LNCrawler

โอกาสครั้งที่สอง

ยุค 70 เกิดใหม่ครานี้ฉันจะร้ายให้สุด — novel.dek d.com · All chapters

โอกาสครั้งที่สอง

ต่งไฉเซี่ยตบหลังมือของหลินเจี้ยนเสวี่ยเบา ๆ ด้วยความสนิทสนมพลางเอ่ยบอก

“เสี่ยวเสวี่ย ป้าต้องไปเยี่ยมลูกสาวคนบ้านเดียวกันคนนั้นก่อนนะ” พูดจบ...ต่งไฉเซี่ยก็หันไปกำชับเจียงอวี่ไป๋อีกคำหนึ่งว่า

“อวี่ไป๋ แกพาเสี่ยวเสวี่ยไปเยี่ยมน้าหลินเถอะ รอแม่เสร็จธุระ จะตามไปที่โรงพยาบาลนะ”

สิ้นเสียง...แกก็ถือกระติกน้ำร้อนใบที่ไม่มียางวงสีแดงขึ้นมา แล้วรีบร้อนเดินจากไป

ต่งไฉเซี่ยเช่าบ้านไว้หลังหนึ่งให้เจียงอวี่หนิงอยู่ในจิงตู ตั้งอยู่ในตรอกที่ไม่ไกลจากที่นี่นัก เจียงอวี่หนิงกำลังท้อง อาศัยก้อนทองในท้องมาบงการ ท้องนับวันก็ยิ่งโตขึ้นเรื่อย ๆ เอะอะอะไรก็ทำเป็นแง่งอนเรียกร้องความสนใจ

บางครั้ง...ต่งไฉเซี่ยไปส่งข้าวช้า เจียงอวี่หนิงก็ชี้นิ้วด่าแกไปครึ่งค่อนวันได้ แต่...ต่งไฉเซี่ยกลับไม่กล้าเอ่ยปากบ่นแม้แต่คำเดียว ใครใช้ให้เจียงอวี่หนิงท้องหลานชายคนโตที่แกเฝ้ารอจนตาแทบหลุดกันล่ะ

ยุคสมัยนี้ ลูกชายถึงจะเป็นรากเง้าแห่งการสืบทอดวงศ์ตระกูล ไหนเลยจะกล้าล่าช้าเฉกเช่นนี้ได้

หลินเจี้ยนเสวี่ยมองแผ่นหลังของต่งไฉเซี่ยที่ลับหายไปหลังประตู ก่อนจะเหยียดยิ้มมุมปากเย็นชาและเย้ยหยัน เธอหันกลับมา มองเจียงอวี่ไป๋ น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความหยอกเย้าอยู่หลายส่วนว่า

“อวี่ไป๋ แม่ของคุณรีบร้อนขนาดนั้น คนที่ไม่รู้คงคิดว่าลูกสะใภ้ของแกกำลังจะคลอดลูก แกเลยรีบไปช่วยดูแล”

พอได้ยินคำพูดนี้ หัวใจของเจียงอวี่ไป๋ก็กระตุกวูบขึ้นมาทันที เขาคิดไม่ถึงเลยว่าหลินเจี้ยนเสวี่ยจะพูดอะไรแบบนี้ออกมา ชั่วขณะนั้นจึงเกิดความลนลานขึ้นมาเล็กน้อย

เขามองไปทางหลินเจี้ยนเสวี่ย เห็นบนใบหน้าของเธอมีรอยยิ้มจาง ๆ ดูเหมือนจะเป็นแค่ติดปากพูดออกมาเฉย ๆ ไม่ได้มีเจตนาจะไล่เบี้ยเอาความแต่อย่างใด เขาตั้งสติกลับมาได้ จึงรีบอธิบายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า

“เจี้ยนเสวี่ย คุณอย่าคิดมากเลย แม่ของผมก็แค่เป็นคนมีน้ำใจน่ะ ลูกสาวของคนบ้านเดียวกันคนนั้นอาศัยอยู่ในจิงตูตัวคนเดียว สามีก็ไปทำงานต่างจังหวัด หล่อนท้องอยู่ด้วย แม่ของผมเป็นห่วงเลยแวะไปดูบ้างเป็นบางครั้งน่ะ”

