LNCrawler

ขับไล่คนเนรคุณ

ยุค 70 เกิดใหม่ครานี้ฉันจะร้ายให้สุด — novel.dek d.com · All chapters

ขับไล่คนเนรคุณ

น้ำเสียงนั้นแผ่วเบาจนแม้แต่ตัวต่งไฉเซี่ยเองก็ยังรู้สึกหวาดหวั่น สีหน้าของหลินเยว่เฟิงในเวลานี้ไม่เหลือความอ่อนโยนที่มีต่อญาติฝ่ายภรรยาเช่นในยามปกติอีกแล้ว เหลือเพียงความเด็ดขาดและเย็นชาแบบคนที่อยู่ในตำแหน่งสูงกว่า เขาจ้องต่งไฉเซี่ยเขม็งแล้วเอ่ยว่า

“ถ้าไม่ได้คิดจะไปไหนก็เข้าบ้านก่อน ฉันมีเรื่องจะถามเธอ” ต่งไฉเซี่ยถูกน้ำเสียงเย็นเยียบที่ไม่เคยได้ยินจากเขามาก่อนทำให้หัวใจสั่นสะท้าน

เมื่อมองใบหน้าที่เขียวคล้ำของหลินเยว่เฟิงแล้ว ต่งไฉเซี่ยก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก ริมฝีปากของแกสั่นระริก ก่อนจะเอ่ยตอบ

“ค่ะ” ต่งไฉเซี่ยเกร็งจนมือไม้ไม่รู้จะวางไว้ตรงไหน เดินตามครอบครัวตระกูลหลินทั้งสามคนเข้าไปในบ้านด้วยความหวาดระแวง

ภายในบ้านเป็นหลอดไฟแบบไส้เก่าที่ให้แสงสีเหลืองหม่น ส่องสว่างแค่ห้องรับแขกขนาดไม่ใหญ่นัก ในอากาศยังมีกลิ่นไอร้อนของอาหารที่เพิ่งยกลงจากเตาได้ไม่นานลอยอยู่จาง ๆ เห็นได้ชัดว่าต่งไฉเซี่ยวุ่นอยู่ที่นี่มาพักใหญ่แล้ว

หลินเจี้ยนเสวี่ยไม่ได้รีบร้อนนั่งลง เธอยังเดินไปต่อ เดินตรงเข้าไปในห้องครัว เธอเดินสำรวจรอบเตา เปิดฝาหม้อออกดู ภายในว่างเปล่า เหลือเพียงไออุ่นจาง ๆ จากนั้น...เธอจึงหมุนตัวเดินออกมา สายตาก็จดจ้องต่งไฉเซี่ยที่ยืนหดตัวอยู่ข้างประตู ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

“ป้าต่ง ป้าไม่ได้ทำอาหารให้พวกเราเหรอคะ ?”

“หา ? อ้อ ~” ต่งไฉเซี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง รีบฝืนยิ้มประจบประแจงออกมา ก่อนจะอธิบายว่า

“ป้า...ป้าเห็นว่าฟ้ามืดแล้ว คิดว่าพวกเธออยู่ที่กองบัญชาการตำรวจอีกนานกว่าจะกลับ กลัวว่าจะอยู่ที่นั่นถึงเที่ยงคืน ป้าก็เลยอยากจะเอาอาหารไปให้ที่กองบัญชาการน่ะ กลับมาแล้วอยากจะกินอะไรเพิ่มค่อยทำ...”

หลินเจี้ยนเสวี่ยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้พูดจบ เธอรีบเอ่ยแทรกขึ้นมาทันทีว่า

“เอาไปให้ใครคะ ? ป้าต่งใช้ข้าวของบ้านหนู แป้งสาลีของบ้านหนู รวมถึงเนื้อที่เพิ่งแบ่งมาเมื่อวานใส่ลงในปิ่นโตอาหารพวกนี้ ตั้งใจจะเอาไปให้ใครคะ ?”

