LNCrawler

เล่นละครตบตา

ยุค 70 เกิดใหม่ครานี้ฉันจะร้ายให้สุด — novel.dek d.com · All chapters

เล่นละครตบตา

สายตาของต่งไฉเซี่ยเลื่อนไปตามสัญชาตญาณผ่านหลินเยว่เฟิง หลินอู่ และหลินเจี้ยนเสวี่ย เมื่อเห็นว่านอกจากความตกใจและความไม่เข้าใจแล้ว บนใบหน้าของทั้งสามคนไม่มีความผิดปกติแม้แต่น้อย

ความคิดที่ว่า คนตระกูลหลินเป็นคนร้องเรียนในใจก็ถูกแกกดลงไปอีกครั้ง น่าจะ...น่าจะไม่ใช่พวกเขา ดูจากท่าทางของพวกเขาแล้วก็ไม่เหมือนคนที่รู้อะไรเลยจริง ๆ แต่...ถ้าไม่ใช่คนตระกูลหลิน แล้วจะเป็นใครล่ะ ?

ยิ่งคิด...ต่งไฉเซี่ยก็ยิ่งกลัว รู้สึกเหมือนฟ้าดินกำลังหมุนคว้าง แทบยืนไม่อยู่ ในขณะที่แกกำลังหวาดผวาและกระวนกระวายใจอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงใส ๆ ดังขึ้น

“คุณอาเสิ่น” หลินเจี้ยนเสวี่ยก้าวขึ้นมาหนึ่งก้าว ยืนขวางอยู่ตรงหน้าพ่อแม่ สายตาสงบนิ่งสบเข้ากับสายตาเคร่งขรึมของเสิ่นเหวยหมิน น้ำเสียงของเธอไม่ได้ดังมาก แต่...กลับฟังชัดน่าแปลก

“เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าคะ ? หนูเชื่อมั่นในตัวของอวี่ไป๋ค่ะ ถึงเขาจะยังหนุ่ม แต่เขาก็รู้จักวางตัว รู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร และไม่มีทางทำเรื่องที่ผิดต่อประเทศ ผิดต่อองค์กร หรือผิดต่อครอบครัวอย่างแน่นอนค่ะ เขาเป็นสามีของหนู หนูเข้าใจเขาที่สุด หนูยินดีให้ความร่วมมือกับการสอบสวนทุกอย่างของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หนูเชื่อว่าองค์กรและกฎหมายจะคืนความบริสุทธิ์ให้กับอวี่ไป๋ค่ะ จะไม่ปล่อยให้คนที่มีเจตนาร้ายใส่ร้ายเยาวชนคนหนึ่งที่เป็นคนตรงไปตรงมาและมีความมุ่งมั่นได้อย่างแน่นอนค่ะ”

คำพูดเหล่านี้เต็มไปด้วยความจริงใจ น้ำเสียงหนักแน่นชัดเจน หลินเยว่เฟิงกับหลินอู่ฟังแล้วก็พยักหน้าไม่หยุด เมื่อเห็นลูกสาวปกป้องสามีเช่นนี้ ในใจก็รู้สึกวางใจ และมีความเชื่อมั่นในตัวลูกเขยเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน

ทว่า...เสิ่นโย่วซานที่ยืนอยู่ด้านหลังเสิ่นเหวยหมิน เมื่อได้ยินคำพูดของหลินเจี้ยนเสวี่ย สายตาที่มองเธอกลับเต็มไปด้วยความสงสารที่ซับซ้อนจนบอกไม่ถูก เสี่ยวเสวี่ยน่าสงสารจริง ๆ

เสิ่นโย่วซานถอนหายใจแรง เธอยังยืนอยู่ตรงนี้ด้วยความจริงใจ ปกป้องสามีและแก้ต่างให้เขาอยู่เลย จะไปรู้ได้อย่างไรว่าสามีแสนดีของเธอ ตอนนี้...กำลังอยู่กับลูกพี่ลูกน้องสาวแสนดีของเขาในบ้านพักรับรอง แล้วทำเรื่องที่ไม่ควรทำกันอยู่ ความเชื่อใจครั้งนี้ สุดท้าย...ก็เชื่อใจผิดคนแล้ว