หลินเจี้ยนเสวี่ยจัดขอบแขนเสื้อโค้ตสักหลาดสีดำอย่างไม่ใส่ใจเท่าไรนัก ปลายนิ้วลูบไล้เบา ๆ บนเนื้อผ้าสักหลาดอันนุ่มนวล เธอเงยหน้าขึ้น สายตาเย็นชาเยียบยามกวาดมองเจียงอวี่ไป๋

“สามีไปทำงานต่างจังหวัด ก็น่าจะมีพ่อตาแม่ยายมาดูแลสิคะ ทำไมถึงเป็นแม่ของคุณที่คอยเป็นห่วงเป็นใยไปดูแลแทนล่ะ ?”

พอคำพูดนี้หลุดออกมา เจียงอวี่ไป๋ก็ถึงกับไปไม่เป็น ไม่รู้จะต่อคำอย่างไรดี เขากระดากอายฝืนยิ้มออกมา ยื่นมือไปถือกระติกน้ำร้อนที่มีสายยางวงสีแดงรัดไว้นั้นขึ้นมา แล้วรีบเปลี่ยนประเด็นทันที

“ช่างเถอะ ไม่พูดถึงเรื่องนี้ดีกว่า เจี้ยนเสวี่ย พวกเรารีบไปเยี่ยมแม่คุณที่โรงพยาบาลกันเถอะครับ”

พอเอ่ยถึงแม่ สายตาของหลินเจี้ยนเสวี่ยก็อ่อนโยนลง เธอพยักหน้าเบาๆ ไม่ได้ซักไซ้เรื่องของต่งไฉเซี่ยต่อ ก่อนจะเดินออกจากประตูไปพร้อมกับเจียงอวี่ไป๋

ทั้งสองคนขึ้นรถโดยสาร โยกไปตลอดทางจนกระทั่งมาถึงโรงพยาบาลประชาชนหมายเลข 1 หลินเจี้ยนเสวี่ยคุ้นเคยกับทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่เสียยิ่งกว่าคุ้นเคย

อย่างไรเสีย ชาติก่อน...เธอก็ได้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดและสิ้นหวังที่สุดในชีวิต ณ สถานที่แห่งนี้มาแล้ว เธอคุ้นเคยกับเส้นทางจนเดินหาห้องพักผู้ป่วยของแม่เจอได้อย่างรวดเร็ว

พอผลักประตูห้องพักผู้ป่วยเข้าไป ก็เห็นแม่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย สีหน้าดูไม่ได้แย่ ‘หลินเยว่เฟิง’นั่งอยู่ตรงขอบเตียง กำลังปลอกแอปเปิลให้อย่างประณีตบรรจง ทั้งสองคนพูดคุยหัวเราะกัน บรรยากาศอบอุ่นมาก

“อุ๊ยตายแล้ว เสวี่ยเอ๋อร์กับอวี่ไป๋มากันแล้ว” หลินอู่เหลือบมามองก็มองเห็นหลินเจี้ยนเสวี่ยและเจียงอวี่ไป๋เดินเคียงคู่กันเข้ามา

เธอปล่อยเรือนผมยาวดำขลับสยาย หน้าท้องนูนสูงขึ้น บนใบหน้าอันนุ่มนวลอบอุ่นเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข ชาติก่อน...หลินอู่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเยาว์วัย ก็เพราะตอนคลอดลูกเกิดอาการตกเลือดอย่างรุนแรง ร่างกายทรุดโทรมหนัก สิ้นใจไปเพราะความเหน็ดเหนื่อยแสนสาหัสทั้งเป็น

