ดี

ริมฝีปากหนาแดงระเรื่อคลี่ยิ้มบาง แต่...ก็รีบกดมันลงอย่างไว สายตาของเขากลับไปหยุดอยู่ที่กองคูปองหนา ๆ ที่มือข้างหนึ่งแทบจะกำเอาไว้ไม่ไหวอีกครั้ง จู่ ๆ ลำคอของเขารู้สึกตีบตันขึ้นมา

เขาประเมินคร่าว ๆ แค่คูปองธัญพืชพวกนี้ก็เพียงพอสำหรับครอบครัวชนบทธรรมดาที่มี 3 คนใช้อย่างประหยัดและอยู่รอดได้ตลอดทั้งปีแล้ว

หลินเจี้ยนเสวี่ย ในจดหมายเธอพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาว่าเธอสอบเข้าคณะศิลปะและการแสดงได้แล้ว และมีเงินใช้ไม่ขาดมืด จะเป็นไปได้อย่างไรกัน ? ต่อให้เธออยู่ในคณะศิลปะและการแสดง เงินเดือนเดือนหนึ่งจะได้อยู่ที่เท่าไรกันเชียว

คูปองพวกนี้มีหลายชนิด แถมจำนวนยังเยอะมากด้วย ไม่มีทางสะสมได้ภายในวันสองวันแน่ ถ้าเป็นเมื่อก่อน ด้วยความหยิ่งและความมั่นใจในตัวเองของเขา หากได้รับของขวัญแบบนี้ ต่อให้รู้ชัดว่าอีกฝ่ายหวังดี เขาก็จะส่งของทั้งหมดกลับไปโดยไม่ลังเล

แต่...ตอนนี้ น้องสาวกำลังรอให้เขาช่วยชีวิตอยู่ เมื่อนึกถึงน้องสาวที่นอนอยู่ในบ้านโทรม ๆ ถูกไข้สูงเล่นงานจนแทบหมดแรง และอาจจากไปได้ทุกเมื่อ ความลังเลและการต่อสู้ครั้งสุดท้ายในดวงตาที่หม่นแสงของฟู่เจียเหวยก็ค่อย ๆ หายไป

เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะพับกระดาษจดหมายอย่างระมัดระวัง แล้วใส่กลับเข้าไปในซองกระดาษสีน้ำตาลพร้อมกับกองคูปองหนา ๆ จากนั้น...ก็กอดมันไว้แนบอก

และในตอนนั้นเอง เสียงเครื่องยนต์คำรามปั้ก ๆ ๆ ก็ดังใกล้เข้ามา แสงไฟหน้ารถสีเหลืองสองดวงส่องสว่างไปตามถนนดินที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน เป็นรถไถเดินตามของกองผลิต

ฟู่เจียเหวยมองรถไถเดินตามแวบหนึ่ง ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อบุนวมเก่า ๆ ที่แบนแฟบของตัวเอง แล้วหยิบบุหรี่ออกมา 1 มวน แล้วเดินตรงเข้าไปหาแสงไฟที่กำลังใกล้เข้ามา

เมื่อเห็นเขา รถไถเดินตามก็ส่งเสียงฟืดฟาด ก่อนจะหยุดลง คนขับเป็นชายร่างกำยำที่สวมเสื้อคลุมทหารหนา ๆ และหมวกขนสุนัข โผล่หัวออกมาจากที่นั่งคนขับ

“หัวหน้าเหลียง” ฟู่เจียเหวยยื่นบุหรี่ให้ แล้วเอ่ยทักทายเขา

“กำลังจะเข้าเมืองไปขนปุ๋ยเหรอครับ ?” ‘เหลียงปิน’ รับบุหรี่ไปเหน็บไว้ที่หู ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันสองแถวที่ถูกควันบุหรี่รมจนเหลือง

“ใช่แล้ว ทางกองผลิตเร่งมาน่ะ อีกไม่กี่วันก็ต้องเริ่มไถพรวนในฤดูใบไม้ผลิแล้ว ยุวชนฝู อากาศหนาวขนาดนี้ ไม่หลบอยู่ในบ้าน ออกมารับลมหนาวทำไม ?”