ส่วนต่งไฉเซี่ยที่แทบจะทรุดลงกับพื้น เมื่อได้ยินคำพูดที่ออกมาจากใจของหลินเจี้ยนเสวี่ยก็รู้สึกว่าตรงหน้ามืดลงอีกครั้ง แทบหายใจไม่ออก และเกือบจะเป็นลมไปแล้ว

ให้ตายเถอะ ! นังเด็กนี่โง่จริงหรือแกล้งโง่กันแน่ ? นั่งเด็กนี่กำลังผลักเรื่องให้เดินไปจนสุดทางเลยนะ ยังจะรับประกันอีก ยังจะให้ความร่วมมือในการสอบสวนอีก ? นังเด็กนี่เสียสติไปแล้วเหรอ ?

ถ้าสอบสวนเรื่องนี้จริง ๆ เรื่องอื้อฉาวของเจี่ยงอวี่ไป๋กับเจียงอวี่หนิงก็จะถูกเปิดโปง ถึงตอนนั้น ถึงตอนนั้น ต่งไฉเซี่ยร้อนใจรู้สึกเจ็บปวดหัวใจมาก แต่...ในสถานการณ์แบบนี้ แกก็ไม่กล้าเอ่ยปากห้ามหลินเจี้ยนเสวี่ย ทำได้เพียงกัดริมฝีปากตัวเองแน่น จึงพอควบคุมตัวเองไม่ให้หลุดกรีดร้องออกมาได้

หลังจากฟังคำพูดของหลินเจี้ยนเสวี่ยแล้ว สีหน้าของเสิ่นเหวยหมินยังคงเรียบนิ่งไม่ได้แสดงสีหน้าใด ๆ ออกมา เขาดันกรอบแว่นบนสันจมูก แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

“ความรู้สึกของหนู อาเข้าใจได้ แต่จดหมายร้องเรียนฉบับนี้ระบุเรื่องไว้ชัดเจน อีกทั้งยังเป็นการร้องเรียนโดยระบุชื่อโดยตรง พวกเราจำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง คณะกรรมการตรวจสอบวินัยและเจ้าหน้าที่ตำรวจของเราทำงานโดยให้ความสำคัญกับหลักฐานเป็นอันดับแรก จะไม่ใส่ร้ายคนดี และก็จะไม่ปล่อยคนเลวไปเด็ดขาด”

สายตาของเขาเลื่อนไปมองหลินเยว่เฟิงกับหลินอู่ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า

“เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับเบาะแสบางอย่างแล้ว และกำลังเตรียมไปหาเจ้าตัวเพื่อสอบถามสถานการณ์ เรื่องนี้สำคัญมากและจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากครอบครัวด้วย ดังนั้นพวกคุณก็รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วไปกับพวกเราเถอะ รอจนหาเจ้าตัวพบ แล้วให้ทั้งสองฝ่ายคุยกัน เรื่องราวก็จะกระจ่างเอง”

“ไปกับพวกคุณ ?” หลินเยว่เฟิงกับหลินอู่มองหน้ากันอีกครั้ง ในแววตาของทั้งคู่เต็มไปด้วยความหวั่นใจ

ฟังจากน้ำเสียงของหัวหน้าเสิ่นแล้ว ดูไม่เหมือนเรื่องที่ไม่มีมูลเลย หรือว่า...เจียงอวี่ไป๋จะมีผู้หญิงคนอื่นจริง ๆ ? แต่...เรื่องนี้จะเป็นไปได้ยังไง ?

หลินอู่แอบคิดในใจ ปกติ...เวลาอยู่บ้าน เจียงอวี่ไป๋ก็ต้องทำกับข้าว ไม่ก็เลี้ยงลูกให้เธอ กลางวันยังต้องไปช่วยหลินเยว่เฟิงทำงานที่โรงงานเหล็กอีก เหนื่อยสายตัวแทบขาด แล้วเขาจะเอาเวลาไหนไปทำเรื่องเหลวไหลพวกนี้ล่ะ ?

