แสงแห่งความหวัง
แสงแห่งความหวัง
ยืมแสงสลัว ๆ ที่ส่องเข้ามาจากทางประตู ฟู่เจียเหวยค่อย ๆ เปิดห่อกระดาษไขออกอย่างระมัดระวัง แล้วนับยาออกมา 4 เม็ด จากนั้น...เขาก็ก้มตัวลง ใช้มือข้างหนึ่งสอดเข้าไปประคองลำคอผอมบางของน้องสาวที่แทบเหลือเพียงกระดูก ค่อย ๆ พยุงเธอให้ลุกขึ้นนั่ง แล้วพิงอยู่กับไหล่ของเขา
“ชิงชิง” เสียงของเขาเบาลงมาก
“ตื่นก่อน พี่กลับมาแล้ว กินยาก่อนนะ” ร่างในอ้อมแขนเบาราวกับขนนก แต่...กลับร้อนแทบลวกมือได้
ฝูชิงชิงเหมือนจะได้ยินเสียงที่คุ้นเคยในภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น ขนตายาวของเธอสั่นไหวอยู่หลายครั้ง ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างอ่อนแรง ดวงตาของเด็กสาวเลื่อนลอยไร้จุดโฟกัส มองเงาร่างมืด ๆ ตรงหน้าอย่างพร่ามัว
“พี่ ~”
“อืม พี่เอง”
“หนู หนูฝันว่า...” ฝูชิงชิงฝืนพูด ลมหายใจแผ่วเบาลงเรื่อย ๆ
“หนูฝันเห็นปู่” คำพูดของเธอทำให้หัวใจของฟู่เจียเหวยบีบรัดแน่น
คุณปู่เสียไปหลายปีแล้ว ผู้ใหญ่หลายคนมักพูดกันว่า คนที่ป่วยมานานแล้วฝันเห็นญาติที่เสียชีวิตไปเป็นลางไม่ดี แต่...บนใบหน้าของฟู่เจียเหวยกลับไม่แสดงอะไรออกมาเลย
“อย่าเพิ่งพูด กินยาก่อน” เขาค่อย ๆ ยัดยาเข้าปากน้องสาวอย่างระมัดระวัง ฝูชิงชิงเหมือนจะไม่มีแรงแม้แต่จะกลืน ยาจึงค้างอยู่ในปาก
“แม่ครับ น้ำ” ฟู่เจียเหวยหันไปบอกกับแม่ ต่งอวี้หลานที่นั่งถือชามนมอยู่ก็ถึงกับน้ำตาคลอเบ้า
ต่งอวี้หลานได้สติกลับมาอย่างรวดเร็ว รีบประคองชามไปจ่อที่ริมฝีปากลูกสาวอย่างระมัดระวัง ของเหลวอุ่น ๆ สัมผัสริมฝีปาก รสเข้มข้นที่มีกลิ่นหอมของนมและความหวานค่อย ๆ ไหลผ่านขอบชามเข้าไปในปากของฝูชิงชิง
อาจเป็นเพราะร่างกายกำลังต้องการพลังงานหรืออาจเป็นเพราะกลิ่นหอมหวานที่ไม่ได้สัมผัสมานานกระตุ้นความอยากอาหารของเธอ ฝูชิงชิงที่ก่อนหน้านี้แม้แต่น้ำก็แทบกลืนไม่ได้ กลับขยับลำคอ แล้วเริ่มกลืนลงไป
ทีละนิด แล้วก็อีกนิด นมมอลต์อุ่น ๆ ผสมกับยาค่อย ๆ ไหลผ่านลำคอแห้งผากของเด็กสาว ราวกับสายน้ำอุ่นที่ไหลเข้าไปเติมเต็มร่างกายที่ทั้งเย็นและอ่อนแรงของเธอ
หลังจากป้อนนมมอลต์ไปครึ่งชามเล็ก ๆ ใบหน้าที่เดิมทีซีดเทาของฝูชิงชิงก็ดูเหมือนจะมีเลือดฝาดจาง ๆ เพิ่มขึ้นมาหน่อย ลมหายใจก็ดูเหมือนจะคล่องขึ้นอีกนิด เธอนอนอยู่ในอ้อมแขนของพี่ชาย ค่อย ๆ เลียริมฝีปากที่ยังคงมีรสหวานติดอยู่
“พี่” เสียงของเธอยังคงเบามาก แต่...ชัดเจนกว่าเมื่อครู่นี้เล็กน้อย
“พี่ให้หนูกินอะไรเหรอ ? อร่อยจัง” แสงตะเกียงสีเหลืองสลัวส่องลงบนใบหน้าด้านข้างที่มีโครงหน้าคมชัดของฟู่เจียเหวย เขามองใบหน้าซีดขาวของน้องสาว แววตาลึก ๆ ฉายความรู้สึกซับซ้อนออกมา
