หลักฐานคาตา
หลักฐานคาตา
อย่างไรก็ตาม เสิ่นโหย่วซานที่นั่งอยู่แถวหลังกลับรู้สึกร้อนรนราวกับนั่งอยู่บนกองไฟ สายตาของเธอไม่อาจละจากเงาร่างสองคนที่แนบชิดกันอยู่ตรงแถวหน้าได้เลย
บนจอกำลังฉายเรื่องราวเกี่ยวกับวีรบุรุษวีรสตรีอะไรสักอย่าง แต่...เธอกลับฟังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย ในหัวมีแต่เสียงหึ่ง ๆ ส่วนในใจก็ยิ่งปั่นป่วนราวกับมีคลื่นลูกใหญ่กำลังซัดกระหน่ำ
เมื่อครู่นี้เอง ในชั่วขณะที่ไฟในโรงมืดลง เธอเห็นชัดเต็มสองตาว่าเจียงอวี่ไป๋เปิดขวดน้ำอัดลมรสส้มขวดหนึ่ง เขาไม่ได้ดื่มเองก่อน แต่...กลับยื่นไปจ่อที่ริมฝีปากของเจียงอวี่หนิง
เจียงอวี่หนิงแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย แล้วดื่มไปหนึ่งอึก ตรงมุมปากยังมีหยดน้ำติดอยู่ด้วย เจียงอวี่ไป๋กลับไม่สนใจสายตาคนอื่นแม้แต่น้อย เขายกมือขึ้น ใช้นิ้วเช็ดให้หล่อนเบา ๆ การกระทำนั้นเป็นธรรมชาติมาก แถมยังเต็มไปด้วยความสนิทสนมราวกับโลกใบนี้มีแค่พวกเขาสองคน
พอเจียงอวี่หนิงดื่มแล้ว เจียงอวี่ไป๋ถึงยกขวดน้ำอัดลมขึ้นดื่ม โดยดื่มจากปากขวดเดียวกัน ขวดน้ำอัดลมขวดนั้นถูกส่งไปส่งมาระหว่างสองคนแบบนั้น
เสิ่นโหย่วซานรู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว สองคนนี้กำลังทำอะไรกันอยู่เนี่ย ? เจียงอวี่ไป๋บอกว่าเจียงอวี่หนิงเป็นญาติห่าง ๆ จากบ้านเกิดมาที่ปักกิ่งหางานทำไม่ใช่เหรอ ? แต่...ญาติแบบไหนกันถึงจับมือถือแขนกันแบบนี้ ? แถมตัวติดกันไม่ห่างด้วย ยังดื่มน้ำอัดลมขวดเดียวกัน ถึงขั้นป้อนให้กันดื่มอีก
เห็นได้ชัดว่าเป็นความสัมพันธ์ชายหญิงที่กำลังคบหาดูใจกันอยู่ แค่ญาติกันนี่ เจียงอวี่ไป๋แต่งงานกับเจี้ยนเสวี่ยแล้วนี่ แล้วการกระทำของเขาตอนนี้ มันต่างจากกำลังนอกใจภรรยาตรงไหนกัน ?
“ให้ตายเถอะ” เสิ่นโหย่วซานกรีดร้องอยู่ในใจ รู้สึกว่าเรื่องนี้ชวนอึ้งจริง ๆ จนหัวใจของเธอแทบกระเด็นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ
หลิวเว่ยดูเหมือนจะสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงหันมากระซิบถาม
“เป็นอะไรไปครับ ? ไม่สบายหรือเปล่า ?” เสิ่นโหย่วซานฝืนยิ้มแล้วส่ายหน้าไปมาเบา ๆ
“เปล่า ไม่มีอะไร แค่รู้สึกอึดอัดนิดหน่อยน่ะ” ความจริงแล้วเธอไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไรหรอก เธอกำลังจะถูกคลื่นลมพายุลูกใหญ่ในหัวตัวเองกลืนตายอยู่แล้ว
ตลอดเวลา 1 ชั่วโมงกว่า ๆ ต่อจากนั้น เสิ่นโหย่วซานต้องทนทรมานอย่างมาก ในหัวของเธอเต็มไปด้วยภาพของคนสองคนที่แนบชิดกันอยู่แถวหน้า รวมถึงคำว่านอกใจที่ทั้งหนักอึ้งและน่าขยะแขยง คอยรบกวนจนเธอหงุดหงิดว้าวุ่น ส่งผลให้อารมณ์ในการดูหนังก็พังไม่เป็นท่า
ในที่สุด หนังก็จบลง ไฟในโรงกลับมาสว่างอีกครั้ง ผู้ชมเริ่มทยอยลุกออกจากโรง ระหว่างเดินก็ยังพูดคุยถึงเนื้อเรื่องอย่างออกรส เสิ่นโหย่วซานแทบจะเด้งตัวลุกจากที่นั่งทันที เธอคว้าแขนหลิวเว่ยเอาไว้พลางเอ่ยบอก
“ไป เรารีบออกไปกันเถอะ” หลิวเว่ยตกใจกับท่าทางรีบร้อนของเธอ แต่...ก็ยังเดินตามออกไปอย่างว่าง่าย
ทั้งสองเบียดเสียดไปตามฝูงชนจนออกจากโรงฉายมายืนอยู่บนบันไดหน้าทางเข้าโรงภาพยนตร์ เมื่อลมกลางคืนพัดผ่าน เสิ่น โหย่วซานจึงรู้สึกว่าสมองของตัวเองปลอดโปร่งขึ้นเล็กน้อย
เธอกับหลิวเว่ยมองหน้ากัน ต่างเห็นความซับซ้อนและท่าทางอยากพูดแต่ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรในดวงตาของอีกฝ่าย สุดท้าย...หลิวเว่ยก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า
“เมื่อกี้ สามีของเสี่ยวเสวี่ยกับพี่เลี้ยงคนนั้น ดูสนิทสนมกันมากเลยนะ อาจจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ไม่ถือเนื้อถือตัวมากก็ได้มั้ง ?”
