ไม่มีทางให้ถอย
ไม่มีทางให้ถอย
แสงจากโคมไฟริมถนนทอดเงาจาง ๆ ลงบนใบหน้าของเธอ ดวงตาที่เมื่อครู่ยังมีน้ำตาคลออยู่ในกองบัญชาการตำรวจ เวลานี้กลับสงบนิ่งผิดปกติ หลินเจี้ยนเสวี่ยคลี่ยิ้ม เผยรอยยิ้มบางเบาแทบมองไม่เห็น
“ขอบคุณค่ะคุณอาหยวน” คำเรียกคุณอาหยวนนี้ทำให้หัวใจของผู้อำนวยการหยวนอบอุ่นหัวใจมาก และยิ่งรู้สึกสงสารเธอมากขึ้น เด็กดีขนาดนี้ กลับถูกเจียงอวี่ไป๋ทำร้ายจนย่อยยับ
“ตอนนี้หนูเป็นผู้เสียหาย หากมีอะไรที่อยากให้อาช่วย ก็มาบอกอาได้นะ หรือมีอะไรที่อยากให้อาไปบอกสองคนนั้นไหม ?”
“รบกวนคุณอาช่วยไปบอกเจียงอวี่ไป๋ด้วยนะคะ ว่าหนูต้องการหย่ากับเขาให้เร็วที่สุด”
คำว่าเร็วที่สุด 3 คำนี้ราวกับก้อนหินที่ถูกโยนลงในผืนน้ำอันสงบนิ่ง ทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นถึงกัยชะงักไปพูดอะไรไม่ออก ในยุคสมัยนี้ การหย่าไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยเฉพาะสำหรับฝ่ายหญิง มักหมายถึงต้องแบกรับแรงกดดันและคำครหาจากสังคมอย่างมหาศาล
เมื่อเห็นความแน่วแน่ที่ไม่อาจสั่นคลอนได้ในดวงตาของหลินเจี้ยนเสวี่ย ผู้อำนวยการหยวนก็เข้าใจการตัดสินใจของเธอทันที ก็จริง ผ่านการทรยศและความอัปยศอดสูเช่นนี้แล้ว ถ้ายังฝืนยื้อชีวิตแต่งงานเอาไว้ต่อไป ก็คงมีแต่จะทรมานกันทั้งสองฝ่าย
“ได้ หนูวางใจเถอะ อาจะนำคำพูดนี้ไปบอกเขาแน่นอน ส่วนเรื่องขั้นตอนการหย่า หากต้องการให้ทางอาออกเอกสารรับรองอะไรให้ ก็มาหาอาได้ทุกเมื่อนะ”
“ขอบคุณค่ะคุณอาหยวน” หลินเจี้ยนเสวี่ยกล่าวขอบคุณอีกครั้ง คราวนี้...น้ำเสียงมีความห่างเหินน้อยลง และเพิ่มความจริงใจขึ้นมาอีกหลายส่วน
ในเวลานี้ รถจี๊ปตำรวจสีเขียวคันหนึ่งค่อย ๆ จอดลงตรงหน้าประตูทางเข้ากองบัญชาการตำรวจ หลินเยว่เฟิงก้าวเข้าไปพูดกับผู้อำนวยการหยวน 2-3 คำ ก่อนจะเดินกลับออกมา
จากนั้น...หลินเยว่เฟิงก็เปิดประตูรถ คอยประคองภรรยาและลูกสาวขึ้นไปนั่งด้านในอย่างระมัดระวัง รถตำรวจสตาร์ตเครื่อง ขับออกจากสถานที่วุ่นวายแห่งนี้ มุ่งเข้าสู่ความมืดมิดอันเงียบสงบของค่ำคืน
พอกลับมาถึงเขตบ้านพัก ฟ้าก็มืดมากแล้ว หน้าต่างของแต่ละครัวเรือนในเขตบ้านพักส่องแสงสีเหลืองสลัวออกมา ในอากาศมีกลิ่นถ่านอัดก้อนที่กำลังไหม้ปะปนกับกลิ่นอาหารลอยมา
ความเงียบสงบของค่ำคืนที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของชีวิตประจำวัน กลับถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงในทันทีที่คนตระกูลหลินก้าวลงจากรถตำรวจ