ฟู่เจียเหวยถูมือที่หนาวจนแดงก่ำเข้าหากัน แล้วเอ่ยตอบก้วยน้ำเสียงสุภาพเรียบร้อยว่า

“หัวหน้าเหลียงครับ ขอผมติดรถไปด้วยได้ไหมครับ ? ผมมีธุระด่วนต้องเข้าเมืองไปจัดการครับ”

เหลียงปินได้ยินดังนั้น สายตาหยาบกร้านก็กวาดมองฟู่เจียเหวยตั้งแต่หัวจดเท้า ชายหนุ่มตรงหน้าคนนี้แตกต่างจากผู้ชายร่างหยาบกร้านในหมู่บ้านที่ต้องทำงานกลางแดดกลางดินอย่างสิ้นเชิง

รูปร่างสูงโปร่ง ไม่ได้กำยำแบบผู้ชายในหมู่บ้าน แต่...ก็ไม่ได้ดูบอบบาง กลับให้ความรู้สึกผอมสูงและตรงเหมือนต้นสน ใบหน้าหล่อเหลาโดดเด่นเป็นพิเศษ ผิวขาวซีดแบบคนที่ไม่ได้เห็นแสงแดดมานาน คิ้วและดวงตาลึกมีมิติ สันจมูกสูงตรง ริมฝีปากได้รูปชัดเจน เป็นใบหน้าที่ประณีตหาได้ยากในคนชนบทแห่งนี้

ตอนนี้...เขาสวมเสื้อบุนวมเก่า ๆ ที่ถูกซักจนสีซีด มีรอยปะต่างสีเย็บแปะอยู่หลายจุด ด้านล่างเป็นกางเกงผ้าฝ้ายตัวเก่าที่ขาดโทรมเช่นกัน ขากางเกงถูกยัดเข้าไปในรองเท้าปลดแอก ร่างกายหนาวจนริมฝีปากออกสีม่วงเล็กน้อย

แต่...ถึงแม้จะอยู่ในสภาพยากลำบากและตกต่ำขนาดนี้ แผ่นหลังของเขากลับยังตรงเหมือนหอกที่ปักอยู่บนพื้นหิมะ ตรงแน่วและมีความดื้อรั้นกับความห่างเหินบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก

บนผืนดินของหมู่บ้านถงฮวาในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิที่หนาวเย็น สิ่งมีชีวิตทั้งหลายยังไม่ฟื้นคืนมา เขาดูราวกับต้นสนโดดเดี่ยวที่ถูกย้ายมาปลูกไว้ที่นี่อย่างฝืน ๆ ไม่เข้ากับสภาพแวดล้อมโดยรอบเลยแม้แต่น้อย แต่...กลับหยั่งรากลงไปอย่างแข็งแกร่ง

เหลียงปินพ่นลมหายใจสีขาวออกมา ในใจก็เริ่มคิดอะไรบางอย่างขึ้นมา เขาจำได้แม่นว่าครอบครัวฝูไม่ได้เป็นยุวชนที่สมัครใจลงชนบท แต่...ถูกส่งลงมาจากปักกิ่งเพื่อปรับปรุงตัวต่างหาก

ตอนที่เพิ่งมาถึงหมู่บ้านถงฮวาในปีนั้น พวกเขาเคยสร้างความฮือฮาอยู่พักหนึ่ง สาเหตุนั้น เพราะครอบครัวนี้โดดเด่นเกินไปน่ะสิ คนแก่ก็ดูสุภาพ คนหนุ่มสาวก็หน้าตาดี เดินอยู่ในหมู่บ้านเมื่อเทียบกับผู้คนและสิ่งแวดล้อมสีเทาหม่นรอบตัวแล้วสะดุดตามาก ราวกับตัวละครในภาพปีใหม่จีนที่เดินออกมาเอง และเหมือนมีแสงบางอย่างติดตัวมาด้วย

แต่...ความสวยความหล่อกินไม่ได้ และก็ไม่ได้ทำให้คนในหมู่บ้านให้ความสำคัญกับพวกเขามากขึ้น ตรงกันข้าม ความแตกต่างจากคนอื่นแบบนี้กลับทำให้พวกเขามีปัญหาได้ง่ายกว่าเดิมเสียอีก

เหลียงปินจำได้แม่นว่าฟู่เจียเหวยคนนี้ เพิ่งมาถึงหมู่บ้านถง ฮวาในคืนแรกก็สร้างเรื่องแล้ว