คำพูดนี้เห็นได้ชัดว่าเขาพยายามพูดให้ดูดีที่สุดแล้ว หรือพูดอีกอย่างก็คือ เขาไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นจะเป็นเรื่องเลวร้ายถึงเพียงนั้น
เสิ่นโหย่วซานเงียบไปไม่ได้ตอบอะไร ไม่ถือเนื้อถือตัว ? สนิทสนม ? เมื่อครู่นี้ในความมืด เธอเห็นมือของเจียงอวี่ไป๋โอบเอวของเจียงอวี่หนิงไว้โดยไม่สนใจสิ่งรอบข้างเลย ส่วนเจียงอวี่หนิงก็เอาแต่ซบอยู่บนไหล่ของเขาราวกับแมวตัวหนึ่ง
แบบนี้...เรียกว่าไม่ถือเนื้อถือตัวงั้นเหรอ ? เห็นได้ชัดเลยว่าสองคนนี้แอบมีอะไรกันลับหลังหลินเจี้ยนเสวี่ย
และในตอนนั้นเอง เสิ่นโหย่วซานเอื้อมมือไปล้วงกระเป๋าเสื้อคลุมตามความเคยชิน สีหน้าพลันเปลี่ยนไป
“ตายแล้ว แย่แล้ว !”
“เป็นอะไรไป ?” หลิวเว่ยเอ่ยถาม
“กุญแจของฉัน เมื่อกี้ตอนออกมารีบไปหน่อย เหมือนจะทำตกไว้ข้างในค่ะ”
เสิ่นโหย่วซานตบหน้าผากตัวเองด้วยความหงุดหงิด นั่นมันกุญแจบ้านเลยนะ มันคือเรื่องใหญ่ ต้องตามหาให้เจอ
“คุณรออยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวฉันกลับไปหาเอง” เธอเอ่ยบอกหลิวเว่ยแล้วหันหลังเดินย้อนกลับไปด้วยความรีบร้อน
หลังจากหนังจบ ผู้ชมส่วนใหญ่ก็ออกไปหมดแล้ว ภายในโรงฉายมีเพียงแสงสลัว มีไฟฉุกเฉินไม่กี่ดวงให้แสงอ่อน ๆ ทำให้บรรยากาศดูโล่งและเงียบผิดปกติ
เสิ่นโหย่วซานอาศัยความทรงจำค่อย ๆ คลำทางกลับไปยังที่นั่งของตัวเองเมื่อครู่ แต่...ทันทีที่เดินเข้าไปใกล้แถวที่นั่งนั้น ยังไม่ทันได้ก้มลงมองให้ดี ก็มีเสียงของใครบางคนแว่วมา
เป็นเสียงหอบหายใจที่พยายามกดเอาไว้ ฟังดูเร่งรีบปะปนกับเสียงเสียดสีของเสื้อผ้า และเสียงจูบที่ทำให้คนฟังหน้าแดง เสียงนั้นดังมาจากมุมที่ลับที่สุดของโรงฉาย
เสิ่นโย่วซานชะงักไป แก้มทั้งสองข้างร้อนผ่าวขึ้นมาทันที นี่ยังมีคนที่ยังไม่ออกจากโรงไปอีกเหรอ ? เสียงนั่น...
เธอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ก้มตัวลงเล็กน้อย เธออยากรีบหากุญแจให้เจอแล้วเผ่นออกไปจากที่นี่ จะได้ไม่ไปรบกวนเวลาดี ๆ ของคนอื่น โชคดีที่ควานมือใต้ที่นั่งของตัวเองไปก็สัมผัสเข้ากับพวงกุญแจทันที
เสิ่นโยว่ซานกำกุญแจแน่น ค่อย ๆ หันหลังกลับอย่างระมัดระวัง เธออยากจะรีบหายไปจากที่นี่เร็ว ๆ ทว่า...ในจังหวะที่เธอกำลังจะเดินถึงประตูโรงฉาย ด้านหลังก็มีเสียงแกร๊กดังขึ้น ไฟทุกดวงในโรงฉายพลันสว่างจ้า
ป้าร่างท้วมคนหนึ่งสวมชุดทำงานสีน้ำเงินถือไม้กวาดเดินเข้ามา เห็นได้ชัดว่ามาทำความสะอาด แต่...เมื่อเห็นเงาร่างสองคนกำลังกอดรัดกันแน่นอยู่ตรงมุม สีหน้าของป้าแกก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมาทันที ก่อนจะตะโกนเสียงดังลั่นโรงว่า
“นี่ ! เธอสองคนกำลังทำอะไรอยู่ ?! หนังจบไปตั้งนานแล้วทำไมยังไม่ออกไปอีก ?! กอดกันอยู่ได้ ! ไม่รู้จักอายกันบ้างหรือไง ?! ถ้าอยากทำอะไรแบบนั้นก็กลับไปทำที่บ้านไป๊ ! ที่นี่เป็นสถานที่สาธารณะ ! พวกเธอสังกัดหน่วยงานไหน ?! ชื่ออะไร ?! ฉันจะไปหาหัวหน้ของพวกเธอ ! นี่มันผิดศีลธรรมเกินไปแล้ว!”
คู่รักที่แอบมาพลอดรักกันตรงมุมห้องสะดุ้งตกใจกับแสงไฟและเสียงตะโกนรีบผละออกจากกันทันที
เสิ่นโหย่วซานยืนอยู่ตรงประตู จึงหันกลับไปมองตามสัญชาตญาณ แค่เห็นภาพนั้น ร่างทั้งร่างของเธอก็แข็งค้างไปทันที
ภายใต้แสงไฟสว่างจ้า ใบหน้าของคนสองคนที่กำลังตกใจขึ้นสีแดงระเรื่อ ผู้ชายคนนั้นผมยุ่งหน่อย กระดุมเสื้อเชิ้ตหลุดหายไป 2 เม็ด ถ้าไม่ใช่เจียงอวี่ไป๋แล้วจะเป็นใครไปได้เล่า
ส่วนผู้หญิงที่เมื่อครู่นี้ยังถูกเขากอดแน่นอยู่ในอ้อมแขน ตอนนี้...กำลังลนลานจัดคอเสื้อที่ยับยู่ยี่ของตัวเองอยู่ หล่อนคือเจียงอวี่ หนิงไม่ใช่เหรอ ?
เสิ่นโหย่วซานสูดลมหายใจเฮือกใหญ่เข้าปอด รู้สึกถึงคลื่นความสะอิดสะเอียนที่บอกไม่ถูกพุ่งขึ้นมาจุกถึงลำคอ เมื่อครู่นี้เธอยังเชื่อคำพูดของหลิวเว่ยอยู่เลย แต่...ภาพตรงหน้ากลับเหมือนฝ่ามือที่ตบลงบนใบหน้าของเธออย่างแรง
สนิทสนม ? ปากแทบจะจูบกันอยู่แล้ว ! เจ้าของบ้านผู้ชายกับพี่เลี้ยงหญิงที่ไหนสนิทสนมกันถึงขั้นกอดจูบแบบนี้ หัวใจของเสิ่นโหย่วซานจมดิ่ง ความโกรธที่ปะปนกับความสงสารหลินเจี้ยนเสวี่ยพลันปะทุขึ้นมา
เธอนึกถึงเรื่องที่หลินเจี้ยนเสวี่ยพยายามวิ่งเต้นหางานให้เจียงอวี่ไป๋จนต้องขอความช่วยเหลือจากคนมากมาย ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปไม่น้อย แถมยังมาหาเธอเพื่อขอให้ช่วยพูดกับพ่อของเธออีก
แล้วผลลัพธ์ล่ะ ? เป็นแบบนี้เหรอ ? ใช้โอกาสได้งานดี ๆ ที่ภรรยาอุตส่าห์ลำบากวิ่งเต้นหาให้ พอหันหลังกลับก็แอบมีอะไรกับพี่เลี้ยงของตัวเองอย่างนั้นเหรอ ?
เป็นหมาป่าเนรคุณที่ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณจริง ๆ น่าขยะแขยง น่าขยะแขยงเกินไปแล้ว !