แผนการของหลินเจี้ยนเสวี่ย
แผนการของหลินเจี้ยนเสวี่ย
ห้องซ้อมคณะศิลปะการแสดงปักกิ่ง
“ดีมาก ไม่เลวเลย วันนี้ซ้อมกันถึงตรงนี้ก่อน” ครูฝึกปรบมือเบา ๆ น้ำเสียงกังวาน แฝงความพอใจอยู่หลายส่วน
“เดือนหน้าก็จะเริ่มการแสดงอย่างเป็นทางการแล้ว เวลาเร่งกระชั้น ภารกิจก็หนัก ทุกคนกลับบ้านไปแล้วก็อย่าละเลยนะ จำไว้ว่าต้องฝึกพื้นฐานเพิ่มด้วย เลิกซ้อมได้”
“รับทราบ” สมาชิกหนุ่มสาวของคณะขานรับพร้อมกัน วางเครื่องดนตรีในมือลง ทั้งไวโอลิน เอ้อหู ผีผา ต่างคนต่างเก็บอย่างเรียบร้อย จากนั้น...ก็เริ่มเก็บข้าวของเป็นกลุ่ม ๆ เตรียมตัวกลับ
ภายในห้องซ้อมเต็มไปด้วยเสียงเก็บข้าวของและเสียงพูดคุยหัวเราะเบา ๆ ในพริบตา บรรยากาศเคร่งเครียดจริงจังเมื่อครู่ก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง
‘เสิ่นโย่วซาน’เก็บไวโอลินสุดรักของเธอใส่กล่องอย่างระมัดระวัง แล้วสะพายขึ้นไหล่ กำลังจะเดินตามคนอื่นไปที่ประตูก็ได้ยินเสียงผู้หญิงใสกังวานไพเราะดังมาจากด้านหลัง
“นี่เสิ่นโย่วซาน” ฝีเท้าของเสิ่นโย่วซานหยุดชะงักไป เธอหันกลับมามอง ก็เห็นใบหน้าสวยสะดุดตาใบหนึ่ง
คนที่เดินเข้ามาหาก็คือหลินเจี้ยนเสวี่ย วันนี้...หลินเจี้ยนเสวี่ยสวมเสื้อผ้าฝ้ายสีฟ้าทรงพอดีตัว ยิ่งขับให้ผิวของเธอดูขาวเนียน คิ้วและดวงตาโค้งสวย มุมปากมีรอยยิ้มพอดีพอเหมาะ
“เสี่ยวเสวี่ย มีอะไรเหรอ ?” เสิ่นโย่วซานคลี่ยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ เผยให้เห็นฟันขาวเรียงตัวสวย
พ่อของเธอคือ ‘เสิ่นเหวยหมิน’ หัวหน้าฝ่ายตรวจสอบวินัยของโรงงานเหล็กปักกิ่ง ทั้งสองเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก แม้ความสัมพันธ์จะไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก แต่...ทุกครั้งที่เจอกันก็สามารถพูดคุยกันได้
เสิ่นโย่วซานเป็นคนตรงไปตรงมาและร่าเริง ไม่ได้มีความคิดซับซ้อนอะไร เวลานี้เมื่อเห็นหลินเจี้ยนเสวี่ยตั้งใจมาเจอเธอ ในใจก็แค่รู้สึกสงสัยเท่านั้น
หลินเจี้ยนเสวี่ยเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเสิ่นโย่วซาน จากนั้น...ก็หยิบกระดาษบาง ๆ 2 ใบออกมาจากกระเป๋าสะพายข้างสีเขียวทหารที่เธอพกติดตัว แล้วยื่นไปตรงหน้าเสิ่นโย่วซานพลางเอ่ยว่า
“โย่วซาน ฉันได้ยินว่าก่อนหน้านี้เธอบ่นว่าอยากดูหนังเรื่องวสันต์โปรยปรายใช่ไหม ? ฉันฝากเพื่อนช่วยหาตั๋วมาให้ พอดีได้มา 2 ใบน่ะ เป็นรอบวันเสาร์นี้ เธออยากได้ไหม ?”
