LNCrawler

ชีวิตแสนรันทด

ยุค 70 เกิดใหม่ครานี้ฉันจะร้ายให้สุด — novel.dek d.com · All chapters

ชีวิตแสนรันทด

อย่างไรก็ตาม ความคิดเหล่านี้ก็แค่แวบผ่านเข้ามาแล้วก็หายไป เหลียงปินรีบดึงความสนใจกลับมาอยู่กับการขับรถอีกครั้ง เรื่องของคนอื่นเขาไม่อยากเข้าไปยุ่ง แล้วตัวเขาเองก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว

ขอแค่อย่าสร้างความเดือดร้อนให้เขาก็พอ ตลอดทางไม่มีใครพูดอะไรอีก ในที่สุดพวกเขาก็ขับมาถึงหน้าหมู่บ้าน ท้องฟ้าตอนนี้มืดมากแล้ว มีเพียงแสงไฟสีเหลืองอ่อนจากหน้าต่างบ้านไม่กี่หลังที่ส่องสว่างท่ามกลางลมแรงและหิมะ

“ถึงแล้ว เดินทางกลับดี ๆ ล่ะ” เหลียงปินจอดรถแล้วกระโดดลงมาช่วยเขาขนของ

ฟู่เจียเหวยพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะหยิบเงินทอนที่เหลือจากการซื้อของออกมาจากกระเป๋า แล้วหยิบออกมา 2 เหมายื่นให้เหลียง ปิน

“หัวหน้าเหลียง นี่ค่าน้ำมันครับ รบกวนหัวหน้าแล้ว” เหลียง ปินเห็นอย่างนั้นก็รีบโบกมือปฏิเสธ

“เอาน่า ๆ แค่นี้ไม่เป็นไรหรอก รีบกลับไปเถอะ แม่ของนายคงเป็นห่วงแย่แล้ว”

“ขอบคุณนะครับหัวหน้าเหลียง” ฟู่เจียเหวยเอ่ยขอบคุณด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะหอบเอาข้าวของที่ซื้อมาวันนี้มุ่งหน้ากลับไปที่บ้านท้ายหมู่บ้าน

เขาเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น เกือบจะกลายเป็นวิ่งเหยาะ ๆ ด้วยความรีบร้อนไปแล้ว เท้าเหยียบย่ำลงบนหิมะที่ทั้งเปียกทั้งเละอย่างไม่เป็นจังหวะ เงาหลังของเขาหายลับเข้าไปในความมืดที่หนาขึ้นเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว

เหลียงปินมองแผ่นหลังของเขาแล้วส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะสตาร์ตรถไถเดินตามอีกครั้ง แล้วขับกลับบ้านไป

.....

บริเวณท้ายหมู่บ้าน บ้านหลังเล็ก ๆ ทรุดโทรมหลายหลังใกล้คอกวัวคือที่พักชั่วคราวของครอบครัวฝู เวลานี้...หน้าบ้านหลังหนึ่งมีเงาร่างผอมบางกำลังเดินวนไปมาด้วยความกระวนกระวายในความมืด บางครั้งก็ชะเง้อคอมองไปทางทางเข้าหมู่บ้าน

คนคนนั้นเป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่ต่งอวี้หลานแม่ของฟู่เจียเหวย เห็นได้ชัดว่าแกรอมานานแล้ว ร่างกายสวมเพียงเสื้อผ้าฝ้ายตัวเก่าบาง ๆ ลมหนาวพัดจนตัวแกสั่นระริกไม่หยุด หนาวจนริมฝีปากเริ่มซีดขาว

เมื่อเห็นร่างของฟู่เจียเหวยปรากฏท่ามกลางความมืด หัวใจของต่งอวี้หลานที่แขวนค้างอยู่ก็เหมือนตกลงมาอยู่ที่เดิม แกเกือบจะวิ่งเข้าไปกอดแล้ว

“เจียเหวย ในที่สุดก็กลับมาแล้ว ไปไหนมาทำไมถึงกลับเอาป่านนี้ ? ชิงชิงน่ะ ตอนบ่ายไข้ขึ้นอีกแล้ว”

เสียงของแกหยุดชะงักไปเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นข้าวของที่ลูกชายหอบกลับมา ท่ามกลางความมืดนั้น แกมองเห็นห่อกระดาษไขได้ชัดเจน สูดได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของเนื้อ และยังเหลือบเห็นกระป๋องเหล็กที่สะท้อนแสงเย็น ๆ ใต้แสงจันทร์ด้วย

ดวงตาของต่งอวี้หลานเบิกกว้าง สีเลือดบนใบหน้าซีดหายไปในพริบตา ความตกใจที่ยากจะเชื่อเข้าบีบรัดหัวใจของแกอย่างแรง

“ลูก ลูก...” ต่งอวี้หลานยื่นมือที่สั่นเทาชี้ไปที่ข้าวของในอ้อมแขนของฟู่เจียเหวย

ต่งอวี้หลานที่ปกติเป็นคนอ่อนโยนและมีมารยาท ต่อให้ชีวิตจะลำบากแค่ไหนก็ยังพยายามรักษาความเรียบร้อยของตัวเองไว้ แต่...เวลานี้กลับเผลอร้องเสียงหลงออก

“ไปซื้อของพวกนี้มาจากไหนกัน ?! เจียเหวยของพวกนี้ ของพวกนี้ใช้เงินเท่าไหร่ ? แล้วลูกไปเอาเงินจากที่ไหนไปซื้อของพวกนี้ ? บอกแม่มานะ”

เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของแม่ ฟู่เจียเหวยก็เม้มริมฝีปากแน่น เขารู้ว่าแม่กำลังกังวลเรื่องอะไรอยู่ แต่...ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาจะมาอธิบาย เขาไม่พูดอะไรสักคำ แค่เดินอ้อมตัวแม่ที่กำลังตกใจลนลาน ถือของทั้งหมดเข้าไปในบ้าน

จากนั้น...ก็วางลงบนโต๊ะเก่าขาโต๊ะหายไปข้างหนึ่ง ยังไม่ทันที่ต่งอวี้หลานจะเอ่ยปากถาม ฟู่เจียเหวยก็หมุนตัวกลับไปดึงแม่เข้ามาในบ้าน

แสงไฟในบ้านมืดยิ่งกว่าด้านนอก มีแค่ตะเกียงน้ำมันหนึ่งดวงที่หมุนให้ไฟเล็กที่สุดเพื่อประหยัดน้ำมัน ส่องแสงเป็นวงเล็กเท่าเมล็ดถั่วอยู่ตรงมุมโต๊ะ พอจะมองเห็นเค้าโครงของห้องที่มีเพียงผนังสี่ด้านเท่านั้น

ฟู่เจียเหวยหันกลับมา หยิบห่อเล็ก ๆ ที่ห่อด้วยกระดาษไขออกมาจากกระเป๋า เขายื่นห่อกระดาษไปตรงหน้าแม่แล้วเอ่ยว่า

“แม่ อย่าเพิ่งถาม นี่คือยาลดไข้ รีบเอาไปให้ชิงชิงกินก่อน” สายตาของต่งอวี้หลานมองที่ห่อกระดาษไขเล็ก ๆ ด้วยความสงสัย

ยา ? หัวใจของแกกระตุกวูบ แต่...หลังจากนั้น สายตาของต่ง อวี้หลานก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบไปมองของที่วางอยู่บนโต๊ะอีกครั้ง หมูสามชั้นและขาหมูที่ส่งกลิ่นหอมน่ากิน ไข่เป็ดกลม ๆ หลายฟองที่มีสีเขียวอมฟ้า กระสอบผ้าที่อัดแน่นไปด้วยข้าวขาวสะอาด และยังมีกระป๋องเหล็กสีแดงที่ยังคงสะดุดตาแม้ภายใต้แสงสลัว

นมมอลต์ ! ของพวกนี้ ของพวกนี้ ฟู่เจียเหวยเขา...? ริมฝีปากซีดขาวของต่งอวี้หลานสั่นระริก คำถามและความกังวลนับไม่ถ้วนติดอยู่ในลำคอแทบจะพุ่งทะลักออกมา ลูกชายไปทำเรื่องโง่ ๆ อะไรมาหรือเปล่า ? ทำไมถึงมีเงินมาซื้อของพวกนี้ได้ ?

