วิกฤตมาเยือน
วิกฤตมาเยือน
ช่วงบ่าย...เสียงเปียโนไพเราะลื่นหูดังออกมาจากห้องนั่งเล่น หลินเจี้ยนเสวี่ยกำลังฝึกเพลงเตรียมการแสดงอยู่ ครู่นั้น...จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
ปลายนิ้วของหลินเจี้ยนเสวี่ยชะงักไป เสียงเปียโนหยุดลงทันที เธอเอียงหูฟังเล็กน้อย ก่อนจะตะโกนเรียก
“ป้าต่ง รบกวนป้าไปเปิดประตูให้หน่อย” เสียงจานชามกระทบกันเบา ๆ ดังมาจากในครัว ต่งไฉเซี่ยที่กำลังสวมผ้ากันเปื้อนขานรับคำหนึ่ง รีบเช็ดคราบน้ำบนมือกับผ้ากันเปื้อน แล้วเดินออกมาเปิดประตู ก่อนจะปลดกลอนออกตามความเคยชิน
ในใจของแกยังพึมพำอยู่เลยว่า ใครมานะ ? หรือว่า...ลูกชายแกจะกลับมาแล้ว ? แต่...ทันทีที่ประตูเปิดออก รอยยิ้มบนใบหน้าของต่งไฉเซี่ยก็แข็งค้าง ร่างทั้งร่างเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่ ก่อนจะสูดลมหายใจเย็นเข้าไปเฮือกหนึ่ง
เพราะมีคนกลุ่มใหญ่ยืนอยู่เต็มไปหมด คนที่ยืนอยู่หน้าสุดเป็นชายวัยกลางคนสวมเสื้อคอจีนแบบเจ้าหน้าที่ สวมแว่นกรอบดำ ใบหน้าเคร่งขรึม มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ด้านหลังเขายังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจหนุ่มอีกสองคนในเครื่องแบบเรียบร้อยตามมาด้วย
ข้าง ๆ พวกเขายังมีชายหญิงวัยหนุ่มสาวคู่หนึ่งยืนอยู่ด้วย ผู้หญิงคนนั้นก็เสิ่นโย่วซานที่เพิ่งมาบ้านเมื่อไม่กี่วันก่อน กำลังฉีกยิ้มสดใสและถือของฝากอยู่ในมือ ส่วนผู้ชายนั้นดูไม่คุ้นหน้าเท่าไร สถานการณ์แบบนี้ ต่งไฉเซี่ยใช้ชีวิตมาครึ่งค่อนชีวิต เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เสียที่ไหน ? ตำรวจในเครื่องแบบตั้ง 2 คน ! แกพลันตกใจวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง
“เจี้ยน เจี้ยนเสวี่ย” น้ำเสียงของต่งไฉเซี่ยสั่นเครือเกือบจะพูดไม่เป็นภาษาคน ใบหน้าซีดเผือด ขยับถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ในหัวมีเพียงความคิดเดียว หรือว่า...เกิดเรื่องกับตระกูลหลิน ? ขออย่าเกี่ยวกับแกแล้วก็ลูกชายเป็นพอ
หลินเจี้ยนเสวี่ยได้ยินความตื่นตระหนกในน้ำเสียงของต่งไฉเซี่ยก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ เธอปิดฝาเปียโน จัดชายเสื้อให้เรียบร้อยแล้วรีบเดินออกมา
เมื่อเห็นสถานการณ์หน้าประตู แม้เธอจะมีชีวิตมาถึงสองชาติแล้ว แต่...ในใจก็ยังอดสะดุ้งไม่ได้ เธอเหลือบมองคู่สามีภรรยาหนุ่มสาวที่ยืนอยู่ข้างเสิ่นเหวยหมิน แล้วก็เข้าใจเรื่องราวได้ทันที
“พ่อคะ แม่คะ” หลินเจี้ยนเสวี่ยตะโกนเรียกไปทางห้องของพ่อกับแม่
เดิมที...หลินเยว่เฟิงกับหลินอู่กำลังงีบกลางวันอยู่ พอได้ยินเสียงลูกสาวปลุกดังมาจากข้างนอก ทั้งสองก็รีบสวมเสื้อคลุมกับรองเท้าแตะแล้วเดินออกมาจากห้องนอนทันที บนใบหน้ายังมีความงัวเงียติดอยู่
“เกิดอะไรขึ้น ? เสียงดังอะไรกัน ?” หลินเยว่เฟิงติดกระดุมเสื้อเชิ้ตไปด้วยพลางมองไปทางประตูไปด้วย แต่...เมื่อเห็นชายวัยกลางคนสวมแว่นที่ยืนอยู่ตรงหน้า สีหน้าของเขาก็ยิ่งเต็มไปด้วยความงุนงง
“เหล่าเสิ่น ? ไม่สิ หัวหน้าเสิ่น เกิดอะไรขึ้น ? แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจสองคนนี้คือ...?”