ความประทับใจที่หลินอู่มีต่อลูกเขยคนนี้มาตลอดนั้นดีมาก ขยัน ซื่อสัตย์ ถึงครอบครัวจะมีฐานะด้อยกว่า แต่...เรื่องนิสัยถือว่าผ่านเกณฑ์ เธอไม่อยากเชื่อจริง ๆ ว่าลูกเขยจะทำเรื่องผิดศีลธรรมทำให้ครอบครัวหลินเสื่อมเสียชื่อเสียงแบบนี้

“หัวหน้าเสิ่น หรือว่าเรื่องนี้จะเป็นการเข้าใจผิดคะ ? อวี่ไป๋ของเราถึงบางครั้งจะดูทึ่ม ๆ ไปบ้าง แต่เวลาทำงานเขาจริงจังและลงมือทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเสมอนะคะ ทั้งยังจริงใจกับคนอื่น เขาไม่น่าจะทำเรื่องที่ผิดกฎหมายหรือผิดระเบียบแบบนั้นหรอกค่ะ”

เสิ่นเหวยหมินมองหลินอู่แวบหนึ่ง สีหน้าของเขาไม่ได้ผ่อนคลายลงเลย เขาถามกลับด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งว่า

“หลินอู่ ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เธอรู้ไหมว่าเจียงอวี่ไป๋อยู่ที่ไหน ?” เจียงอวี่ไป๋อยู่ที่ไหนงั้นเหรอ ? หลินอู่หันไปมองลูกสาวของตัวเอง ก่อนจะตอบกลับไปว่า

“วันนี้วันเสาร์ เขาพาอวี่หนิงลูกพี่ลูกน้องที่มาจากบ้านเกิดออกไปเที่ยวชมเมืองน่ะ”

พูดไปได้ครึ่งหนึ่ง หลินอู่ก็เหมือนจะนึกถึงประเด็นสำคัญบางอย่างขึ้นมาได้ จึงตบต้นขาตัวเองดังเพียะ แล้วเอ่ยต่อว่า

“โอ๊ย ~ หัวหน้าเสิ่น หรือว่ามีคนเห็นสองคนนั้นเดินอยู่ด้วยกันบนถนนก็เลยเข้าใจผิดคิดว่าอวี่ไป๋มีความสัมพันธ์ไม่ชัดเจนกับผู้หญิงคนอื่น ?” ยิ่งพูด...หลินอู่ก็ยิ่งรู้สึกว่าเหตุผลนี้สมเหตุสมผลมาก

“ไม่ใช่อย่างที่พวกคุณคิดหรอกค่ะ เด็กผู้หญิงคนนั้นชื่อเจียงอวี่หนิง เป็นลูกพี่ลูกน้องแท้ ๆ ของอวี่ไป๋ที่มาจากบ้านเกิด เป็นญาติกันจริง ๆ เรื่องนี้ต้องเป็นความเข้าใจผิดแน่ ๆ เป็นความเข้าใจผิดครั้งใหญ่เลยล่ะค่ะ”

หลินเจี้ยนเสวี่ยเองก็ก้าวขึ้นมาหนึ่งก้าวในจังหวะนั้น แล้วมายืนข้างแม่ พลางพูดคล้อยตามว่า

“ใช่ค่ะอาเสิ่น คนที่ร้องเรียนต้องเข้าใจผิดแน่ ๆ ค่ะ แม่หนูเพิ่งคลอด ร่างกายยังไม่ฟื้นตัวดี งานในบ้านก็ยุ่งแทบทำไม่ไหว เราถึงได้ให้อวี่ไป๋ไปรับลูกพี่ลูกน้องจากบ้านเกิดมาช่วยงานค่ะ หลังจากน้องอวี่หนิงมาถึง เธอยังไม่ได้พักเลยแม้แต่วันเดียว กลางวันช่วยดูเสี่ยวหู่ กลางคืนก็ยังช่วยทำงานบ้านอีก เมืองหลวงก็กว้างใหญ่ เธอเองก็ไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน วันนี้หนูเห็นว่าอากาศดี คิดว่าเธอเป็นเด็กผู้หญิงที่นาน ๆ จะได้ขึ้นมาเมืองหลวงสักครั้ง จะให้อยู่แต่ในบ้านทุกวันก็คงไม่ได้ หนูเลยบอกให้อวี่ไป๋พาเธอออกไปเที่ยว ซื้อของที่เด็กผู้หญิงชอบให้เธอบ้าง ถือว่าให้เธอได้พักผ่อนสักวันค่ะ พวกเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกันจริง ๆ เป็นญาติกันค่ะ อาเสิ่น อาต้องตรวจสอบให้ชัดเจนนะคะ จะปล่อยให้คนที่มีเจตนาร้ายเพียงเพราะเห็นพวกเขาเดินด้วยกันแล้วกล่าวหาอวี่ไป๋ตามอำเภอใจไม่ได้นะคะ”