แต่...เมื่อสายตาของแกกลับไปสบเข้ากับดวงตาสงบนิ่งราวกับสายน้ำของลูกชายอีกครั้ง คำพูดมากมายก็จุกอยู่ที่คอ สุดท้าย...แกก็ไม่ได้พูดอะไรอีก

มือของต่งอวี้หลานสั่นเทาขณะรับห่อยามา จากนั้น...ก็หมุนตัวโซเซเดินไปที่ห้องนอนของลูกสาว ห้องที่ว่านั้น จริง ๆ แล้วเป็นเพียงพื้นที่เล็ก ๆ ที่กั้นเอาไว้ด้วยเสื่อฟางเก่า ๆ เท่านั้น

ผนังดินมีรอยด่างพร้อยแทบดูไม่ได้ ลมหนาวพัดหวือ ๆ เข้ามาจากรอยแยกตามผนังและรูบนหลังคา พาความหนาวเย็นที่แทงเข้าไปถึงกระดูกมาด้วย

ฝูชิงชิงวัย 15 ปีนอนอยู่บนเตียงไม้เก่าทรุดโทรมแบบนั้น บนตัวคลุมด้วยผ้าห่มนวมเก่าที่ปะแล้วปะอีกจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม ด้านในผ้าห่มจับตัวเป็นก้อนดำ ๆ ไปนานแล้ว

เตาผิงโลหะเรียบง่ายเพียงหนึ่งเดียวในบ้านวางไว้ข้างเตียงของเธอ มีถ่านคุณภาพต่ำอยู่ไม่กี่ก้อน ให้ความร้อนเพียงน้อยนิดและมีกลิ่นควันถ่านฉุนแสบจมูก

แต่...ความร้อนเพียงน้อยนิดนี้ไม่สามารถขับไล่ความหนาวเย็นราวกับเหล็กแช่แข็งภายในห้องออกไปได้เลย หลังจากมีไข้สูงติดต่อกันมาหลายวัน ร่างกายที่เดิมทีก็ผอมบางอ่อนแออยู่แล้วของฝูชิงชิง ตอนนี้...ไม่ต่างจากโครงกระดูกเลย

ใบหน้าเล็ก ๆ ของเด็กสาวซีดเหลือง แก้มที่เดิมยังมีความกลมแบบเด็กอยู่บ้าง ตอนนี้...กลับตอบลงอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุย ซีดขาวอย่างน่าตกใจ

ลมหายใจของเธอแผ่วเบา หน้าอกขยับขึ้นลงอย่างอ่อนแรง เด็กสาววัย 15 ปีที่เดิมควรอยู่ในวัยกำลังเติบโตสดใส เวลานี้...กลับเหมือนต้นหญ้าแห้งที่กำลังจะเหี่ยวเฉาในฤดูหนาวอันโหดร้ายใกล้หมดแรงเต็มที เหลือเพียงชีวิตเล็ก ๆ ที่ยังยื้อเอาไว้ได้เป็นครั้งสุดท้าย

ทันทีที่ต่งอวี้หลานเห็นสภาพของลูกสาว น้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้ก็ไหลทะลักออกมาราวกับเขื่อนแตก ไหลอาบใบหน้าซูบโทรมของแก

“ชิงชิง ฮึกๆ ชิงชิงของแม่” ต่งอวี้หลานสะอื้น พลางยื่นมือที่สั่นไม่หยุดออกไปเปิดห่อยาที่ห่อด้วยกระดาษไขออกด้วยความรีบร้อน

มือที่สั่นเทาเกือบทำห่อยาหล่นลงพื้น และในเวลานั้นเอง ก็มีมือที่แข็งแรงมั่นคงข้างหนึ่งยื่นเข้ามา วางลงบนหลังมือของแกเบา ๆ

ไม่รู้ว่าฟู่เจียเหวยเดินเข้ามาตั้งแต่เมื่อไร ในมือของเขายังถือชามกระเบื้องหยาบที่ขอบบิ่นเอาไว้ ข้างในคือนมมอลต์ที่เพิ่งชงเสร็จ กลิ่นหอมหวานเข้มข้นกระจายไปทั่วอากาศเย็นยะเยือกในพริบตา

“แม่ เดี๋ยวผมทำเองครับ” เขาค่อย ๆ ยัดชามนมมอลต์ใส่มือแม่ แล้วเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงสุดแสนจะอ่อนโยนว่า

“แม่ถือชามนี้ไว้นะครับ เดี๋ยวเราป้อนนมให้น้องกัน”