รอยยิ้มอาบยาพิษ
รอยยิ้มอาบยาพิษ
เสิ่นเหวยหมินส่งเสียงไอเบา ๆ สายตาของทุกคนพลันหันมาจับจ้องที่เขากันหมด
“เอาละ ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว” สายตาของเขากวาดผ่านหลินเจี้ยนเสวี่ย หลินอู่และหลินเยว่เฟิง ก่อนจะหยุดลงที่หลินเยว่เฟิงในที่สุด
“เหล่าหลิน หลินอู่ รวมถึงเสี่ยวเสวี่ยด้วย รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ แล้วรีบตามพวกเราไป เรื่องนี้ ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุป หากเป็นอย่างที่ทุกคนพูดจริง ๆ เป็นเพียงความเข้าใจผิด ก็จะเป็นเรื่องดี พวกเราจะรีบตรวจสอบความจริงให้กระจ่าง และจะคืนความบริสุทธิ์ให้เจียงอวี่ไป๋แน่นอน”
“แต่หากเรื่องที่ร้องเรียนเป็นเรื่องจริง เจียงอวี่ไป๋มีปัญหาเรื่องความประพฤติร้ายแรงจริง ๆ เช่นนั้นก็ไม่ใช่แค่เรื่องเข้าใจผิดธรรมดาแล้ว ลักษณะของเรื่องร้ายแรงมาก พวกเราไม่มีทางปล่อยผ่านเด็ดขาด ทุกอย่างจะส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามระเบียบอย่างเคร่งครัด”
พูดจบ...เสิ่นเหวยหมินก็ไม่เปิดโอกาสให้คนตระกูลหลินได้โต้แย้งอีก เขาพยักหน้าเบา ๆ ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายที่อยู่ด้านหลัง จากนั้น...ก็โบกมือส่งสัญญาณ
“ไปกันเถอะ ลงไปรอข้างล่างก่อน”
“โย่วซาน เรื่องนี้...” พอเสิ่นเหวยหมินเดินออกไป หลินเจี้ยนเสวี่ยก็รีบเดินมาหาเสิ่นโย่วซานทันที เธอยื่นมือไปคว้าแขนเรียวของเสิ่นโย่วซานไว้ คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น ดวงตาใสเต็มไปด้วยความสงสัย
“โย่วซาน พ่อเธอเป็นอะไรไป ? ทำไมจู่ ๆ ถึงพาตำรวจมาที่บ้านฉันล่ะ ? แล้วยังพูด พูดว่าอวี้ไป๋เขา...”
เสิ่นโย่วซานนิ่งไปครู่หนึ่ง ตอนนี้...เธอไม่รู้จะพูดกับหลินเจี้ยนเสวี่ยยังไงจริง ๆ จะให้บอกหลินเจี้ยนเสวี่ยว่าคนที่ร้องเรียนกับพ่อของเธอนั้นก็คือตัวเธอเองอย่างนั้นเหรอ ? ไม่ได้หรอก
เมื่อมองจากท่าทางที่หลินเจี้ยนเสวี่ยเพิ่งปกป้องเจียงอวี่ไป๋และโต้แย้งอย่างมีเหตุผลเมื่อครู่นี้ ก็เห็นได้ชัดว่าหลินเจี้ยนเสวี่ยนั้นรักเจียงอวี่ไป๋มากแค่ไหน ถ้าการร้องเรียนของเธอทำให้ชีวิตคู่ของทั้งสองคนพังลงจริง ๆ หลินเจี้ยนเสวี่ยจะเกลียดเธอหรือเปล่านะ ?