“วสันต์โปรยปราย ?” ดวงตาของเสิ่นโย่วซานเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ รีบรับตั๋ว 2 ใบนั้นมาแล้วก้มลงดู
ตั๋วเป็นกระดาษแข็งสีชมพูอ่อน ด้านบนพิมพ์ข้อความว่าโรงภาพยนตร์ปักกิ่งชัดเจน ตามด้วยชื่อภาพยนตร์วสันต์โปรยปราย ส่วนเวลายิ่งทำให้เธอดีใจจนแทบยิ้มไม่หุบก็คือวันเสาร์ เวลา 11 โมงครึ่ง
นี่มันช่วงเวลาทองชัด ๆ ดูหนังจบก็ถึงเวลาทานมื้อกลางวันพอดี ยังสามารถแวะไปเดินเล่นที่หวังฝูจิ่งและห้างสรรพสินค้าใหญ่ได้ด้วย เรียกว่าสมบูรณ์แบบสุด ๆ
“โอ้โห ~ เสี่ยวเสวี่ย ความสามารถของเธอไม่ธรรมดาเลยนะ หนังเรื่องนี้กำลังเป็นที่นิยมสุด ๆ ไปเลย พ่อฉันฝากคนอื่นช่วยหาตั๋วให้ยังซื้อไม่ได้เลย แถมยังเป็นรอบเวลานี้อีก” เสิ่นโย่วซานตื่นเต้นจนแก้มแดง
ในยุคนี้ การได้ดูหนังที่กำลังฮิตสักเรื่อง ไม่ต่างอะไรกับการแย่งซื้อสินค้าลิมิเต็ดในยุคหลังเลย ถือเป็นเรื่องที่เอาไปอวดได้อย่างภาคภูมิใจ แต่...หลังจากตื่นเต้นไปแล้ว เสิ่นโย่วซานก็เกิดลังเล เธอมองไปทางหลินเจี้ยนเสวี่ย เกาศีรษะแล้วเอ่ยถามด้วยความเกรงใจว่า
“แต่ว่าเสี่ยวเสวี่ย ตั๋วนี้หายากมากเลยนะ เธอต้องเสียแรงไปไม่น้อยกว่าจะได้มันมา ฉันรับมาฟรี ๆ ไม่ได้หรอกนะ ทำแบบนั้นดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่มั้ง ?”
แม้เธอจะเป็นคนตรงไปตรงมา แต่...ก็รู้ว่าควรมีน้ำใจตอบแทนกันบ้าง ตั๋วหนังที่หายากขนาดนี้ หลินเจี้ยนเสวี่ยคงไม่ได้มาง่าย ๆ แน่ บางที...อาจจะไปติดหนี้บุญคุณคนอื่นก็ได้ใครจะรู้
หลินเจี้ยนเสวี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าปรากฏแววเก้อเขินขึ้นมา
“โยว่ซาน ความจริงแล้ว วันนี้ที่ฉันมาหาเธอก็มีเรื่องอยากจะให้เธอช่วยจริง ๆ นั่นแหละ”
เสิ่นโย่วซานได้ยินดังนั้น ความสงสัยในใจก็มลายหายไป เธอตบหน้าอกตัวเองแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“ว่าแล้วเชียว มีอะไรก็พูดมาตรง ๆ เถอะ ถ้าฉันช่วยได้ฉันช่วยเธอแน่นอน”
“คืออย่างนี้นะ เธอก็รู้ว่าอวี้ไป๋บ้านฉันน่ะ เขายังหางานประจำอยู่ใช่ไหม ? ช่วงนี้โรงงานเหล็กกำลังรับคนเพิ่มไม่ใช่เหรอ ? เขาอยากเข้าไปทำงานมาก แต่เอกสารที่ยื่นไปเหมือนว่าจะติดอยู่ที่พ่อของเธอ ฉันหมายถึงหัวหน้าเสิ่นน่ะ”