เขายื่นมือไปค่อย ๆ ปัดเส้นผมที่เปียกเหงื่อและยุ่งเหยิงบนหน้าผากของน้องสาวออกเบา ๆ
“นมมอลต์ ตอนอยู่ที่บ้านเราชอบดื่มไม่ใช่เหรอ ? ลืมรสชาติไปแล้วหรือไง ?” ฝูชิงชิงส่ายหน้าพลางเอ่ยตอบ
“จำไม่ได้แล้ว พี่ ทำไมถึงเป็นแบบนี้นะ ? ทั้งที่เพิ่งผ่านไปแค่ปีเดียวเอง ทำไมหนูถึงจำเรื่องราวต่าง ๆ ไม่ได้เลย พี่ หนูแก่จนเริ่มเลอะเลือนไปแล้วหรือเปล่านะ ?”
“เด็กโง่” ฟู่เจียเหวยค่อย ๆ เช็ดหยดน้ำตาให้น้องสาวเบา ๆ
“เธอเพิ่งอายุ 15 ปีเอง ยังห่างไกลจากคำว่าแก่ตั้งเยอะ คนป่วยความจำก็จะไม่ค่อยดีอยู่บ้าง นี่เป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้น อย่าคิดมากเลยนะ แล้วก็อย่าเพิ่งพูดอะไร เก็บแรงเอาไว้ นอนพักผ่อนสักตื่น รอให้เหงื่อออก ไข้ลดลงเธอก็จะหายดีเอง แล้วก็จะจำทุกอย่างได้เอง”
ฝูชิงชิงพยักหน้าอย่างอ่อนแรง อาจเป็นเพราะยาเริ่มออกฤทธิ์ หรืออาจเป็นเพราะคำพูดของฟู่เจียเหวยทำให้เธอรู้สึกสบายใจ ความง่วงก็ถาโถมเข้ามาอีกครั้ง เธอหลับตาลง ขนตายาวทอดเงาจาง ๆ ลงบนใบหน้าเล็ก ๆ ที่ซีดเหลือง
ฟู่เจียเหวยจัดท่าให้เธอนอนเรียบร้อย จากนั้น...ก็ถอดเสื้อผ้าฝ้ายตัวเก่าที่เต็มไปด้วยรอยปะของตัวเองออก แล้วค่อย ๆ คลุมทับลงบนผ้าห่มนวมเก่าที่ไม่ต่างกัน
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เขาก็ยืดตัวขึ้น สายตาเหลือบไปทางประตูโดยไม่ได้ตั้งใจ
ต่งอวี้หลานกำลังยืนอยู่ตรงนั้น แสงสลัวทำให้เห็นเงาร่างผอมบางและเต็มไปด้วยความกังวลของแกได้ราง ๆ มือทั้งสองกำชายเสื้อแน่น ริมฝีปากขยับไปมา ดวงตาซับซ้อนจับจ้องมาที่เขา เหมือนอยากพูดอะไรแต่ก็ไม่กล้าพูด
ฟู่เจียเหวยรู้ว่าแม่กำลังกังวลเรื่องอะไรอยู่ เขามองแม่ แล้วขยับปากพูดว่า
“ออกไปข้างนอก” ต่งอวี้หลานชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจความหมายของลูกชายทันที แกพยักหน้าเบา ๆ แล้วค่อย ๆ เดินออกจากห้องด้านในมาอย่างเงียบ ๆ
ฟู่เจียเหวยมองน้องสาวที่กำลังหลับอยู่บนเตียง ก่อนจะเดินตามออกไป ต่างจากความอบอุ่นเพียงน้อยนิดจากเตาถ่านในห้องด้านใน ห้องด้านนอกกลับมืดและหนาวเย็นยิ่งกว่าเดิม ราวกับห้องแช่แข็ง
ลมหนาวพัดเข้ามาไม่หยุดผ่านช่องว่างของประตูและหน้าต่าง กระแทกใบหน้าจนเจ็บแสบเหมือนถูกมีดบาด ทันทีที่ออกมาจากห้องด้านใน ต่งอวี้หลานก็ทนต่อไม่ไหว แกก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว คว้าแขนลูกชายไว้แน่น แล้วกดเสียงให้ต่ำที่สุดเอ่ยว่า
“เจียเหวย ลูกบอกแม่มาตามตรงเถอะ เงินที่ซื้อของพวกนี้รวมถึงพวกคูปองพวกนั้นด้วย ลูก...”
