LNCrawler

พยายามหักห้ามใจ

ยุค 70 เกิดใหม่ครานี้ฉันจะร้ายให้สุด — novel.dek d.com · All chapters

พยายามหักห้ามใจ

เพราะลูกชายของแกกับหลินเจี้ยนเสวี่ยเคยเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะกันสมัยมัธยมปลาย อีกทั้งยังอาศัยอยู่ในเขตบ้านพักเดียวกัน ต่ง อวี้หลานจึงพอมีความประทับใจต่อเด็กสาวหน้าตาสวยคนนั้นอยู่บ้าง

“ลูกกับเสี่ยวเสวี่ยยังติดต่อกันอยู่เหรอ ?” ฟู่เจียเหวยไม่ได้ตอบอะไร แต่...กลับหยิบจดหมายอีกฉบับออกมาจากอกแล้วยื่นให้แม่ดู

“จดหมายที่เธอส่งมาครับ แม่อ่านดูก็จะรู้เอง” ต่งอวี้หลานรับจดหมายมา อาศัยแสงสลัว ๆ เปิดอ่านดู

ลายมือบนกระดาษเรียบร้อยสวยงามเหมือนเดิม แฝงความละเอียดอ่อนและอ่อนโยนแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้หญิง ตรงส่วนลงชื่อของจดหมาย เขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่าหลินเจี้ยนเสวี่ย เนื้อหาทั้งหมดในจดหมายจริงใจและหนักแน่น การใช้คำก็สอดคล้องกับนิสัยอ่อนโยนมีมารยาทของหลินเจี้ยนเสวี่ยในอดีต

ต่งอวี้หลานอ่านทีละประโยคจนจบ ความตึงเครียดในใจที่เกร็งอยู่ตลอด ในที่สุดก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง แกถอนหายใจยาว ก่อนจะพับกระดาษจดหมายเก็บไว้อย่างระมัดระวัง

“ที่แท้ก็เสี่ยวเสวี่ยนี่เอง เด็กคนนี้จิตใจดีจริง ๆ ครอบครัวเราเกิดเรื่องขนาดนี้แล้วยังนึกถึงพวกเราอยู่อีก”

เมื่อมีจดหมายฉบับนี้ ที่มาของเงินและคูปองก็อธิบายได้อย่างชัดเจน ต่งอวี้หลานรู้สึกเบาใจขึ้นมาหน่อยแล้ว แต่ทว่า...ครู่นั้นไม่รู้ว่าแกคิดอะไรอยู่ จึงเอ่ยถามออกไปว่า

“เจียเหวย ลูกเอาของประจำตระกูลของเราไปให้เสี่ยวเสวี่ยแล้วเหรอ ?”

กำไลวงนั้นสืบทอดมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง เป็นของที่ตระกูลฝูตั้งใจส่งต่อให้ลูกสะใภ้ในอนาคต มีมูลค่าสูงมากและสำคัญมากด้วย ฟู่เจียเหวยเอาไปให้ลูกสาวบ้านอื่นง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ ?

ฟู่เจียเหวยไม่ได้พูดอะไร แค่ยื่นมือออกไป แล้วแย่งจดหมายในมือแม่มาแล้วพับเก็บไว้อย่างระมัดระวัง แล้วสอดกลับเข้าไปในกระเป๋าเสื้อด้านในของตัวเอง

หลังจากเก็บจดหมายเรียบร้อยแล้ว เขาจึงเงยหน้าขึ้นมองแม่ แล้วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า

“ครับ ผมให้เธอไปแล้ว อีกอย่าง ต่อให้กำไลวงนั้นอยู่ในมือผมไม่ให้ใคร แม่คิดว่าเราจะเก็บมันเอาไว้ได้จริง ๆ เหรอครับ ?”

ต่งอวี้หลานเข้าใจสิ่งที่ลูกชายกำลังสื่อได้ทันที จริงด้วย เก็บเอาไว้กับตัวไม่ได้หรอก ครอบครัวฝูตกอยู่ในสภาพแบบทุกวันนี้ ของที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งเรืองในอดีตเหล่านั้น กลายเป็นของที่ถือเอาไว้ก็ร้อนมือเปล่า ๆ เก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร อาจนำหายนะมาให้พวกเขาก็ได้

ต่งอวี้หลานถอนหายใจเบา ๆ ปลายนิ้วสั่นเทาค่อย ๆ ลูบธนบัตรใหม่เอี่ยมกองนั้น แล้วหยิบคูปองสีเขียว แดง ม่วงหลากหลายชนิดขึ้นมาดู ทั้งคูปองข้าว คูปองเนื้อ คูปองผ้า

