LNCrawler

จับได้คาหนังคาเขา

ยุค 70 เกิดใหม่ครานี้ฉันจะร้ายให้สุด — novel.dek d.com · All chapters

จับได้คาหนังคาเขา

เรื่องจับชู้แบบนี้ ทำไมลูกสาวของเขาต้องมาเห็นเรื่องแบบนี้กับตาตัวเองด้วยก็ไม่รู้ พอรู้อย่างนี้แล้ว ลูกสาวของเขาจะรู้สึกยังไงนะ ? จะทำใจได้หรือเปล่า ? จะเจ็บปวดมากแค่ไหนกัน ? คนเป็นพ่ออย่างเขาจะทนเห็นลูกเจ็บปวดได้อย่างไรกัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองนายรีบปลอบประโลมหลินเจี้ยนเสวี่ยว่า

“เจี้ยนเสวี่ย เรื่องพวกนี้ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ อย่าให้มันทำให้เธอต้องแปดเปื้อนสายตาเลย ให้พ่อของเธอกับพวกเราขึ้นไปจัดการเอง พวกเราจะทวงความยุติธรรมคืนให้เธอเอง เธอกับแม่รออยู่ตรงนี้แหละ” เสิ่นโย่วซานเห็นด้วยรีบเสริมขึ้นมาว่า

“ใช่แล้วเสี่ยวเสวี่ย ทำตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกเถอะ เรื่องพวกนี้ผู้หญิงอย่างพวกเราเห็นแล้วเสียสายตาเปล่า ๆ ฉันจะอยู่ข้างล่างรอเป็นเพื่อนเธอกับน้าหลินเอง ให้พวกผู้ชายเขาไปจัดการกันเองเถอะ”

ทว่า...หลินเจี้ยนเสวี่ยกลับเพียงส่ายหน้าปฏิเสธ “พ่อคะ แม่คะ โย่วซาน ฉันไม่เป็นไร ฉันต้องไป ฉันอยากเห็นกับตาตัวเอง”

ชาติที่แล้ว เจียงอวี่ไป๋กับเจียงอวี่หนิงร่วมมือกันวางแผนจนทำให้ชื่อเสียงของเธอป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี ถึงขั้นฉีดเลือดที่ติดเชื้อ HIV ให้เธอ จนทำให้เธอตายก่อนวัยอันควร

ชาตินี้...เธออยากเห็นกับตาตัวเองว่าหญิงโฉดชายชั่วคู่นี้ ภายใต้แผนการที่เธอวางเอาไว้ จะค่อย ๆ เดินเข้าสู่หนทางแห่งความพินาศด้วยตัวเองทีละก้าวอย่างไร

อยากได้ทรัพย์สินของเธอ อยากให้เธอไม่มีทายาทสืบทอดไม่ใช่เหรอ ? เธอจะทำให้สองคนนั้นไม่ได้อะไรติดตัวไปเลยแม้แต่ชิ้นเดียว แถมสิ่งที่กลืนลงท้องไปแล้ว เธอจะทำให้สองคนนั้นคายออกมาให้หมด !

หลินอู่มองท่าทีสงบนิ่งผิดปกติของลูกสาว แล้วยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้ลูกสาวเบา ๆ ลำคอสะอื้นจุกแน่น แต่...เธอกลับพูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว หลักฐานอยู่ตรงหน้า ต่อให้มีความหวังมากแค่ไหน เมื่อเผชิญหน้ากับหลักฐานก็ไร้ประโยชน์

หลินเยว่เฟิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมายาว ๆ

“ได้” เขาตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น จากนั้น...ก็หันไปทางพนักงานต้อนรับหญิงที่ตอนนี้เหงื่อเย็นไหลเต็มหน้า และเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองนาย

“สหายตำรวจ รบกวนพวกคุณนำทางด้วยครับ” พนักงานต้อนรับราวกับได้รับการอภัยโทษ รีบพยักหน้าก้มตัวรับคำ กำพวงกุญแจที่ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งแน่น แล้วเดินนำไปทางบันได

เจ้าหน้าที่ตำรวจสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตามไป คนตระกูลหลิน รวมถึงเสิ่นเหวยหมิน เสิ่นโย่วซาน และหลิวเว่ย เดินตามมาติด ๆ ฝีเท้าของทุกคนเหยียบลงบนบันไดไม้เก่าจนเกิดเสียงดัง