เขามองเสิ่นเหวยหมินก่อนจะมองตำรวจที่มีสีหน้าจริงจังอยู่ข้างหลัง
เสิ่นเหวยหมินคือพ่อของเสิ่นโย่วซาน ซึ่ง...เป็นหัวหน้าคณะกรรมการตรวจสอบวินัยของโรงงานเหล็ก ตอนนี้...บนใบหน้าของเขาไม่มีรอยยิ้มแม้แต่น้อย มีเพียงความเคร่งขรึมแบบเวลาปฏิบัติหน้าที่
เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว สายตากวาดผ่านใบหน้าของหลินเยว่เฟิงและหลินอู่ ก่อนจะหยุดที่หลินเจี้ยนเสวี่ยซึ่งกำลังมีสีหน้างุนงงอยู่เช่นกัน
“เหล่าหลิน เมื่อไม่กี่วันก่อนนายมาขอให้ฉันช่วยจัดการเรื่องงานให้เจียงอวี่ไป๋ลูกเขยนายเข้าทำงานที่โรงงานเหล็กของเราใช่ไหม ? ฉันเห็นแก่หน้าเสี่ยวเสวี่ย แล้วก็เห็นว่าเจ้าหนุ่มคนนี้คุณสมบัติไม่เลว เมื่อคืนฉันจึงประทับตราอนุมัติให้เขาเข้าทำงานในโรงงานแล้ว”
เมื่อได้ยินอย่างนั้น หลินเยว่เฟิงกับหลินอู่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก พวกเขาคิดว่าเป็นข่าวดี แต่...เสิ่นเหวยหมินกลับเปลี่ยนน้ำเสียงทันที น้ำเสียงเคร่งขรึมขึ้นกว่าเดิม
“แต่ตราประทับของฉันเพิ่งประทับลงไปได้ไม่นานก็ได้รับจดหมายร้องเรียนแล้ว มีคนส่งจดหมายร้องเรียนโดยระบุชื่อโดยตรงว่าเจียงอวี่ไป๋ลูกเขยของนายมีปัญหาเรื่องความประพฤติอย่างร้ายแรง”
“อะไรนะ ?!” หลินเยว่เฟิงกับหลินอู่ร้องออกมาพร้อมกันด้วยความตกใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ปัญหาเรื่องความประพฤติ ? ในยุคนี้ เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สามารถทำลายอนาคตของคนคนหนึ่งได้เลย อย่างเจียงอวี่ไป๋ดูภายนอกก็เป็นคนซื่อ ๆ เรียบร้อยดีไม่ใช่เหรอ ?