เสิ่นโย่วซานฟังแล้วก็เข้าใจได้ทันที เธอหัวเราะออกมาเบา ๆ แล้วชี้นิ้วไปทางหลินเจี้ยนเสวี่ย
“ฉันว่าแล้วเชียว ไม่มีอะไรให้ก็เอาใจ แบบนี้ต้องมีอะไรแน่ ๆ ที่แท้ก็มารอพบฉันเพราะเรื่องนี้นี่เอง”
เสิ่นโยว่ซานฉีกยิ้มกว้าง ไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจแต่อย่างใด กลับรู้สึกว่าหลินเจี้ยนเสวี่ยมีเรื่องให้ช่วยแล้วรู้จักเอาของมามอบให้ก่อน ถือว่าวางตัวดี เธอเก็บตั๋วหนังใส่กระเป๋าสะพายของตัวเอง จากนั้น...ก็ตบแขนหลินเจี้ยนเสวี่ยเบา ๆ แล้วเอ่ยว่า
“เรื่องนี้เดี๋ยวฉันจัดการเอง เธอสบายใจได้เลย ฉันกลับไปจะคุยกับพ่อให้นะ”
“ขอบใจเธอมากนะโย่วซาน ลำบากเธอแล้ว” บนใบหน้าของหลินเจี้ยนเสวี่ยปรากฏรอยยิ้มขอบคุณ น้ำเสียงจริงใจราวกับก้อนหินก้อนใหญ่ในใจถูกยกออกไปแล้ว
“ไม่ต้องเกรงใจหรอก พวกเราคนกันเองทั้งนั้น ช่วยเหลือกันก็เป็นเรื่องปกติ เราสองคนเป็นเพื่อนกันนี่”
หลินเจี้ยนเสวี่ยก็ยิ้มตาม เธอยกมือขึ้นดูนาฬิกาแล้วพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นฉันไม่รบกวนเธอแล้ว ฉันกลับก่อนนะ”
“อือ เธอรีบกลับเถอะ ขอบคุณสำหรับตั๋วหนังนะ” ว่าแล้ว...เสิ่นโย่วซานก็โบกมือให้หลินเจี้ยนเสวี่ย
หลินเจี้ยนเสวี่ยเพิ่งเดินออกไป ก็มีคนเดินเข้ามาทัก “ซานซาน คุยกับใครอยู่เหรอ ? หัวเราะมีความสุขเชียว”
เสิ่นโย่วซานหันกลับไปมองก็เห็นหลิวเว่ยเดินเข้ามาหา หลิวเว่ยก็ทำงานอยู่ในคณะศิลปะการแสดงเช่นกัน แต่...เขาไม่ได้เป็นนักดนตรี หากเป็นครูที่รับผิดชอบสอนทฤษฎีดนตรีและการฝึกโสตทัศน์
“อ๋อ ~ เมื่อกี้คุยกับเจี้ยนเสวี่ยน่ะ” เสิ่นโย่วซานเชิดคางไปทางที่หลินเจี้ยนเสวี่ยเพิ่งเดินจากไป จากนั้น...ก็ทำเหมือนกำลังเอาของล้ำค่ามาอวด เธอขยับเข้าไปใกล้หลิวเว่ยแล้วลดเสียงลง แฝงความตื่นเต้นเล็ก ๆ
“เสี่ยวเสวี่ยให้ตั๋วหนังเรื่องวสันต์โปรยปรายฉันมาตั้ง 2 ใบแน่ะ เรื่องที่พวกเราอยากดูมาตลอดแต่ซื้อตั๋วไม่ได้เรื่องนั้นไง”
หลิวเว่ยได้ยินอย่างนั้นแล้ว ดวงตาก็มีแววประหลาดใจวาบผ่าน