“ป้า...ป้า” ใบหน้าของต่งไฉเซี่ยซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก แต่...กลับพูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว

แกไม่คิดเลยจริง ๆ ว่าครอบครัวตระกูลหลินจะกลับมาเร็วขนาดนี้ แกคิดว่าหลังจากเกิดเรื่องน่าอับอายใหญ่โตเช่นนี้ อย่างไรก็คงต้องอยู่ที่กองบัญชาการตำรวจจนถึงเช้า

หลินเยว่เฟิงนั่งลงบนโซฟาเก่าคร่ำคร่าในห้องรับแขก เมื่อเห็นท่าทางมีพิรุธและพูดไม่ออกของต่งไฉเซี่ย ความอดทนของเขาก็ขาดสะบั้น

“วางปิ่นโตลง ! มานี่ ! ฉันมีเรื่องจะถามเธอ!” น้ำเสียงนี้ไม่เหลือความสัมพันธ์ฉันท์ญาติฝ่ายภรรยาแม้แต่น้อย มีเพียงความน่าเกรงขามของผู้นำที่อยู่ในตำแหน่งสูงกำลังสอบสวนผู้ใต้บังคับบัญชา

ต่งไฉเซี่ยเคยเห็นหลินเยว่เฟิงในท่าทางเคร่งขรึมตวาดใส่คนแบบนี้เสียที่ไหน แกตกใจจนตัวสั่น มือสั่นเทาแทบทำปิ่นโตอาหารหล่นลงพื้น แกรีบหิ้วปิ่นโตอาหาร 2 ใบเข้ามาอย่างสั่น ๆ ก่อนจะวางลงบนโต๊ะปาเซียนของตระกูลหลินอย่างระมัดระวัง

หลังจากวางของลงแล้ว ลูกตาของต่งไฉเซี่ยก็กลอกไปมา ราวกับคิดหาวิธีรับมือได้แล้ว วินาทีต่อมาก็ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา น้ำเสียงแฝงด้วยเสียงสะอื้น พูดอย่างน่าสงสารว่า

“พี่หลิน คุณหลิน เสี่ยวเสวี่ย ฉัน...ฉันขอโทษ ฉันไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ เจ้าเด็กนั่นมันเลอะเลือน เขาจะทำเรื่องไร้จิตสำนึกแบบนั้นได้ยังไง อวี่หนิงก็ด้วย ฉันอุตส่าห์รักและดูแลเธอเหมือนลูกสาวแท้ ๆ เธอ...เธอกลับมายั่วยวนอวี่ไป๋ได้ยังไง พวกเขา...พวกเขาทำผิดต่อเสี่ยวเสวี่ย ทำผิดต่อครอบครัวตระกูลหลินของพวกคุณ”

ต่งไฉเซี่ยร้องไห้โวยวายพลางทุบอกตัวเอง ราวกับเจ็บปวดรวดร้าวอย่างที่สุด

“ถ้าฉันรู้ตั้งแต่แรกว่าพวกเขาสองคนมีความสัมพันธ์แบบนั้น ฉัน...ฉันคงลงโทษอวี่ไป๋ไปแล้ว ไม่มีวันปล่อยให้เขาทำเรื่องเลวทรามแบบนี้แน่นอน ฉันขอสาบาน ฉันก็เพิ่งรู้ความจริงก็วันนี้พร้อมกับทุกคน ฉันตกใจพูดอะไรไม่ออกจริงๆ ค่ะ”

พูดจบ...ต่งไฉเซี่ยก็หันไปมองหลินเจี้ยนเสวี่ยเพื่อขอความช่วยเหลือ ก่อนจะบีบน้ำตาหนักกว่าเดิม

“เสี่ยวเสวี่ย เด็กดีของป้า หนูมองป้าสิ ป้าเป็นคนแบบไหน หนูยังไม่รู้อีกเหรอ ? ป้าดูแลหนูมาตั้งแต่เล็กจนโต จะหลอกหนูได้ยังไง ? เสี่ยวเสวี่ย หนูต้องเชื่อป้านะ ป้าไม่รู้เรื่องจริงๆ”

หลินเจี้ยนเสวี่ยมองการแสดงฉากน้ำตานองหน้าของต่งไฉเซี่ยอย่างเงียบ ๆ ภายในใจกลับรู้สึกคลื่นไส้ มาถึงขั้นนี้แล้ว หลักฐานก็ชัดเจนขนาดนี้แล้ว อีกฝ่ายยังกล้าโกหกเธออีก

ใบหน้าที่กลับดำเป็นขาว หน้าด้านไร้ยางอายเช่นนี้ สมแล้วที่เป็นแม่แท้ ๆ ของเจียงอวี่ไป๋ เห็นแก่ตัวเหมือนกัน เลวทรามเหมือนกัน หลินเจี้ยนเสวี่ยไม่สนใจการแสดงของต่งไฉเซี่ย เดินไปที่ว่างข้างพ่อแล้วนั่งลง

