ตามรอยคนชั่ว
ตามรอยคนชั่ว
หลิวเว่ยเห็นเสิ่นโหย่วซานเดินออกมาด้วยท่าทางฉุนเฉียว สีหน้าดูแย่ยิ่งกว่าตอนที่เพิ่งเข้าไปเสียอีก จึงรีบเดินเข้าไปรับแล้วเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“โหย่วซาน หากุญแจเจอหรือยัง ? เธอเป็นอะไรไป ? ทำไมหน้าซีดขนาดนั้น ?”
เสิ่นโหย่วซานเป็นคนตรงไปตรงมา ตอนนี้...หน้าอกกำลังขยับขึ้นลงอย่างรุนแรง เมื่อนึกถึงภาพที่ชวนให้สะอิดสะเอียนที่เพิ่งเห็นมา ริมฝีปากของเธอก็สั่นระริกด้วยความโมโห
เธอกำลังจะเปิดปากพูด ทว่า...หางตากลับเหลือบไปเห็นเงาร่างของคนสองคนกำลังเดินออกมาจากประตูใหญ่ของโรงภาพยนตร์ บนใบหน้าของเจียงอวี่ไป๋ยังมีสีแดงระเรื่อที่ไม่จางหายดี ส่วนเจียงอวี่หนิงที่อยู่ข้าง ๆ ก็ก้มหน้าลงเล็กน้อย แต่...มุมปากกลับคล้ายมีรอยยิ้มบาง ๆ ประดับอยู่
ร่างทั้งร่างแทบจะไม่มีแรงยืนด้วยตัวเอง เอาแต่พิงแนบอยู่กับตัวของเจียงอวี่ไป๋ มือของทั้งสองคนยังกุมกันแน่นโดยไม่สนสายตาใคร เสิ่นโยว่ซานยื่นมือออกไปดึงหลิวเว่ยที่ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเข้าไปหลบมุม แล้วเอ่ยบอก
“อย่าส่งเสียงนะ” หลิวเว่ยตกใจกับการกระทำกะทันหันของเธอ เขามองตามสายตาของเธอไป จึงเห็นชายหญิงคู่หนึ่งเดินออกมา คิ้วเข้มก็ขมวดแน่น
เจียงอวี่ไป๋กับเจียงอวี่หนิงดูเหมือนจะไม่ทันสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวตรงมุม พวกเขากำลังคุยกันอย่างสนุกสนาน ก่อนจะเดินไปทางหัวถนนอีกฝั่งด้วยท่าทางสบาย ๆ ความสนิทสนมของทั้งคู่เมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คนดูสะดุดตาจนน่าหงุดหงิด
จนกระทั่งแผ่นหลังของคนทั้งสองกำลังจะหายไปตรงหัวมุมถนน เสิ่นโหย่วซานจึงค่อย ๆ ปล่อยมือที่กำแขนหลิวเว่ยอยู่ออก น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความสะอิดสะเอียนที่ไม่อาจกดเอาไว้ได้
“ไม่ถือเนื้อถือตัวอะไรกัน ? คนเป็นญาตกันไม่สนิทสนมขนาดนั้นหรอกนะคะ หลิวเว่ย ฉันจะบอกให้ นายคิดผิดแล้ว เรื่องมันไม่ได้เป็นอย่างที่นายคิดเลย เมื่อกี้ฉันกลับไปหากุญแจ ฉันเห็นกับตาว่าสองคนนั้นอยู่ตรงมุมแถวที่นั่งด้านหลังสุด กอดกันจูบกัน ถ้าไม่ใช่เพราะป้าทำความสะอาดเข้ามาเปิดไฟแล้วไล่พวกเขาออกมา ไม่รู้ว่าพวกเขาจะทำอะไรกันต่อ”
“หา ?!” หลิวเว่ยถึงกับนิ่งอึ้ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เขามองตามแผ่นหลังของชายหญิงคู่นั้นที่เดินจากไปไกลแล้วด้วยสายตาซับซ้อน ก่อนจะพึมพำออกมาว่า
“ดูไม่ออกจริง ๆ สามีของเสี่ยวเสวี่ย ภายนอกดูก็เป็นคนสุภาพสะอาดสะอ้าน แต่กลับออกมามีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนอื่นงั้นเหรอ ? แถมยังเป็นลูกพี่ลูกน้องของตัวเองอีก”