แต่...ถ้าไม่พูด และไม่เปิดโปงเรื่องนี้ตอนนี้ รอจนเอกสารรับสมัครงานที่พ่อของเธอประทับตราอย่างเป็นทางการถูกส่งขึ้นไป แล้วหลังจากนั้นเรื่องของเจียงอวี่ไป๋กับเจียงอวี่หนิงถูกเปิดโปง คนที่จะได้รับผลกระทบและเดือดร้อนไปด้วยก็คือพ่อของเธอ
“เฮ้อ ~ ” เสิ่นโย่วซานถอนหายใจยาว พลางโบกมือแล้วพูดกับหลินเจี้ยนเสวี่ยว่า
“เสี่ยวเสวี่ย เธออย่าเพิ่งถามเลย รีบเข้าไปเปลี่ยนเสื้อคลุมหนา ๆ ก่อน พ่อฉันกับคนอื่น ๆ ยังรออยู่ข้างล่าง รีบไปเถอะ”
“มีอะไรค่อยไปคุยกันตอนถึงที่นั่นก็ยังไม่สาย รีบไปเถอะ อย่าปล่อยให้ทุกคนต้องรอ”
หลินเจี้ยนเสวี่ยเหมือนยังอยากถามอะไรต่อ แต่...หลินอู่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ได้สติกลับมา สีหน้าของเธอยังคงเคร่งเครียด เธอเดินเข้าไปดึงแขนลูกสาวเบา ๆ แล้วเอ่ยว่า
“เสี่ยวเสวี่ย ทำตามที่โย่วซานบอกเถอะ รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะลูก อย่าปล่อยให้ทุกคนต้องรอ นิสัยทำงานแบบจริงจังของอาเสิ่นเขาน่ะ ถ้าปล่อยให้รอนานไม่ดีแน่ พวกเรารีบไปกับเขาก่อน ไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แล้วค่อยคุยกันอีกที”
ตอนนี้...หลินอู่เองก็สับสนวุ่นวายไปหมด เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเรื่องถึงกลายเป็นแบบนี้ได้ แต่...ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาไถ่ถาม สิ่งสำคัญที่สุดคือให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อน
หลินเจี้ยนเสวี่ยมองเสิ่นโย่วซานแล้วหันไปมองแม่ที่เต็มไปด้วยความกังวล สุดท้าย...ก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ บนใบหน้าของเธอเผยความสับสนและความจนใจออกมาในระดับที่พอดี ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ แล้วหมุนตัวกลับเข้าห้องของตัวเองไป
ในห้องรับแขกเหลือเพียงเสิ่นโย่วซานกับต่งไฉเซี่ยที่ยังคงนั่งทรุดอยู่บนโซฟาราวกับท่อนไม้แห้งที่ถูกดูดวิญญาณออกไปจนหมด เสิ่นเหวยหมินพูดว่าจะพาคนตระกูลหลินไปให้ความร่วมมือในการสอบสวน แกก็แทบจะกลายเป็นคนไร้สติไปแล้ว
ขาทั้งสองข้างของต่งไฉเซี่ยอ่อนแรง ร่างกายเย็นเฉียบ ในหัวมีเพียงความคิดเดียวที่ดังวนอยู่ซ้ำ ๆ จบแล้ว ทุกอย่างพังหมดแล้ว เจียงอวี่ไป๋ลูกชายของแกจบแล้วจริง ๆ
แกนั่งเงียบ ๆ อยู่ตรงนั้นเหมือนคนไร้วิญญาณ ดวงตาว่างเปล่ามองไปข้างหน้า จนกระทั่งหลินเจี้ยนเสวี่ยเปิดประตูเดินออกมา เธอเปลี่ยนเป็นเสื้อคลุมผ้าสีน้ำเงินเข้ม จัดผมให้เรียบร้อย ทำให้ทั้งตัวดูเรียบร้อยและสงบนิ่งมากขึ้น