ต่งไฉเซี่ยที่ยืนอยู่ข้างประตูเมื่อได้ยินคำว่ามีปัญหาเรื่องความประพฤติก็รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพังทลายลง น่องสั่นเทา แผ่นหลังชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น แกฝืนยืนไม่ให้ล้มลงไปกองกับพื้น แต่...หูกลับตั้งใจฟังคำพูดต่อไปของเสิ่นเหวยหมินด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
เสิ่นเหวยหมินไม่ได้สนใจความตกใจของคนตระกูลหลิน เขาพูดต่อว่า
“เหล่าหลิน นายก็รู้ว่าโรงงานเหล็กของเราเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่สำคัญ ข้อกำหนดเรื่องความคิดและความประพฤติของพนักงานนั้นเข้มงวดมาโดยตลอด ในฐานะหัวหน้าคณะกรรมการตรวจสอบวินัย ฉันมีหน้าที่ตรวจสอบประวัติของสหายทุกคนที่กำลังจะเข้ารับตำแหน่งอย่างเคร่งครัด เราไม่มีทางปล่อยให้คนที่ศีลธรรมเสื่อมเสียหรือมีปัญหาเรื่องความประพฤติแอบเข้ามาอยู่ในหน่วยงานของเราได้”
“หลังจากได้รับจดหมายร้องเรียน พวกเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เมื่อพิจารณาถึงความร้ายแรงของเรื่องแล้ว ฉันจึงรายงานสถานการณ์ไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ วันนี้ที่มาที่นี่ก็เพื่อร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นเกี่ยวกับปัญหาเรื่องความประพฤติของสหายเจียงอวี่ไป๋ที่ระบุไว้ในจดหมายร้องเรียน”
“ดังนั้น ฉันหวังว่านาย รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องซึ่งอาศัยอยู่ที่นี่ จะให้ความร่วมมือกับการตรวจสอบอย่างเต็มที่ แน่นอนว่า หากตรวจสอบแล้วพิสูจน์ได้ว่านี่เป็นเพียงความเข้าใจผิด เป็นการร้องเรียนที่ไม่เป็นความจริง ก็จะดีมาก เรื่องการเข้าทำงานในโรงงานก็ยังสามารถดำเนินการตามเดิมได้ แต่ถ้าเรื่องที่ถูกร้องเรียนเป็นความจริง...” น้ำเสียงของเสิ่นเหวยหมินพลันหนักแน่นกว่าเดิมดังขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นเรื่องนี้ก็ไม่ใช่แค่ปัญหาว่าจะสามารถเข้าทำงานในโรงงานได้หรือไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ลักษณะของเรื่องเปลี่ยนไปแล้ว และจะต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามระเบียบ”
หลินเยว่เฟิงกับหลินอู่ได้ยินอย่างนั้นแล้วหัวใจก็พลันเต้นแรงรัวเร็ว มือเท้าเย็นเฉียบ ทั้งสองมองหน้ากัน และชั่วขณะหนึ่งก็ไม่มีใครพูดอะไร
พวกเขาคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าอยู่ดี ๆ ทำไมถึงมีคนร้องเรียนเรื่องความประพฤติของลูกเขยขึ้นมา
ต่งไฉเซี่ยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เมื่อได้ยินคำว่าปัญหาเรื่องความประพฤติ ร้องเรียนและเจ้าหน้าที่ตำรวจก็รู้สึกราวกับตัวเองตกลงไปในหลุมน้ำแข็งไปแล้ว สีหน้าของแกยิ่งดูแย่กว่าเมื่อครู่นี้เสียอีก เหงื่อเย็นเม็ดเล็ก ๆ ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก ร่างกายสั่นเทาไม่หยุด
จบเห่แล้ว ! หัวใจของแกหล่นลงไปกองกับพื้น ก่อนจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ต้องเป็นเรื่องของเจียงอวี่ไป๋กับเจียงอวี่หนิงแน่ ๆ เรื่องถูกเปิดโปงจนได้
ปกติ...เวลาสองคนนั้นอยู่บ้านแอบส่งสายตาหวานให้กันตลอด แกเห็นหมดแล้ว ยิ่งตอนลับตาคนก็ยิ่งไม่รู้จักหักห้ามใจตัวเอง ไม่รู้จักระวังตัวเอาเสียเลย
แกเตือนพวกเขาไปกี่ครั้งแล้วก็ไม่รู้ บอกให้ระวังตัวให้มาก โดยเฉพาะเวลาที่อยู่นอกบ้าน แต่...พวกเขาก็ไม่ยอมฟัง ตอนนี้...เป็นยังไงล่ะ ? ถูกคนจับจุดอ่อนจนได้ แถมยังส่งเรื่องตรงไปถึงหัวหน้าโรงงานและตำรวจอีก