ความตึงเครียดก่อนหน้านี้ที่เกิดจากความกังวลว่าเงินและคูปองเหล่านี้มีที่มาไม่ชัดเจน ในที่สุดความรู้สึกเหล่านั้นก็มลายหายไปสิ้น แต่...สิ่งที่ตามมากลับเป็นความรู้สึกซับซ้อนที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม และยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้

ทั้งความดีใจ ทั้งความรู้สึกเหมือนได้โอกาสรอดในยามที่สิ้นหวัง และยังมีความน้อยใจ ความหวาดกลัว รวมถึงความขมขื่นที่สะสมมานานด้วย

“ฮึกๆ” เสียงสะอื้นที่พยายามกลั้นเอาไว้หลุดออกมาจากลำคอของต่งอวี้หลาน

ราวกับแกไม่อาจรับน้ำหนักที่ถาโถมเข้ามาอย่างกะทันหันนี้ได้อีกต่อไป น้ำตาไหลออกมาเงียบ ๆ ตกลงบนกองธนบัตรกระจายเป็นรอยน้ำเล็ก ๆ

หลังจากนั้นเสียงสะอื้นที่พยายามกลั้นก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นเสียงร้องไห้ที่ไม่อาจควบคุมได้ ในที่สุด ต่งอวี้หลานก็ทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ กับพื้น ซุกใบหน้าลงไปในกองเงิน คูปอง และซองจดหมาย ราวกับต้องการเอาความสิ้นหวังและความหวังทั้งหมดที่มี หลอมรวมเข้าไปในอ้อมอก แล้วร้องไห้ออกมาอย่างหนัก

“ฮือๆ ฮึกๆ ฮือๆ” ต่งอวี้หลานร้องไห้แทบขาดใจ แกคิดเอาไว้แล้ว ถ้าลูกสาวแกไม่รอดจริง ๆ แกก็จะตามลูกสาวไป

ลูกสาวของแกยังเด็กขนาดนั้น แถมยังขี้กลัว โดยเฉพาะความมืด เส้นทางไปปรโลกนั้นทั้งมืด ทั้งหนาวขนาดนั้น แกจะวางใจให้ลูกสาวเดินทางไปคนเดียวได้อย่างไร แกต้องไปกับลูก คอยปกป้องลูก

แต่...ถ้าแกตามลูกสาวไป แล้วลูกชายของแกล่ะ จะทำอย่างไร ? ลูกชายของแกเพิ่ง 18 ปีเอง หลังจากเกิดเรื่องกับครอบครัว เด็กหนุ่มที่เคยหยิ่งทะนงและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นคนนี้ ก็ค่อย ๆ กลายเป็นคนเงียบขรึม และดูผอมลงไปมาก

เขาไม่ยิ้มอีกแล้ว พูดน้อยลงไปมาก ดวงตาที่เคยสดใสราวกับดวงดาว ตอนนี้...กลับเต็มไปด้วยความหม่นหมองและหนักอึ้งที่แกไม่เคยเห็นมาก่อน เขาแบกรับครอบครัวนี้เอาไว้เงียบ ๆ แบกรับภาระและความเจ็บปวดทั้งหมดเอาไว้กับตัวเอง

เมื่อเห็นแผ่นหลังของลูกชายที่เงียบขรึมลงทุกวัน หัวใจของคนเป็นแม่อย่างแกก็เจ็บปวดรวดร้าวราวกับถูกมีดกรีด เจ็บจนแทบหายใจไม่ออก แต่...ตอนนี้ดีแล้ว มีเงินพวกนี้ มีคูปองพวกนี้ ต่งอวี้หลานกอดของเหล่านั้นไว้แน่น ราวกับกำลังโอบกอดสิ่งที่ช่วยชีวิตแกเอาไว้

เมื่อเห็นแม่ที่ปกติอดกลั้นและพยายามควบคุมตัวเองอยู่เสมอ ตอนนี้...กลับร้องไห้อย่างหมดหนทางราวกับเด็กคนหนึ่ง ขอบตาของฟู่เจียเหวยก็ร้อนผ่าวขึ้นมาเช่นกัน เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวขายาว ๆ ไปหยุดอยู่ข้างแม่ แล้วนั่งยอง ๆ ลงตาม

เขายื่นแขนที่ยังดูเก้ ๆ กัง ๆ ออกไปโอบไหล่ที่กำลังสั่นเทาของแม่เอาไว้เบา ๆ พลางเอ่ยว่า