ตอนเสียชีวิต เธอมีน้ำหนักไม่ถึง 70 จินด้วยซ้ำ ซูบผอมจนเหลือแต่กระดูก รูปร่างราวกับไม้แห้ง เธอเป็นห่วงหลินเจี้ยนเสวี่ยมาก ก่อนจะสิ้นใจ ยังกำมือของหลินเจี้ยนเสวี่ยและเจียงอวี่ไป๋ไว้แน่น ใช้แรงเฮือกสุดท้ายกำชับเจียงอวี่ไป๋ว่าต้องดูแลเธอให้ดี อย่าได้ทอดทิ้งเธอเป็นอันขาด

“แม่คะ” หลินเจี้ยนเสวี่ยไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้อีกต่อไป เธอโผเข้าสู่อ้อมกอดของแม่สวมกอดแม่ไว้แน่น

กลิ่นหอมของครีมบำรุงผิวอันคุ้นเคยเจือปนกับกลิ่นยาฆ่าเชื้อที่เป็นเอกลักษณ์ของโรงพยาบาล โอบล้อมหลินเจี้ยนเสวี่ยไว้ในทันที กลิ่นหอมนี้ เธอไม่ได้กลิ่นมาเกือบ 20 ปีแล้ว

ความน้อยเนื้อต่ำใจสารพัดในชาติก่อน ความคิดถึงอันไร้ขอบเขตที่มีต่อแม่ ในชั่วขณะนี้ ราวกับสายน้ำที่ทลายทำนบพุ่งทะลักออกมา แปลงเปลี่ยนเป็นหยดน้ำตาอันร้อนผ่าว ร่วงกราวลงมาจากขอบตา

หลินอู่รู้สึกได้ถึงร่างกายของลูกสาวในอ้อมกอดที่สั่นเทาเล็กน้อย ได้ยินเสียงสะอื้นไห้ที่พยายามกดข่มไว้ของเธอ หลินอู่รีบประคองใบหน้าของหลินเจี้ยนเสวี่ยขึ้นมา เช็ดหยาดน้ำตาที่ไหลรินลงมาบนแก้มของเธออย่างสงสารและรักใคร่ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า

“เสวี่ยเอ๋อร์ เป็นอะไรไปลูก ? ทำไมถึงร้องไห้ล่ะ ? บอกแม่ซิ มีคนมารังแกลูกหรือเปล่า ?”

หลินเจี้ยนเสวี่ยค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น สูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามสงบสติอารมณ์ลง เธอจ้องมองใบหน้าที่คุ้นเคยและยังคงดูเยาว์วัยของแม่ น้ำเสียงอุดอู้ด้วยก้อนความรู้สึกพูดว่า

“แม่คะ ไม่มีใครมารังแกหนูหรอกค่ะ หนูแค่คิดว่าอีกสักพักแม่ต้องคลอดน้องแล้ว ก็เลยอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ อยากจะร้องไห้ขึ้นมาน่ะค่ะ”

หลินอู่ได้ยินอย่างนั้นก็หลุดขำออกมา เธอใช้นิ้วมือจิ้มที่หน้าผากของลูกสาวเบา ๆ แล้วเอ่ยปลอบว่า

“เด็กโง่ จะร้องไห้ทำไมกัน ? วางใจเถอะ หมอก็บอกแล้วว่าสภาพร่างกายของแม่น่ะดีมาก ไม่เป็นไรหรอก ลูกน่ะ อย่ามากังวลจนเกินเหตุเลย”

“แต่หนูก็ยังเป็นห่วงอยู่ดีนี่คะ” หลินเจี้ยนเสวี่ยทำเป็นออดอ้อนถูไถหัวกับไหล่ของแม่ น้ำเสียงเศร้าซึมเอ่ยต่อว่า

“ใคร ๆ ก็บอกว่าผู้หญิงคลอดลูกก็เหมือนกับการเดินผ่านประตูนรกไปก้าวหนึ่ง”

“เหลวไหล ๆ” หลินเยว่เฟิงที่นิ่งเงียบมาตลอด อยู่ ๆ ก็ยกมือขึ้นโขกหัวหลินเจี้ยนเสวี่ยเบา ๆ แกล้งทำเป็นโกรธแล้วพูดว่า