หลินเยว่เฟิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ฟังแล้วก็รู้สึกว่าลูกสาวกับภรรยาพูดมีเหตุผล ต้องมีคนอิจฉางานดี ๆ ของลูกเขยในโรงงานเหล็กแล้วจงใจปล่อยข่าวลือสร้างเรื่องแน่ ๆ

เสิ่นเหวยหมินยืนนิ่งฟังคำพูดของหลินเจี้ยนเสวี่ยจนจบ ใบหน้ายังคงจริงจังเหมือนเดิม เขามองคนตระกูลหลิน โดยเฉพาะหลินเจี้ยนเสวี่ยที่ยังคงมีสีหน้าจริงใจและพยายามปกป้องแก้ต่างให้สามีอย่างเต็มที่ ในใจก็อดรู้สึกสงสารไม่ได้

ช่างเป็นเด็กสาวที่น่าสงสารจริง ๆ ถูกหลอกโดยไม่รู้ตัวแล้วยังมาปกป้องสองพี่น้องคู่นั้นอีก ถ้าเป็นเพียงญาติที่ไปมาหาสู่กันตามปกติ เรื่องนี้ก็คงเป็นแค่เรื่องเล็กที่ทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ

แต่...ในหัวของเสิ่นเหวยหมินพลันปรากฏภาพเสิ่นโย่วซาน ลูกสาวของเขาที่เมื่อครู่รีบร้อนมาหาเขาด้วยสีหน้าที่ทั้งโกรธทั้งร้อนใจ รวมถึงคำพูดที่ออกจากปากของเธอด้วย

“พ่อ ! หนูกับหลิวเว่ยเห็นกับตา ในโรงหนังไอ้เจียงอวี่ไป๋นั่นกอดรัดคลอเคลียกับพี่เลี้ยงของตัวเอง แอบจูบกันด้วย หลังจากนั้นพวกเราก็จับตาดูแล้วเดินตามไป ปรากฏว่าพวกเราเห็นสองคนนั้นจูงมือกันไปที่บ้านพักรับรองซีตันค่ะ สองคนนั้นไปเปิดห้อง พ่อ สองคนนั้นเปิดห้องกันแล้ว สองคนนั้นแอบสวมเขาให้เสี่ยวเสวี่ยนะพ่อ”

พอนึกถึงตรงนี้ เสิ่นเหวยหมินก็รู้สึกเย็นวาบไปทั่วแผ่นหลัง ขณะเดียวกันก็รู้สึกโชคดีอยู่ลึก ๆ ยังดี...ยังดีที่เมื่อคืนเขาเพิ่งประทับตราในเอกสารรับสมัครฉบับนั้น วันนี้เป็นวันเสาร์ เอกสารจึงยังไม่ทันส่งขึ้นไปเบื้องบน

ไม่อย่างนั้น หากปัญหาเรื่องความประพฤติของเจียงอวี่ไป๋ถูกเปิดโปงออกมาทั้งหมด เขาคนที่เป็นผู้นำซึ่งลงมติลงนามและประทับตราแนะนำด้วยตัวเองตั้งแต่แรก ย่อมไม่มีทางหนีความผิดไปได้ ยังไงก็ต้องได้รับผลกระทบไปด้วย และอาจนำปัญหามาสู่ตัวเองได้ น่ากลังจริง ๆ เลย