“ลูกพี่ลูกน้องอะไรกัน ?! ฉันว่าพวกเขาไม่ได้เป็นญาติกันจริง ๆ หรอก” เสิ่นโหย่วซานกระทืบเท้าด้วยความโมโห
“ฉันจะบ้าตายอยู่แล้ว โมโหจนจะตายอยู่แล้ว” ยิ่งคิดเธอก็ยิ่งโมโห โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงเรื่องที่ตัวเองเข้าไปช่วยจัดการเรื่องงานให้เจียงอวี่ไป๋ ความโกรธก็ยิ่งปะทุขึ้นอย่างรุนแรง
“เมื่อคืนฉันเพิ่งพูดเรื่องดี ๆ ของไอ้แซ่เจียงกับพ่อ ขอให้พ่อพิจารณารับเขาเข้าทำงานในโรงงานก่อน พ่อยังบอกอีกว่าจะเห็นแก่หน้าเสี่ยวเสวี่ยและจะลองพิจารณาดู ไม่ได้ ! ตอนนี้ฉันต้องกลับบ้านไปหาพ่อก่อน ต้องคุยเรื่องนี้กับพ่อให้ได้ ให้ยกเลิกโควตาของเขาไปซะ คนที่ทำผิดศีลธรรม มีปัญหาเรื่องความประพฤติแบบนี้ จะปล่อยให้เข้ามาทำงานในโรงงานของเราไม่ได้เด็ดขาด เดี๋ยวจะทำให้โรงงานของเราเสียชื่อเปล่า ๆ”
พูดจบ...เสิ่นโยว่ซานก็เตรียมตัวจะหันหลังเดินจากไป แต่...กลับถูกหลิวเว่ยห้ามไว้ซะก่อน
“เดี๋ยว ใจเย็น ๆ ก่อน” หลิวเว่ยมือไวตาไว รีบคว้าตัวเสิ่นโหย่วซานที่กำลังเดือดจัดเอาไว้
“ปล่อยฉันนะ !” เสิ่นโหย่วซานพยายามดิ้น
“ใจเย็น ๆ ฟังฉันก่อน” หลิวเว่ยเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เราเห็นกับตาก็จริง แต่เธอมีหลักฐานหรือเปล่า ? เมื่อกี้ในโรงมืดมาก ป้าทำความสะอาดอาจจะเห็นชัด แต่ป้ารู้ไหมว่าพวกเขาเป็นใคร ? ตอนนี้เธอรีบไปบอกพ่อ อาศัยแค่คำพูดฝ่ายเดียวของเธอ ถ้าพวกเขาปฏิเสธหัวชนฝา แถมกลับมาใส่ร้ายเธอ บอกว่าเธอใส่ร้ายป้ายสีทำลายชื่อเสียงของพวกเขา เธอจะทำยังไง ? ชื่อเสียงสำคัญแค่ไหนเธอไม่รู้หรือไง ? โดยเฉพาะผู้หญิง”
คำพูดของหลิวเว่ยเหมือนน้ำเย็นสาดลงบนศีรษะของเสิ่นโย่ว ซาน เธอถึงกับชะงักไป หลิวเว่ยพูดถูก เธอไม่มีหลักฐานเอาผิดพวกเขา เมื่อครู่นี้แม้ป้าทำความสะอาดจะด่าพวกเขาไป แต่...ป้าแกคงไม่รู้ว่าเจียงอวี่ไป๋กับเจียงอวี่หนิงเป็นใคร
ป้าแกไม่มีทางออกมายืนยันให้เธอแน่ หากเจียงอวี่ไป๋กับเจียงอวี่หนิงปฏิเสธหัวชนฝา เธอก็ทำอะไรพวกเขาไม่ได้จริง ๆ นั่นแหละ บางที...เรื่องอาจจะย้อนกลับมาสร้างปัญหาให้ตัวเธอเองเสียด้วยซ้ำ
เสิ่นโย่วซานกัดริมฝีปากแน่น มองไปทางที่ทั้งสองคนนั้นหายลับไปด้วยความไม่ยอมแพ้
“เราจะปล่อยเรื่องนี้ไปจริง ๆ เหรอ ?” ความโกรธก้อนหนึ่งอัดแน่นอยู่ในอก ระบายออกก็ไม่ได้กลืนก็กลืนไม่ลง ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดมาก เธอยกมือขึ้นขยี้ผมตัวเองด้วยความหงุดหงิด
