แผนซ้อนแผน
แผนซ้อนแผน
รถจี๊ปที่มีคำว่าตำรวจจอดนิ่งอยู่หน้าประตูใหญ่ที่ค่อนข้างเก่าของบ้านพักรับรอง ประตูรถเปิดออก เจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบสีน้ำเงินสองนายสวมหมวกปีกกว้างก้าวลงมา สีหน้าจริงจัง เคร่งขรึมดูน่าเกรงขาม
ภายในบ้านพักรับรอง พนักงานต้อนรับหญิงที่กำลังดีดลูกคิดอยู่หลังเคาน์เตอร์สะดุ้งกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ จนดีดลูกคิดผิดตำแหน่งไปหลายเม็ด เธอชะโงกหน้าออกไปมอง หัวใจพลันกระตุกวูบ
นี่มันเกิดอะไรขึ้น ? พนักงานหญิงยังไม่ทันได้ตั้งตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองก็เดินตรงมาที่เคาน์เตอร์ หนึ่งในนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ที่อายุมากกว่า ดูท่าทางเหมือนเป็นหัวหน้าทีม เขาหยิบบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ออกมาจากกระเป๋า ชูตรงหน้าพนักงานต้อนรับครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
“สหาย เราเป็นเจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจปักกิ่ง ได้รับแจ้งจากประชาชนว่ามีคนใช้จดหมายแนะนำตัวปลอมเข้าพักที่นี่”
จดหมายแนะนำตัวปลอม ? สีหน้าของพนักงานต้อนรับพลันซีดเผือดทันทีเมื่อได้ยินอย่างนั้น ในยุคสมัยนี้ จดหมายแนะนำตัวถือเป็นเอกสารยืนยันตัวตนเวลาต้องออกไปพักค้างแรมข้างนอก การปลอมจดหมายแนะนำตัวถือเป็นเรื่องใหญ่ หากทางบ้านพักรับรองตรวจสอบไม่เข้มงวด ก็ต้องรับผิดชอบด้วยเช่นกัน
“สหายตำรวจ” พนักงานหญิงกลืนน้ำลายลงคออย่างประหม่า น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย
“พวกเรา พวกเราลงทะเบียนตามระเบียบอย่างเคร่งครัดนะคะ”
“ตอนนี้เราต้องตรวจสอบจดหมายแนะนำตัวของผู้ที่ลงทะเบียนเข้าพักทั้งหมดในวันนี้ครับ” เจ้าหน้าที่ตำรวจหัวหน้าทีมเอ่ยบอกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ให้ความร่วมมือด้วยครับ นำจดหมายแนะนำตัวทั้งหมดที่ได้รับในวันนี้ออกมาให้ผมดูด้วยครับ”
“ค่ะ ๆ ได้ค่ะ” พนักงานต้อนรับไม่มัวรอช้า รีบก้มลงค้นจดหมายแนะนำตัวในลิ้นชักออกมา
วันนี้...แขกไม่เยอะมาก คนที่ลงทะเบียนเข้าพักมีแค่ 7-8 คนเท่านั้น ไม่นาน...เธอก็หากองจอดหมายแนะนำตัวบาง ๆ นั้นเจอ แล้วใช้สองมือยื่นให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ
เจ้าหน้าที่ตำรวจรับจดหมายแนะนำตัวมา พลิกตรวจดูทีละฉบับอย่างไว ทันใดนั้น นิ้วของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ชะงักไป สายตาพลันจับจ้องไปที่จดหมายแนะนำตัวฉบับหนึ่ง มันเป็นจดหมายแนะนำตัวที่เขียนด้วยปากกาหมึกซึม ลายมือเรียบร้อย รูปแบบก็เป็นไปตามมาตรฐาน
‘ขอแนะนำพนักงานของโรงงานเรา 2 คน ได้แก่ เจียงอวี่ไป๋ และเจียงอวี่หนิง เนื่องจากมีธุระต้องเดินทางไปยังพื้นที่ของพวกคุณและจำเป็นต้องพักค้างคืน 1 คืน จึงขอความกรุณาช่วยอำนวยความสะดวกและให้การต้อนรับด้วย’
ตรงช่องลงชื่อมีตราประทับสีแดงสดของโรงงานเครื่องจักรหงซิงและข้างตราประทับนั้นยังมีลายเซ็นหวัด ๆ สวยงามอีกหนึ่งชื่อ...หลินเยว่เฟิง
เจ้าหน้าที่ตำรวจเงยหน้าขึ้นมอง สายตากวาดผ่านพนักงานต้อนรับ ก่อนจะหันไปยังชายวัยกลางคนที่เดินตามพวกเขามาตลอด และตอนนี้มีสีหน้าเคร่งเครียดไม่แพ้กัน หลินเยว่เฟิงผู้อำนวยการโรงงานเครื่องจักรหงซิง
“ผู้อำนวยการหลิน” เจ้าหน้าที่ตำรวจชูจดหมายแนะนำตัวฉบับนั้นขึ้น ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“จดหมายแนะนำตัวฉบับนี้ คุณเป็นคนลงชื่อออกให้เหรอครับ ?”