“อ้อ ~ ตั๋ววสันต์โปรยปราย เธอไปหามาจากไหน ? ตั๋วเรื่องนี้ตอนนี้หาซื้อไม่ง่ายเลยนะ”
“ใครจะไปรู้เล่าว่าเสี่ยวเสวี่ยไปได้มาจากไหน แต่ความสามารถเธอก็ไม่ธรรมดาจริง ๆ นั่นแหละ” เสิ่นโย่วซานยักไหล่แล้วพูดต่อว่า
“แต่ฉันไม่ได้มาฟรี ๆ นะ เสี่ยวเสวี่ยมีเรื่องให้ฉันช่วยน่ะ”
“มีเรื่องให้ช่วย ? เรื่องอะไรเหรอ ?” หลิวเว่ยเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“จะเรื่องอะไรได้อีก ก็เรื่องครอบครัวเธอนั่นแหละ” เสิ่นโย่ว ซานเอ่ยบอกพลางเบะปากไปด้วย
“เธออยากให้สามีของเธอ เจียงอวี้ไป๋น่ะ เข้าไปทำงานที่โรงงานเหล็กของพ่อฉัน พวกเขายื่นเอกสารไปแล้ว แต่เรื่องนี้ดันติดอยู่ที่พ่อฉัน เสี่ยวเสวี่ยก็เลยอยากให้ฉันช่วยพูดกับพ่อให้หน่อย ขอให้พ่อช่วยผ่อนปรนให้น่ะ”
หลิวเว่ยได้ยินอย่างนั้นแล้วก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
“หลินเจี้ยนเสวี่ย เธอทุ่มเทให้สามีคนนั้นของเธอจริง ๆ”
“ก็ใช่น่ะสิ” เสิ่นโย่วซานพยักหน้าเห็นด้วย ในใจก็อดพึมพำกับตัวเองไม่ได้ว่า ดูท่า...หลินเจี้ยนเสวี่ยจะรักเจียงอวี้ไป๋มากจริง ๆ
.....
ตกเย็น...ลานเล็ก ๆ ของบ้านตระกูลหลินปกคลุมด้วยแสงไฟสลัว ๆ จานชามมื้อเย็นเพิ่งถูกเก็บไปทำความสะอาด ต่งไฉเซี่ยถือกะละมังใส่จานชามเดินไปที่อ่างล้างจานในครัวเพื่อทำความสะอาด
หลินเยว่เฟิงสวมแว่นสายตานั่งอยู่บนโซฟาเก่าในห้องรับแขก ตั้งใจอ่านหนังสือพิมพ์ในมือ ส่วนหลินอู่ก็อุ้มเสี่ยวหู่ที่เริ่มง่วงแล้วเดินไปเดินมาอยู่ในห้องพร้อมกับฮัมเพลงกล่อมเด็กเบา ๆ
ประตูห้องน้ำลงกลอนจากด้านใน แก้มของเจียงอวี่หนิงแดงผิดปกติ ร่างของหล่อนจะสิ่งร่างของเจียงอวี่ไป๋อยู่แล้ว ขณะที่กำลังจะปลดเข็มขัดผ้าใบที่รัดแน่นรอบเอวของเขาออก ก็ถูกเขาห้ามไว้ซะก่อน
“หนิงหนิง เธอบ้าไปแล้วหรือไง ?!” เจียงอวี่ไป๋ตัวแข็งทื่อ มือกำเข็มขัดกางเกงของตัวเองแน่น เขาลดเสียงลงแล้วเอ่ยเตือน
“หนิงหนิง ! เจี้ยนเสวี่ยกับคนอื่น ๆ อยู่ข้างนอกนะ !” ด้านนอกประตูคือห้องรับแขกกับห้องนอน มีเสียงอะไรผิดปกติก็ได้ยินกันแล้ว
“ฉัน ! ฉันไม่สน” เจียงอวี่หนิงไม่ฟังคำเตือนของเขาเลย พยายามเบียดเข้าไปใกล้ให้ได้