“แม่ครับ” เสียงของเขาแหบแห้ง มีความแหบพร่าตามวัยของเด็กหนุ่ม

“อย่าร้องเลยครับ เสียงร้องไห้ของต่งอวี้หลานค่อย ๆ เบาลง แต่...ร่างกายยังคงสั่นระริกอยู่

ฟู่เจียเหวยใช้ปลายนิ้วเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของแม่อย่างเก้ ๆ กัง ๆ แล้วพูดต่อว่า

“ผมซื้อขาหมูมา แล้วก็มีหมูสามชั้นด้วย ที่บ้านยังมีถั่วเหลืองอยู่ไม่ใช่เหรอครับ ? แช่เอาไว้ แล้วก็หาเส้นมันเทศมาด้วยนะครับ คืนนี้เราทำขาหมูตุ๋นถั่วเหลืองบำรุงชิงชิงกัน แล้วก็ทำหมูตุ๋นวุ้นเส้นด้วย”

น้ำเสียงของเขาสงบนิ่งมาก แต่...เนื้อหาในคำพูดกลับทำให้หัวใจของต่งอวี้หลานกระตุกแรง ขาหมู หมูสามชั้น ของพวกนี้ บ้านพวกเขาไม่ได้กินมานานแค่ไหนแล้ว ?

“พรุ่งนี้พ่อก็น่าจะกลับมาจากฟาร์มแล้ว หมู่นี้พ่อผอมลงไปมาก ควรบำรุงร่างกายเหมือนกัน รีบลุกขึ้นเถอะครับ พื้นมันเย็น รีบไปทำอาหาร ในหม้อมีของร้อนแล้วในบ้านจะได้อุ่นขึ้นหน่อย”

ต่งอวี้หลานใช้แรงเช็ดน้ำตาบนใบหน้า สูดจมูก แล้วลุกขึ้นยืน “ได้ๆ แม่จะไปทำอาหารเดี๋ยวนี้เลย”

ต่งอวี้หลานเอ่ยตอบทั้งน้ำตา ใช้แขนเสื้อหยาบ ๆ เช็ดน้ำตาบนหน้าอย่างลวก ๆ ก่อนจะฝืนตัวลุกขึ้น สายตามองใบหน้าซูบผอมของลูกชาย แววตาก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ไม่อาจซ่อน

“เจียเหวย ลูกก็ไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันแล้ว เดี๋ยวแม่ทำกับข้าวเสร็จกินเยอะ ๆ หน่อยนะ”

พูดจบ...ต่งอวี้หลานก็รีบเก็บเงินและคูปองพวกนั้นไว้อย่างดี แล้วก็หันหลังเดินเข้าไปในครัวเล็กๆ เก่า ๆ ทรุดโทรม

ไม่นานนัก เสียงก่อไฟ เสียงซาวข้าว แล้วก็เสียงล้างของก็ดังออกมาจากด้านใน ฟู่เจียเหวยยืนอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวในครัว ไหล่ที่เกร็งอยู่จึงค่อย ๆ ผ่อนลง

เขาหันหลังเดินเข้าไปในห้องเล็ก ๆ ในห้องอุ่นกว่าด้านนอกหน่อย แต่...ก็ไม่ได้มากนัก ฝูชิงชิงหลับสนิทอยู่บนเตียง อาจเป็นเพราะยาเริ่มออกฤทธิ์ หรืออาจเป็นเพราะนมมอลต์ถ้วยนั้นช่วยให้เธอรู้สึกดีขึ้น เธอหลับไม่รู้อะไรเลย ลมหายใจสม่ำเสมอ เพียงแต่บนใบหน้าเล็ก ๆ ยังคงมีเลือดฝาดผิดปกติหลงเหลืออยู่จาง ๆ

ฟู่เจียเหวยเดินไปหยุดอยู่ข้างเตียง ก่อนจะยื่นมือออกไปแตะหน้าผากน้องสาวเบา ๆ ไข้ลดลงแล้ว ไม่ได้ร้อนจัดเหมือนเมื่อก่อน และตอนนั้น เขาก็รู้สึกผ่อนคลายลงไปมาก ความกังวลที่แขวนค้างอยู่ในใจก็คลายลงไปครึ่งหนึ่ง

จากนั้น...เขาก็ยกเตาผิงสีดำสนิทที่อยู่ตรงมุมห้องขยับเข้าไปใกล้เตียงอีกหน่อย หลังจากทำทุกอย่างเสร็จ เขาจึงค่อย ๆ นั่งลงตรงขอบเตียง เขานั่งเงียบ ๆ อยู่ตรงนั้น สายตาสงบนิ่งจับจ้องใบหน้าที่กำลังหลับสนิทของน้องสาวอยู่นาน