“ผมเป็นคนลงชื่องั้นเหรอครับ ?” หลินเยว่เฟิงชะงักไป จากนั้น...ก็ขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
เขารีบสาวเท้าเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วรับจดหมายแนะนำตัวฉบับนั้นมาจากมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยความสงสัย แค่ปรายตามอง รูม่านตาของเขาก็หดตัวทันที
ลายมือนี้เหมือนกับลายมือของเขาถึงแปดเก้าส่วน โดยเฉพาะจังหวะเชื่อมตัวอักษรและน้ำหนักมือที่เป็นนิสัย เหมือนจนแทบแยกไม่ออก แต่ว่า...เขาจะออกจดหมายแนะนำตัวให้เจียงอวี่ไป๋กับเจียงอวี้หนิงได้ยังไง ? แถมยังให้ทั้งสองพักอยู่ด้วยกันในบ้านพักรับรองอีก
“เป็นไปไม่ได้ !” หลินเยว่เฟิงโกรธจนหน้าแดงก่ำ
“นี่ไม่ใช่ลายมือของผมแน่นอน ผมจะออกจดหมายแนะนำตัวให้พวกเขาสองคนทำไมกัน ? บ้าไปแล้ว”
เขาจะทำเรื่องโง่เขลาแบบนี้ได้อย่างไร ปล่อยให้ชายหญิงสองคนอยู่ด้วยกันตามลำพัง หากเรื่องแพร่งพรายออกไปก็จะมีแต่เสียกับเสีย
เสิ่นเหวยหมินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มาตลอด มองปฏิกิริยาอันรุนแรงของหลินเยว่เฟิงแล้วก็มองจดหมายแนะนำตัวที่มีลายมือเหมือนจริง สีหน้าก็ปรากฏความลังเลเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่กล้าพูด
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นว่า “เหล่าหลิน แต่ลายเซ็นบนจดหมายแนะนำตัวฉบับนี้ดูเหมือนลายมือของนายจริง ๆ นะ”
หลินเยว่เฟิงรู้สึกเหมือนเลือดลมพุ่งขึ้นกระแทกศีรษะจนภาพตรงหน้าดับวูบ ร่างกายโซเซไปเล็กน้อย เขาใช้ชีวิตมาหลายสิบปี เขาเป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมา ในโรงงานก็เป็นคนที่พูดคำไหนคำนั้น เคยถูกใส่ร้ายและได้รับความอยุติธรรมเช่นนี้เสียที่ไหน
ที่ทำให้เขาหวาดผวายิ่งกว่าคือ ลายเซ็นนี้มันเหมือนเกินไปแล้ว ! เหมือนจนแม้แต่ตัวเขาเองก็เกือบจะยอมรับไปแล้วว่าตัวเองเป็นคนเซ็น
เสิ่นเหวยหมินที่อยู่ข้าง ๆ ยังซ้ำเติมอีกหนึ่งดอกว่า “เหล่าหลิน นายลองดูให้ดีอีกทีซิ น้ำหนักมือเวลาจรดปากกานี่ รวมถึงจังหวะตวัดปลายตัวอักษรสุดท้ายด้วย เหมือนกับตอนที่นายลงนามไม่ผิด”
“พ่อ !” หลินเจี้ยนเสวี่ยเห็นพ่อของตัวเองโกรธจนหน้าแดงคล้ำ ขมับเต้นตุบ ๆ ราวกับอีกวินาทีเดียวอาจเป็นลมล้มพับไป เธอจึงรีบเดินเข้ามาประคองพ่อไว้
“พ่ออย่าเพิ่งโกรธเลยนะคะ พ่อลองนึกดูให้ดี เมื่อวานที่โรงงาน อวี่ไป๋ได้เอาเอกสารให้พ่อเซ็นหรือเปล่า ?”