สายตาจากทุกทิศทุกทางราวกับไฟฉายจำนวนมากก็พุ่งมารวมกัน เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นราวกับคลื่นน้ำขึ้น มีทั้งความอยากรู้อยากเห็นที่ไม่คิดจะปิดบัง แม้กระทั่งแฝงด้วยความสะใจอยู่หลายส่วน
สายตาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น ราวกับเข็มเล็ก ๆ นับไม่ถ้วนที่ทิ่มแทงร่างกาย ก่อร่างเป็นตาข่ายที่ทำให้ผู้คนหายใจไม่ออก เพียงช่วงบ่ายเดียว ข่าวลืออันน่าตกตะลึงก็แพร่กระจายไปทั่วทุกซอกทุกมุมของเขตบ้านพักแล้ว
ลูกเขยของผู้อำนวยการโรงงานหลินแห่งโรงงานเครื่องจักรหงซิง เจียงอวี่ไป๋ชายหนุ่มที่ภายนอกดูดีมีอนาคตคนนั้น กลับไปมีความสัมพันธ์ไม่เหมาะสมกับลูกพี่ลูกน้องจากชนบทที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหน
ทั้งสองลอบมีสัมพันธ์กันในบ้านพักรับรอง ถูกตำรวจจับได้คาหนังคาเขา และยังทำให้ผู้อำนวยการโรงงานหลินถูกเชิญตัวไปที่กองบัญชาการตำรวจด้วย
พวกเขาได้ยินมาว่าผู้หญิงคนนั้นยังเป็นคนบ้านเดียวกับเจียงอวี้ไป๋และก่อนหน้านี้เคยเป็นพี่เลี้ยงเด็กอยู่ที่บ้านตระกูลหลินด้วย
หลินอู่หน้าซีดเผือด เธอเผลอขยับเข้าไปปกป้องลูกสาว ราวกับว่าการทำเช่นนี้จะสามารถกั้นสายตาที่ทำร้ายจิตใจเหล่านั้นออกไปแทนลูกสาวได้
หลินเยว่เฟิงโกรธจนตัวสั่น อย่างไรเสียเขาก็เป็นถึงผู้อำนวยการโรงงาน เคยต้องทนรับสายตาชี้นิ้วแบบนี้เสียที่ไหน ? หากไม่ใช่เพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน เขาคงพุ่งเข้าไปกดหัวพวกคนที่ชะโงกหน้าออกมามองเหล่านั้นลงกับพื้นแล้ว
แต่...เมื่อมองลูกสาวที่อยู่ข้างกายซึ่งก้มหน้าไม่พูดไม่จา เขาก็ฝืนข่มไฟโกรธในใจเอาไว้ ทำเพียงขมวดคิ้วแน่น ใช้ร่างกว้างใหญ่ของตัวเองบังปกป้องภรรยาและลูกสาวไว้ แล้วก้าวขึ้นบันไดด้วยฝีเท้าหนักอึ้งไป
มีเพียงหลินเจี้ยนเสวี่ยที่อยู่ในอ้อมกอดของแม่เท่านั้น ซึ่ง...กลับสงบนิ่งดูผิดปกติ เธอไม่หลบสายตาเหล่านั้น แค่หลุบเปลือกตาลงเล็กน้อย รับรู้ถึงสายตาเหล่านั้นที่ราวกับหนามแหลมกำลังทิ่มแทงร่างกาย
เจ็บไหม ? บางที...อาจจะมีอยู่บ้างเล็กน้อย แต่...สิ่งที่มีมากกว่าคือความเฉยชาเย็นเยือก ราวกับกำลังยืนมองเรื่องทั้งหมดจากภายนอก เพราะทุกอย่างนี้ เดิมที...ก็อยู่ในแผนของเธออยู่แล้ว
เป็นผลลัพธ์ที่เธอจงใจชักนำให้เกิดขึ้นด้วยซ้ำ เธอต้องการทำให้เรื่องนี้ใหญ่โต ต้องการให้ทุกคนรู้ ต้องการให้ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่ว เธอต้องการให้เรื่องที่เจียงอวี่ไป๋กับเจียงอวี่หนิง หญิงโฉดชายชั่วคู่นั้นทำ ถูกเปิดโปงต่อหน้าทุกคน ให้พวกเขาต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงและหมดสิ้นทุกสิ่งท่ามกลางเสียงประณามและดูถูกของผู้คน