“พี่อวี่ไป๋ ฉันไม่สบายตัว ฉันอยาก...” ขณะที่พูด การกระทำของหล่อนก็ยิ่งกล้ามากขึ้น ก่อนจะรีบถอดเสื้อผ้าของตัวเองออก จากนั้น...ก็คว้ามือของเจียงอวี่ไป๋มา
“ลองจับดูสิ” เจียงอวี่ไป๋ชักมือกลับทันทีราวกับถูกของร้อนลวก แต่...แก้มกลับแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่ ลมหายใจเริ่มหนักขึ้น
เมื่อมองเจียงอวี่หนิงที่อยู่ตรงหน้าราวกับลูกท้อสุกหวานฉ่ำ ลำคอของเขาก็ขยับกลืนน้ำลายเบา ๆ ก่อนจะกัดฟันแน่น และไม่สนอะไรอีกต่อไป
เจียงอวี่ไป๋หอบหายใจแรง รู้สึกแค่ว่าช่วงนี้เจียงอวี่หนิงเปลี่ยนไปราวกับคนละคน กลางวันก็เรียกร้อง กลางคืนก็เรียกร้อง ขอแค่มีโอกาสอยู่กันตามลำพังได้ หล่อนก็จะเกาะติดเขาไม่ยอมปล่อย
ตอนแรก...เขายังรู้สึกว่ามันไม่เหมาะและมีอาการต่อต้าน แต่...ก็ต้องยอมรับว่าความสัมพันธ์ต้องห้ามแบบนี้ ความรู้สึกตื่นเต้นที่อาจถูกคนอื่นจับได้ทุกเมื่อมันเร้าใจมากจริง ๆ
ทุกครั้งที่เจียงอวี่หนิงเริ่มยั่วยวน ต่อให้รู้ดีว่าเวลาและสถานที่ไม่เหมาะสม เขาก็ไม่อาจควบคุมตัวเองได้ ในขณะที่ทั้งสองกำลังจมอยู่กับความสัมพันธ์ต้องห้ามนี้ ช่วงเวลาที่กำลังจะไปถึงจุดสูงสุดก็...
ก๊อก ! ก๊อก ! ก๊อก ! เสียงเคาะประตูเร่งรีบดังขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าราวกับถูกสาดด้วยน้ำเย็นทั้งถัง ร่างของเจียงอวี่ไป๋สั่นสะท้าน ตัวแข็งทื่อในพริบตา ความปรารถนาที่กำลังพลุ่งพล่านราวกับลูกโป่งถูกเข็มเจาะจนแตกยุบลงทันที ร่างทั้งร่างอ่อนยวบด้วยความตกใจ
เขาหยุดการเคลื่อนไหวด้วยความตื่นตระหนก พยายามกดหัวใจที่เต้นกระหน่ำ แล้วเอ่ยถามด้วยเสียงแหบแห้งว่า
“ใคร ใครครับ ?” นอกประตูเสียงใสเย็นชาและไร้อารมณ์ของหลินเจี้ยนเสวี่ยดังขึ้น
“เจียงอวี่ไป๋ คุณทำอะไรอยู่ข้างในนั้นเหรอ ? เข้าไปตั้งสิบกว่านาทีแล้ว ตกลงเข้าไปทำอะไรกันแน่คะ ?”
ใบหน้าของเจียงอวี่ไป๋ซีดเขียว เขากัดฟันแน่น แล้วผลักเจียงอวี่หนิงที่ร่างกายยังสั่นเทาอยู่ออกห่าง แล้วใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดปรับน้ำเสียงให้ฟังดูปกติที่สุด
“ไม่ ไม่มีอะไร จะเสร็จแล้ว รอเดี๋ยวนะ”