เมื่อวาน เจียงอวี้ไป๋ เซ็นชื่อ ? ดวงตาของหลินเยว่เฟิงเบิกกว้างขึ้นมาทันที เขานึกออกแล้ว ตอนใกล้เลิกงานเมื่อวาน เจียงอวี่ไป๋ถือเอกสารกองหนึ่งรีบร้อนเข้ามาในห้องทำงานของเขาจริง ๆ
ตอนนั้น...เจียงอวี่ไป๋มีสีหน้าร้อนใจ บอกว่างานทางด้านหัวหน้าเสิ่นต้องใช้ด่วน มีเอกสารหลายฉบับที่ต้องให้ผู้อำนวยการโรงงานอย่างเขาเซ็นเป็นขั้นตอนสุดท้ายจึงจะมีผล
ตอนนั้น...เขากำลังยุ่งอยู่กับเรื่องด่วนของแผนกผลิตอีกแห่ง คิดว่าเจียงอวี่ไป๋เป็นลูกเขยของตัวเอง ส่วนเสิ่นเหวยหมินก็เป็นเพื่อนร่วมงานเก่าที่รู้จักกันมาหลายปี เขาจึงไม่ได้สงสัยอะไร
ประกอบกับเจียงอวี่ไป๋เร่งรัดไม่หยุด เขาจึงไม่ได้ตรวจดูให้ละเอียด คิดเพียงว่าจะให้งานสำคัญล่าช้าไม่ได้ จึงหยิบปากกาขึ้นมาเซ็นชื่อตัวเองลงในจุดต่าง ๆ ที่เจียงอวี่ไป๋ชี้ให้เซ้น
พอคิดมาถึงตรงนี้ เขาก็หันขวับไปมองเสิ่นเหวยหมินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะเอ่ยว่า
“เหล่าเสิ่น บอกฉันมาซิ เมื่อวานนายให้เจียงอวี่ไป๋เอาเอกสารกองหนึ่งมาให้ฉันเซ็นจริง ๆ หรือเปล่า แล้วได้บอกไหมว่ามีเรื่องด่วนต้องใช้ ?”
เสิ่นเหวยหมินถูกถามแบบนั้นก็ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก เขาขมวดคิ้วแน่นด้วยความสงสัย
“เอกสาร ? อ๋อ ~ มีเรื่องนั้นจริง เมื่อวานฉันให้เสี่ยวเจียงเอาร่างแผนงานประจำสัปดาห์หน้าไปให้นายดู แล้วขอความคิดเห็นจากนาย แต่ฉันไม่ได้บอกนะว่ารีบใช้ ส่งให้ฉันสัปดาห์หน้าก็ได้ เสี่ยวเจียงบอกนายแบบนั้นเหรอ ? เขาบอกว่าฉันต้องการใช้ด่วนอย่างนั้นเหรอ ? บ้าน่า”
“เจียงอวี่ไป๋บอกว่านายต้องการใช้ด่วนจริง ๆ เร่งฉันอย่างกับจะเอาชีวิต”
“เหลวไหล !” เสิ่นเหวยหมินได้ยินอย่างนั้นก็เดือดดาล
“ฉันไม่ได้เร่งอะไรทั้งนั้น ! ไอ้เด็กนั่นพูดบ้าอะไร ?!” เมื่อทั้งสองเทียบคำให้การกันแล้ว แค่นี้ก็กระจ่างแล้ว
เจียงอวี้ไป๋ ! ลูกเขยที่ปกติดูซื่อสัตย์และอยู่ในโอวาท ทั้งยังเคารพพ่อตาอย่างเขา กลับเป็นคนที่ต่อหน้าทำอีกอย่าง ลับหลังทำอีกอย่าง ถึงขั้นโกหกหลอกลวงให้เขาเซ็นชื่อให้
และสิ่งที่เขาเซ็นลงไป กลับเป็นจดหมายแนะนำตัวที่อนุญาตให้ลูกเขยของตัวเองกับผู้หญิงอีกคน ผู้หญิงที่อ้างว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขา แต่...แท้จริงแล้วไม่รู้ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรอย่างเจียงอวี่หนิง ออกไปพักแรมด้วยกัน
นี่มันไม่ต่างอะไรกับการเอาศักดิ์ศรีของเขาไปกดลงกับพื้นแล้วเหยียบย่ำอย่างรุนแรง !