ให้พวกมันกลายเป็นเหมือนหนูที่วิ่งผ่านถนน ถูกตรึงเอาไว้บนเสาแห่งความอัปยศไปชั่วชีวิต การถูกผู้คนจับจ้องเพียงเล็กน้อยในครั้งนี้ เมื่อเทียบกับหายนะครั้งใหญ่ที่เธอต้องเผชิญในชาติก่อนแล้ว มันจะนับเป็นอะไรได้
ครอบครัวสามคนเดินขึ้นบันไดไปเงียบๆ เสียงฝีเท้าดังก้องชัดเจนท่ามกลางความเงียบงัน ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงหน้าประตูบ้าน สิ่งที่ทำให้หลินเจี้ยนเสวี่ยประหลาดใจก็คือ หน้าประตูบ้านกลับเปิดไฟเอาไว้
ยังไม่ทันที่หลินเยว่เฟิงจะหยิบกุญแจออกมา ประตูบ้านก็ส่งเสียงเอี๊ยดก่อนจะถูกเปิดออกจากด้านใน แสงไฟสีเหลืองสลัวลอดออกมาจากช่องประตู ส่องให้เห็นร่างของคนที่เดินออกมาซึ่งดูเหมือนจะงอตัวเล็กน้อย
ร่างหนึ่งสวมเสื้อบุนวมเก่าสีเทาปรากฏขึ้นตรงประตู ในมือถือปิ่นโตอาหารสีเขียวทหารอยู่ 2 ใบ เห็นได้ชัดว่ากำลังก้มหน้ารีบเดินออกมา ทั้งสองฝ่ายประจันหน้ากันตรงประตูแคบ ๆ ชนกันเข้าอย่างจัง ต่างฝ่ายต่างชะงักไป
เมื่อเห็นว่าเป็นใคร สีหน้าของต่งไฉเซี่ยก็พลันถอดสี แกเผลอทำท่าจะซ่อนปิ่นโตอาหารหนักอึ้ง 2 ใบนั้นไว้ด้านหลังตามสัญชาตญาณ ส่วนหลินเยว่เฟิงและหลินอู่ เมื่อเห็นต่งไฉเซี่ย รวมถึงปิ่นโตอาหารที่คุ้นเคยจนไม่อาจคุ้นเคยไปกว่านี้ในมือของแก สีหน้าก็พลันมืดครึ้ม
ครอบครัวของพวกเขาเพิ่งผ่านเรื่องน่าอับอายมา ทั้งร่างกายและจิตใจเหนื่อยล้า กลับมาถึงบ้านด้วยความอ่อนล้า แต่...แม่บ้านที่ครอบครัวจ้างมาหลายปี ผู้หญิงที่พวกเขาเคยมองว่าเป็นคนซื่อสัตย์และอยู่ในระเบียบมาตลอด
อีกทั้งยังเป็นแม่แท้ ๆ ของเจียงอวี่ไป๋ ผู้ก่อเรื่องใหญ่โตจนไม่อาจให้อภัยได้ กลับไม่รู้ว่ากลับมาถึงบ้านของพวกเขาตั้งแต่เมื่อไร แถมยังทำอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วย เตรียมตัวจะเอาไปให้สองคนนั้นกิน
สายตาของหลินเจี้ยนเสวี่ยก็พลันเย็นเยียบ มองไปที่ปิ่นโตอาหารสีเขียวทหาร 2 ใบนั้น ช่วงบ่ายวุ่นวายจนแทบตั้งตัวไม่ทัน ทำให้เธอเกือบลืมบุคคลสำคัญอีกคนหนึ่งไปแล้วจริง ๆ
หลินเจี้ยนเสวี่ยค่อย ๆ ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ยืนขวางหน้าต่งไฉเซี่ยไว้ เธอมองหญิงสาววัยกลางคนตรงหน้าที่มีสีหน้าตื่นตระหนกสงบนิ่ง ก่อนจะเอ่ยถามทีละคำอย่างช้า ๆ ว่า
“ป้าต่งคะ ถือปิ่นโตออกมา 2 ใบแบบนี้ กำลังจะไปไหนเหรอคะ ?”