“เจ้าเด็กคนนี้นี่ ตอนนี้อย่ามาพูดอะไรแบบนี้สิ เรื่องประตูนรกอะไรนั่น ไม่มีอยู่จริงหรอก”

หลินเจี้ยนเสวี่ยเงยหน้าขึ้น มองไปทางหลินเยว่เฟิงผู้เป็นพ่อ เธอพบว่าบนใบหน้าที่ปกติจะเข้มงวดของพ่อ ในยามนี้กลับมีคำว่ากังวลเต็มไปหมด

พ่อมองแม่นิ่ง ในส่วนลึกของดวงตาซ่อนความไม่สบายใจเอาไว้จนไม่อาจปกปิดได้ ความจริงแล้ว คนที่ไม่ต้องการให้แม่คลอดเด็กคนนี้ออกมาที่สุดก็พ่อนั่นแหละ

พ่อกับแม่ของเธอเป็นเพื่อนเล่นที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ตอนนี้...พ่อเป็นผอ.โรงงานเหล็กกล้าหงซิง ส่วนแม่เป็นหัวหน้าฝ่ายปกครองโรงเรียนมัธยมปลายชั้นนำแห่งหนึ่ง

ทั้งสองคนเรียกได้ว่าเหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยก ประกอบกับมีความรักอันลึกซึ้งต่อกัน จึงเป็นคู่สามีภรรยาตัวอย่างที่ใคร ๆ ต่างก็อิจฉา

ตอนที่แม่ตั้งท้องโดยไม่ตั้งใจก่อนหน้านี้ พ่อรู้สึกผิดโทษตัวเองอยู่ตลอด รู้สึกว่าเป็นเพราะตนเองไม่ป้องกันให้ดี ถึงทำให้แม่ในวัยนี้ยังต้องมาแบกรับความเสี่ยงในการคลอดลูกอีก

พ่อเคยเกลี้ยกล่อมให้แม่เอาเด็กออกมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่...แม่กลับยืนกรานที่จะเก็บเด็กไว้ และอยากจะคลอดเด็กออกมา ในที่สุด พ่อก็ยอมโอนอ่อน แต่...หัวใจดวงหนึ่งกลับแขวนอยู่ในที่สูงตลอดเวลา

ในตอนนั้นเอง เจียงอวี่ไป๋ก็พูดขึ้นว่า “แม่ครับ แม่ของผมต้มซุปไก่มาให้แม่ดื่มครับ”

พูดจบ...เขาก็เดินเข้ามาข้างเตียงอย่างเอาอกเอาใจ ก่อนจะวางกระติกน้ำร้อนในมือไว้บนตู้หัวเตียง

“มาครับ แม่ลองชิมดูสิครับ ฝีมือของแม่ผมดีมากเลยนะครับ หมอบอกว่ากำหนดคลอดของแม่ก็คือคืนนี้ ดื่มซุปไก่จะได้มีแรงคลอดครับ”

“แม่ของเธอนี่มีน้ำใจจริง ๆ เลยนะ” หลินอู่คลี่ยิ้มขณะมองเจียงอวี่ไป๋

เจียงอวี่ไป๋เห็นสายตาของอีกฝ่ายมองมาก็รู้สึกเกร็งเล็กน้อย จึงรีบยิ้มออกมา แล้วค่อย ๆ เปิดฝากระติกน้ำร้อนในมือออกอย่างระมัดระวัง พร้อมกับฝาที่ถูกเปิดออก กลิ่นหอมฟุ้งของซุปไก่ก็ลอยตลบอบอวลไปทั่วห้องพักผู้ป่วยทันที

หลินเจี้ยนเสวี่ยยืนอยู่ข้าง ๆ ได้กลิ่นอันคุ้นเคยนี้ ในใจก็แค่นหัวเราะไม่หยุด เธอรู้อยู่แก่ใจดี ต่งไฉเซี่ยจะยอมต้มแค่ซุปไข่น้ำตาลแดงจืดชืดถ้วยเดียวให้เจียงอวี่หนิงได้อย่างไร ? ที่ต้มให้ยัยนั่น ก็ต้องเป็นซุปไก่อยู่แล้ว