“ไอ้เวรนี่ !!” หลินเยว่เฟิงโกรธจนร่างกายสั่นไปหมด เขาไม่คิดไม่ฝันเลยว่า คนที่ขุดหลุมใหญ่ขนาดนี้ให้เขากลับเป็นลูกเขยที่เขาให้ความสำคัญมาตลอด ถึงขั้นเคยคิดจะส่งเสริมให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากเขาด้วยซ้ำ
เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองสบตากันเหมือนจะเข้าใจทุกอย่างแล้ว หลินเยว่เฟิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ หลายครั้ง พยายามกดความเดือดดาลและความอับอายขายหน้าที่พลุ่งพล่านอยู่ในใจลง เขารู้ว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะมาระบายความโกรธ
เขาหันกลับไปมองพนักงานต้อนรับหญิงที่ตอนนี้กลัวจนใบหน้าซีดไร้สีเลือด แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า
“เจียงอวี่ไป๋กับเจียงอวี่หนิงใช้จดหมายแนะนำตัวฉบับนี้ลงทะเบียน ตอนนี้พวกเขาพักอยู่ห้องไหน ?”
พนักงานต้อนรับถูกสายตาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อของเขาจ้องก็กลัวมาก เหงื่อเย็นไหลเต็มหน้าผาก ไม่มัวรอช้า เธอรีบหาพวงกุญแจในลิ้นชักออกมา แล้วชี้ขึ้นไปชั้นบนด้วยมือที่สั่นเทา
“อยู่ อยู่ห้อง 307 ค่ะ ถ้าพวกคุณอยากจะขึ้นไป ฉัน ฉันจะพาพวกคุณขึ้นไปหาพวกเขาเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
ห้อง 307 ! พวกเขาอยู่ที่นี่จริง ๆ เมื่อได้ยินหมายเลขห้องที่แน่ชัด สีหน้าของคนตระกูลหลินก็ยิ่งดูย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะหลินอู่ เธอยืนนิ่งอยู่ข้างลูกสาวมาตลอด มือก็กำมือลูกสาวแน่น
ตั้งแต่เห็นลายเซ็นที่เหมือนของจริงบนจดหมายแนะนำตัว ความหวังริบหรี่ที่ยังเหลืออยู่ในใจของเธอก็พังทลายลงจนหมดสิ้น ตอนนี้...เธอรู้สึกอึดอัดแน่นอยู่ในอก สายตาที่มองลูกสาวเต็มไปด้วยความสงสาร
หลินเยว่เฟิงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่ได้พูดอะไรอีก เขาไม่ได้รีบรับกุญแจ และไม่ได้มองพนักงานต้อนรับ แต่...กลับหันไปมองลูกสาวของตัวเองก่อนโดยไม่รู้ตัว
เขามองใบหน้าเล็ก ๆ ที่ยังมีความไร้เดียงสาอยู่บ้างของลูกสาว แต่...เพราะเหตุการณ์ไม่คาดคิดนี้จึงดูซีดเซียวลงเล็กน้อย ในส่วนลึกของดวงตาของเขาฉายแววเจ็บปวดและรู้สึกผิดอย่างหนักวาบผ่านไป