แกยังพูดไม่ทันจบ ฟู่เจียเหวยก็หยิบซองจดหมายลงทะเบียนที่ทำจากกระดาษแข็งสีน้ำตาลออกมาจากอก แล้วยัดใส่มือแม่พลางเอ่ยว่า
“แม่ดูนี่ก่อนครับ” ต่งอวี้หลานถูกขัดจังหวะ แล้วก็ก้มหน้ามองซองจดหมายในมือด้วยความสงสัย
“นี่คือ...” แกชะงักไปชั่วขณะยังตั้งตัวไม่ทัน
“แม่เปิดดูสิครับ” ต่งอวี้หลานรีบเปิดดู ของที่อยู่ข้างในไหลออกมา ตกลงบนฝ่ามือหยาบกร้านของแก
อาศัยแสงตะเกียงสลัว ๆ ต่งอวี้หลานก็มองเห็นของในมือได้ชัด มันคือกองคูปองที่จัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ ทั้งคูปองข้าวทั่วประเทศ คูปองข้าวท้องถิ่น คูปองผ้า คูปองอุตสาหกรรม คูปองน้ำตาล คูปองเนื้อ คูปองสารพัดชนิด กองหนาแน่นจนแทบครอบคลุมของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันทั้งหมด
และใต้กองคูปองเหล่านั้นก็คือธนบัตรใหม่เอี่ยมเรียบกริบกองหนึ่ง ธนบัตรมูลค่า 10 หยวนแต่ละใบวางซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ ส่งกลิ่นหมึกพิมพ์หอมจาง ๆ ออกมา แกนับดูคร่าว ๆ มีอย่างน้อย 20 ใบ นั่นเท่ากับ 200 หยวน !
200 หยวนเลยนะ และยังมีคูปองล้ำค่าอีกจำนวนหนึ่งด้วย ต่งอวี้หลานรู้สึกว่าสิ่งของในมือหนักราวกับมีน้ำหนักเป็นพันชั่ง กดทับจนแม้แต่ปลายนิ้วของแกก็ยังสั่นเทา
ต่งอวี้หลานมองเงินและคูปองในมือ ก่อนจะเงยหน้ามองลูกชาย น้ำเสียงเปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้
“นี่มัน เจียเหวย ตกลงลูกเอามาจากไหน ? ครอบครัวเรา ครอบครัวเราไม่มีญาติ...”
หลังจากครอบครัวฝูตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ทั้งยากจนทั้งลำบาก ญาติที่เคยไปมาหาสู่กันอย่างสนิทสนมต่างก็กลัวจะเดือดร้อน จึงรีบตัดความสัมพันธ์กับพวกเขา ต่างคนต่างตีตัวออกห่าง
แล้วใครกัน ? ใครที่ส่งเงินกับคูปองพวกนี้มาให้พวกเขากัน ? นี่มันเป็นเงินก้อนใหญ่เลยนะ
เมื่อเห็นสายตาที่ทั้งสงสัยและไม่แน่ใจของแม่ ฟู่เจียเหวยก็รู้สึกหัวใจหนักอึ้งเหมือนมีหินก้อนใหญ่กดทับอยู่ เขารู้ดีว่าในยุคสมัยนี้ เงินก้อนใหญ่ที่ไม่รู้ที่มา หากมาตกอยู่ในมืออาจไม่ได้หมายถึงความดีใจที่คาดไม่ถึง แต่...อาจกลายเป็นหายนะได้
เขาก้มหน้ามองพื้น ก่อนจะพูดชื่อของคนคนนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงเบาหวิว ในใจก็เต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนว่า
“แม่ครับ หลินเจี้ยนเสวี่ยเป็นคนส่งมาให้”