และด้านหลังขบวนคนเหล่านี้ ในมุมที่แทบไม่มีใครสังเกตเห็น ร่างของต่งไฉเซี่ยกำลังโอนเอนแทบจะล้มทั้งยืน แกราวกับรูปปั้นดินเหนียวที่สูญเสียจิตวิญญาณไปแล้ว ใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ ริมฝีปากสั่นระริก ไม่มีเลือดฝาดแม้แต่น้อย

จดหมายแนะนำตัวปลอม ! ลูกชายของแก ลูกชายที่ต่อหน้าแกมักทำตัวฉลาดและรู้ความ มีอนาคตไกล กลับกล้าปลอมจดหมายแนะนำตัวของผู้อำนวยการโรงงาน

ในยุคสมัยนี้ การปลอมจดหมายแนะนำตัวของหน่วยงานราชการหรือโรงงาน โทษหนักถึงขั้นประหารเลยนะ คราวนี้จบแล้วจริง ๆ ทุกอย่างพังหมดแล้ว

แกทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ ทำงานรับใช้ตระกูลหลินมาหลายปี กว่าจะวางแผนให้ลูกชายแต่งงานกับหลินเจี้ยนเสวี่ยได้ มองดูวันที่ดี ๆ กำลังจะมาถึง ทำไมถึงกลายเป็นพังพินาศลงในพริบตาแบบนี้ ? ทำไมจู่ ๆ ทุกอย่างถึงพังครืนลงมาแบบนี้ได้ ?!

ต่งไฉเซี่ยรู้สึกเพียงว่าโลกทั้งใบกำลังหมุนคว้าง ร่างกายไร้เรี่ยวแรง โชคดีที่แกคว้าผนังเอาไว้ได้ จึงไม่เป็นลมล้มลงไปตรงนั้น

ในขณะที่ต่งไฉเซี่ยกำลังกลัวจนแทบสิ้นสติ คนที่เดินนำอยู่ด้านหน้าก็หยุดลง พวกเขามาถึงห้อง 307 แล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายก้าวขึ้นไปข้างหน้า หนึ่งในนั้นยกมือขึ้นเคาะประตูห้อง

เสียงเคาะดังสะท้อนอย่างชัดเจนในทางเดินอันเงียบสงบ ไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงผู้ชายที่ฟังดูหงุดหงิดก็ดังออกมาจากด้านใน แฝงด้วยเสียงหอบหายใจหนัก ๆ

“ใครน่ะ ?” เสียงนี้...สีหน้าของหลินเยว่เฟิงและหลินอู่ยิ่งดูแย่ลงกว่าเดิม ถ้าไม่ใช่เจียงอวี่ไป๋ แล้วจะเป็นใครไปได้อีก ?!

ทั้งน้ำเสียงที่ดูมีพิรุธและจงใจขึ้นเสียง รวมถึงเสียงหอบหายใจที่ปิดไม่มิดนั้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ข้างในนั้น

เจ้าหน้าที่ตำรวจเคาะประตูด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะเอ่ยเสียงดังฟังชัดว่า

“สำนักงานตำรวจปักกิ่งมาตรวจสอบตามกฏเบียบ รีบเปิดประตูเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่เปิด เราจะพังประตูเข้าไป !”

“สำนักงานตำรวจ ?!” คนด้านในตกใจ จากนั้น...ก็มีเสียงขลุกขลักวุ่นวายดังขึ้น ราวกับกำลังรีบร้อนสวมเสื้อผ้าและเก็บข้าวของ ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง เสียงฝีเท้าที่สับสนวุ่นวายก็ดังมาหยุดอยู่หลังประตู

ประตูห้องถูกเปิดออกเป็นช่องแคบ ๆ ใบหน้าที่นับว่าหล่อเหลาของเจียงอวี่ไป๋โผล่ออกมา ดูเหมือนเขาเพิ่งสวมกางเกงขายาวผ้าใยสังเคราะห์เสร็จ ส่วนท่อนบนยังเปลือยเปล่า ผมเผ้ายุ่งเหยิง บนใบหน้ายังมีรอยแดงผิดปกติและความไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะอยู่