เมื่อเดินมาถึงห้องรับแขกและเห็นสภาพของต่งไฉเซี่ย หลินเจี้ยนเสวี่ยก็ชะงักไป จากนั้น...สีหน้าก็เผยความเป็นห่วงออกมา เธอเดินเข้าไปตบไหล่ต่งไฉเซี่ยเบา ๆ แล้วเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงสุดแสนจะอ่อนโยนว่า
“ป้าต่งคะ อย่ากังวลไปเลยค่ะ หนูคิดว่าเรื่องนี้ต้องเข้าใจผิดอะไรแน่ ๆ ป้ารีบเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปกับพวกเราเถอะค่ะ ไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ มีพวกเราอยู่ด้วย อวี่ไป๋จะต้องไม่เป็นอะไรค่ะ”
เสียงหวานใสของหลินเจี้ยนเสวี่ยดึงสติของต่งไฉเซี่ยกลับมา แกค่อย ๆ หันหน้ากลับมาหลินเจี้ยนเสวี่ยด้วยสีหน้าและแววตาหวาดกลัว ลูกสะใภ้แกอยู่ตรงหน้า แม้ใบหน้าจะดูอ่อนล้า แต่...ดวงตากลับอ่อนโยน น้ำเสียงจริงใจ ราวกับยังคงเป็นภรรยาที่ดีซึ่งคอยปกป้องลูกชายของแกในทุก ๆ เรื่อง
ความตื่นตระหนกและความหวาดกลัวครั้งใหญ่พลันบีบรัดหัวใจของต่งไฉเซี่ยอีกครั้ง แกรีบหันหน้าหนี ไม่กล้าสบตาคู่นั้นของหลินเจี้ยนเสวี่ยอีก เพราะรู้สึกเหมือนดวงตาคู่นั้นสามารถมองทะลุความคิดในใจของแกได้
ต่งไฉเซี่ยรู้สึกกลัวมาก กลัวว่าความจริงจะถูกเปิดโปง กลัวว่าลูกชายจะถูกจับไปเพราะปัญหาเรื่องความประพฤติ และชีวิตที่เหลือจะพังทลายไม่เหลืออะไรเลย
แต่...แกก็ไม่กล้าไม่ไป แต่ว่า...แกก็ปฏิเสธไม่ได้ ยังไงก็ต้องไป แกต้องไปดูด้วยตาตัวเองว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ดูว่ายังมีโอกาสพอจะช่วยลูกชายได้ไหม ยังพอจะช่วยอธิบายแทนลูกชายได้หรือเปล่า เมื่อคิดได้ดังนั้น ต่งไฉเซี่ยก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ ฝืนกดความสั่นสะท้านในใจลงไป ก่อนจะหันกลับมาคว้าข้อมือหลินเจี้ยนเสวี่ยแน่น
“เสี่ยวเสวี่ย เด็กดี” น้ำเสียงของต่งไฉเซี่ยแหบแห้ง เจือด้วยเสียงสะอื้น แทบจะเป็นการอ้อนวอน
“อวี่ไป๋ อวี่ไป๋เขาจริงใจกับหนูมากนะ หนูกับอวี่ไปโตมาด้วยกัน เรียกได้ว่าเป็นคู่ที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก นิสัยของเขา หนูเป็นคนที่รู้ดีที่สุด เขาไม่มีทางทำเรื่องที่ผิดต่อหนูแน่นอน ไม่มีทาง”
หลินเจี้ยนเสวี่ยปล่อยให้ต่งไฉเซี่ยจับมืออยู่แบบนั้น เธอก้มหน้าลงเล็กน้อย มองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกลัวของต่งไฉเซี่ย มุมปากก็ค่อย ๆ ระบายรอยยิ้มอบอุ่นออกมา
“ค่ะ ป้าวางใจเถอะค่ะ อวี่ไป๋ไม่ใช่คนแบบนั้นหรอกค่ะ หนูเชื่อในตัวอวี่ไป๋ค่ะ”
น้ำเสียงของเธอนุ่มนวล ถ่ายทอดเข้าสู่หูของต่งไฉเซี่ยชัดเจน เธอเงยหน้าขึ้นมอง รอยยิ้มยังคงเดิม แต่...ในน้ำเสียงกลับแฝงความเย็นเยียบเย้ยหยันบางอย่าง
“ยังไงซะ ก็ไม่มีผู้หญิงคนไหนดีกับเขาเท่าหนูแล้วค่ะ จริงไหมคะ ?