“ตั๋วหนัง 2 ใบนี้เป็นเสี่ยวเสวี่ยที่ให้ฉันมา แบบนี้ก็เท่ากับว่าฉันติดบุญคุณเธออยู่น่ะสิ เดิมทีฉันคิดว่า ถ้าช่วยจัดการเรื่องงานให้สามีของเธอได้สำเร็จ ก็นับว่าได้ตอบแทนบุญคุณแล้ว แต่ตอนนี้ ตอนนี้ไม่เพียงแต่ช่วยอะไรไม่ได้ แถมยังมารู้ว่าสามีของเธอเป็นคนเลวแบบนี้อีก ถ้าฉันรู้เรื่องแล้วไม่ทำอะไรเลย หรือยืนดูไอ้แซ่เจียงคนนี้หลอกเธอต่อไป ฉันก็ไม่ต่างจากคนเลวเหมือนคนพวกนั้นสิ ฉันรู้สึกผิดต่อเสี่ยวเสวี่ยมาก ฉันรู้สึกผิดต่อเสี่ยวเสวี่ยจริง ๆ นะ”
หลิวเว่ยเงียบไปครู่หนึ่ง มองเสิ่นโย่วซานที่ทั้งสับสนทั้งโกรธจัด ก่อนจะขบคิดอะไรบางอย่างแล้วพูดว่า
“ตอนนี้อย่าเพิ่งทำอะไรเลยนะ พวกเราตามไปดูก่อน ไปดูว่าตกลงแล้วสองคนนั้นไปที่ไหนกันแน่”
เสิ่นโย่วซานชะงักไป แล้วมองตามสายตาของหลิวเว่ยไป ฝั่งตรงข้ามถนนพอดีมีบ้านพักรับรองอยู่ และทิศทางที่เจียงอวี่ไป๋กับเจียงอวี่หนิงกำลังเดินไปนั้น ไม่ผิดแน่ พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปที่บ้านพักรับรองแห่งนั้น
“พวกเขา...” หัวใจของเสิ่นโย่วซานพลันกระตุกวูบ หลิวเว่ย ดึงเธอไป ทั้งสองรีบหลบอยู่ด้านหลังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ใช้เงาของต้นไม้ที่หนาทึบบดบังเงาตัวเองเอาไว้
แล้วก็เป็นอย่างที่คิด พวกเขาเห็นเจียงอวี่ไป๋จับมือเจียงอวี่ หนิงเดินตรงไปที่บ้านพักรับรอง
“สารเลวเอ๊ย !” เสิ่นโย่วซานแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
“พวกเขาถึงขั้นไปเปิดห้องกันเลยเหรอ ?!”
“เดี๋ยวนะ พวกเขาเอาจดหมายแนะนำมาจากไหน ?!” เสิ่นโย่วซานเพิ่งนึกถึงประเด็นสำคัญนี้ขึ้นมาได้ คิ้วโก่งสวยขมวดแน่นด้วยความสงสัย
ในยุคนี้ การเข้าพักในโรงแรมหรือบ้านพักรับรองต้องมีจดหมายแนะนำตัวจากหน่วยงานต้นสังกัดหรือคณะกรรมการชุมชน ไม่ใช่ว่าใครอยากเข้าพักก็เข้าพักได้
เรื่องงานของเจียงอวี่ไป๋ยังจัดการไม่เรียบร้อย ส่วนเจียงอวี่ หนิงก็เป็นคนที่มาจากต่างจังหวัด แล้วพวกเขาไปหาจดหมายแนะนำตัวจากไหนกัน ?
หลิวเว่ยยกมือขึ้นดูนาฬิกาข้อมือ หลังจากดูหนังจบ ตอนนี้เพิ่งบ่ายโมงครึ่งเท่านั้น เขาวิเคราะห์อย่างใจเย็นว่า
“สองคนนี้เข้าไปข้างในแล้ว กว่าจะออกมาคงอีกนาน เธอรีบไปหาพ่อของเธอ เอาเรื่องที่เราเห็นวันนี้ไปเล่าให้พ่อเธอฟัง รวมถึงเรื่องที่พวกเขากอดกันตรงมุมโรงหนัง แล้วก็เรื่องที่ตอนนี้พวกเขาจับมือกันเข้าไปในบ้านพักรับรองด้วย ประเด็นสำคัญคือต้องย้ำว่าเจียงอวี่ไป๋คนนี้มีปัญหาเรื่องความประพฤติ พฤติกรรมไม่เหมาะสมอย่างร้ายแรง ศีลธรรมเสื่อมเสีย คนแบบนี้จะปล่อยให้เข้ามาทำงานในหน่วยงานรัฐอย่างโรงงานเหล็กไม่ได้เด็ดขาด อย่างแรกจัดการเรื่องงานของเขาให้พังพินาศไปก่อน เรื่องอื่นแล้วค่อยว่ากัน”