เขาละสายตาออกมา แต่...สุดท้ายก็ยังอดไม่ได้ที่จะหยิบจดหมายที่พับเก็บไว้อย่างดีออกมาดูอีกครั้ง เปลวไฟสีเหลืองสลัวจากเตาผิงสั่นไหว ส่องลงบนกระดาษจดหมายหยาบ ๆ สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ลายมือที่สวยงาม แต่...ก็แฝงแรงกดปากกาอันคุ้นเคยนั้นอีกครั้ง

เพื่อนร่วมโต๊ะฝู เห็นตัวอักษรเหมือนได้พบหน้า มีเพียง 11 คำ เป็นคำขึ้นต้นธรรมดา ๆ แต่...เขากลับเหมือนถูกอะไรบางอย่างดลใจ ปลายนิ้วลูบผ่าน 11 คำนั้นโดยไม่รู้ตัว แล้วท่องมันซ้ำ ๆ ในใจ

คืนนี้...แสงจันทร์ไม่ได้สว่างมากนัก เป็นเพียงแสงบางเบา เย็นเยียบราวกับน้ำ ค่อย ๆ ส่องลงบนพื้นดินที่แข็งตัวในลานบ้าน ไกลออกไปมีเสียงสุนัขเห่าเป็นครั้งคราว ยิ่งทำให้ค่ำคืนในหมู่บ้านบนภูเขาแห่งนี้เงียบสงัดผิดปกติ

ภายใต้แสงจันทร์ ทุกอย่างดูพร่าเลือนราวกับความรู้สึกของเขาในเวลานี้ ทั้งวุ่นวาย ทั้งปั่นป่วน และไม่อาจมองเห็นทางออกที่ชัดเจนได้

‘ฟู่เจียเหวย ห้ามนึกถึงเธออีก’ เสียงหนึ่งดังขึ้นในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ

‘เธอแต่งงานแล้ว บางทีเธออาจรู้ว่ากำไลหยกนั้นมีค่ามากแค่ไหน คงรู้สึกเกรงใจจึงหาทางฝากคนส่งเงินกับคูปองพวกนี้มาให้ ถือเสียว่าต่างฝ่ายต่างไม่มีอะไรติดค้างกันอีก’

‘อีกอย่าง ต่อให้เธอยังไม่ได้แต่งงาน ฉันในตอนนี้ก็ไม่คู่ควรกับเธอ ลองมองดูตัวเองในตอนนี้สิ คิดว่าคู่ควรกับเธอจริง ๆ เหรอ ? ห้ามคิดถึงเธออีก รีบ ๆ ลืมเธอไปซะ !’

ฟู่เจียเหวยเตือนตัวเองเป็นครั้งสุดท้ายในใจ พยายามกดความคิดถึงที่กำลังงอกเงยราวกับวัชพืชและถาโถมขึ้นมาอย่างไม่อาจหยุดยั้งได้ เขาค่อย ๆ หลับตาลง ขนตายาวทอดเงาหนาเล็ก ๆ อยู่ใต้เปลือกตาที่ผอมตอบ

ใบหน้าคมชัดของเด็กหนุ่ม ภายใต้แสงจันทร์เย็นเยียบที่ส่องเข้ามาจากนอกหน้าต่าง ผสมกับแสงถ่านอ่อน ๆ ที่สว่างวูบวาบจากเตาผิง ดูซีดขาวเล็กน้อย และยังแฝงความสงบนิ่งกับการอดกลั้นที่เกินวัยเอาไว้

ความรู้สึกที่เหมือนน้ำเดือดกำลังไหลเชี่ยวและคำรามอยู่ในอกของเขาราวกับถูกโยนลงไปในน้ำแข็งที่เย็นจัด ค่อย ๆ เย็นลงทีละน้อย สุดท้าย...ก็ค่อย ๆ จมลึกลงไปในห้องที่มีลมโกรกเข้าทุกด้านและเต็มไปด้วยความหนาวเย็นถึงกระดูกแห่งนี้

‘ถ้าหาก...ถ้าหากในอนาคตสามารถมีชีวิตรอดออกไปจากที่นี่แล้วกลับปักกิ่งได้...ช่างเถอะ พยายามขอบคุณเธอให้ดีก็แล้วกัน’

เขาพับจดหมายเก็บไว้อย่างดี แล้วสอดกลับเข้าไปในกระเป๋าเสื้อด้านในอีกครั้ง ตรงกับตำแหน่งที่แนบชิดกับหน้าอก