เห็นได้ชัดว่าเขายังไม่ได้สติ หรือพูดอีกอย่างคือ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่ยืนอยู่หน้าประตูเป็นใคร บนใบหน้าถึงขั้นเผลอเผยรอยยิ้มประจบตามความเคยชินออกมา

“สหายตำรวจ มี มีเรื่องอะไรเหรอครับ ? พวกเรา...” ยังพูดไม่ทันจบ สายตาของเขาก็เลยผ่านไหล่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจไป และทันใดนั้นก็เห็นหลินเยว่เฟิง หลินอู่ที่ยืนอยู่ข้างหลัง รวมถึง...หลินเจี้ยนเสวี่ยที่ยืนอยู่ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์

รอยยิ้มบนใบหน้าของเจียงอวี่ไป๋แข็งค้างทันที ก่อนจะแตกสลายรูม่านตาหดตัวฉับพลัน ความเย็นยะเยือกสายหนึ่งพุ่งจากฝ่าเท้าขึ้นไปถึงศีรษะ เลือดในกายราวกับแข็งตัวไปในชั่วขณะนั้น

คน...คนตระกูลหลิน ?! พ่อตาแม่ยาย แล้วก็...หลินเจี้ยนเสวี่ย ! พวกเขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ?! เป็นไปได้ยังไง ?! สมองของเขาขาวโพลนไปหมด ถึงขั้นลืมไปแล้วว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ในสภาพเกือบจะเปลือยเปล่า

ในขณะที่เขากำลังเสียขวัญวิญญาณแทบหลุด ยังไม่ทันได้ตอบสนองใด ๆ เสียงผู้หญิงออดอ้อนก็ดังแว่วออกมา

“พี่อวีไป๋ ใครเหรอคะ ? สหายตำรวจมาหาพี่ทำไม ? หรือว่าเมื่อกี้พวกเราจะเสียงดังเกินไป ทำให้คนอื่นรำคาญเหรอคะ ?”

เสียงนี้...เจียงอวี่หนิง ! คำพูดออดอ้อนเพียงประโยคเดียวนี้ ทำให้เส้นประสาทที่ตึงเครียดของเจียงอวี่ไป๋ขาดผึง ราวกับฝ่ามือฉาดใหญ่ฟาดเข้าใส่ใบหน้าของคนตระกูลหลินทุกคนอย่างจัง

ใบหน้าของเจียงอวี่ไป๋บิดเบี้ยวไป ทั้งความกลัว ความเสียใจ ความเคียดแค้น และอารมณ์ต่าง ๆ มากมายผสมปนเปกันวาบผ่าน วินาทีต่อมา เขาก็ได้สติ สัญชาตญาณเอาตัวรอดทำให้เขาเลือกทางที่รวดเร็วที่สุด และไร้ยางอายที่สุด

ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน เจียงอวี่ไป๋กลับย่อตัวลงกะทันหัน ผลักเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ขวางอยู่ด้านหน้าออกไป แล้วตรงเข้าไปคุกเข่าลงแทบเท้าหลินเจี้ยนเสวี่ย

เขากอดน่องของหลินเจี้ยนเสวี่ยแน่นด้วยสองมือ น้ำตาน้ำมูกไหลเลอะเทอะเต็มใบหน้า ร้องไห้อย่างน่าเวทนา น้ำเสียงสั่นเครือแทบขาดใจ

“เจี้ยนเสวี่ย เจี้ยนเสวี่ย ฟังผมอธิบายก่อนนะ มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิด มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิดจริง ๆ เป็นเพราะนังผู้หญิงคนนั้น ทั้งหมดเป็นเพราะนังผู้หญิงสารเลวคนนั้นคนเดียวเลย นังอวี่หนิงมันเป็นฝ่ายยั่วยวนผมก่อน”

“เจี้ยนเสวี่ย คุณต้องเชื่อใจผมนะ ในใจผมมีแค่คุณคนเดียว นังผู้หญิงไร้ยางอายนั่นเป็นฝ่ายปีนขึ้นเตียงผมเอง คุณต้องเชื่อผมนะเจี้ยนเสวี่ย”