เธอเงยหน้ามองต่งไฉเซี่ยที่ยังคงเช็ดน้ำตาอยู่ ใบหน้าไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ น้ำเสียงก็ไม่บ่งบอกว่าดีใจหรือเสียใจ เธอแค่ถามออกไปว่า

“ป้าต่ง มาทำงานที่บ้านเรากี่ปีแล้วคะ ?” ต่งไฉเซี่ยเห็นสายตาที่หลินเจี้ยนเสวี่ยมองมาก็รู้สึกหวาดหวั่นในใจ แกหลบสายตาของหลินเจี้ยนเสวี่ยมองไปทางอื่น ริมฝีปากสั่นระริก น้ำเสียงเบาหวิว

“15 ปีแล้ว” 15 ปี ? หลินเจี้ยนเสวี่ยพยักหน้าเบา ๆ ราวกับแค่ยืนยันตัวเลขที่ไม่ได้สำคัญอะไร เธอเอียงศีรษะ สายตาหยุดอยู่ที่ใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาของต่งไฉเซี่ย ก่อนจะเอ่ยอย่างช้าๆ ว่า

“15 ปี ตั้งแต่หนูอายุ 3 ขวบและเริ่มจำความได้ก็เป็นป้าต่งที่ดูแลหนู พ่อกับแม่งานยุ่ง โรงงานมีเรื่องต้องจัดการมากมาย เป็นป้าที่คอยดูแลตั้งแต่เรื่องอุจจาระ ปัสสาวะ ป้อนข้าวทีละคำ ป้อนน้ำทีละอึก เลี้ยงหนูจนโต พ่อกับแม่พูดอยู่เสมอว่า ป้าต่งดีกับหนูยิ่งกว่าแม่แท้ ๆ เสียอีก”

ริมฝีปากบางระเรื่อคลี่ยิ้มบาง แทบจะเป็นรอยยิ้มเยาะเย้ย แต่...ดวงตากลับเย็นเยียบราวกับเดือนสิบสอง

“ป้าต่ง 15 ปีเลยนะคะ คนเรามักพูดกันว่า ต่อให้เลี้ยงสุนัขตัวหนึ่งมาเป็นเวลา 15 ปี ก็น่าจะเลี้ยงจนเกิดความผูกพัน รู้จักกระดิกหางให้เจ้าของ รู้จักปกป้องเจ้าของแล้วไม่ใช่เหรอคะ ?”

คำพูดนั้นแผ่วเบาเหลือเกิน แต่...กลับแทงทะลุหัวใจยิ่งกว่าคำดุด่ารุนแรงใด ๆ ต่งไฉเซี่ยตัวสั่นสะท้าน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาแดงก่ำ น้ำตาร่วงหล่นอาบนองสองแก้ม

ต่งไฉเซี่ยยื่นมือออกมา ราวกับต้องการคว้าแขนเสื้อของหลินเจี้ยนเสวี่ย แต่...กลับชะงักค้างอยู่กลางอากาศ เหลือเพียงสีหน้าเว้าวอนน่าสงสาร

“เสี่ยวเสวี่ยเด็กดีของป้า ป้า...ป้าไม่รู้จริง ๆ อวี่ไป๋มันเลว สมองเลอะเลือน ไหนจะอวี่หนิงนั่นอีก หล่อน...หล่อนก็เป็นแค่จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ตัวหนึ่ง ป้าจะทำร้ายหนูได้ยังไง ? อย่ามองป้าแบบนั้นสิ ป้ากลัวเหลือเกิน”

“พอได้แล้ว !” หลินเยว่เฟิงทนฟังต่อไปไม่ไหว เขาตบโต๊ะอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น ปิ่นโตอาหารบนโต๊ะถึงกับกระเด้งขึ้น เขาลุกพรวดจากเก้าอี้ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความโกรธ ชี้หน้าต่งไฉเซี่ยแล้วเอ่ยว่า

“ต่งไฉเซี่ย ! เธอแสดงละครให้ใครดูหา ?! เจียงอวี่ไป๋เป็นลูกชายแท้ ๆ ของเธอ ! ส่วนเจียงอวี่หนิงคนนั้นก็เป็นคนที่เธอเป็นคนไปพามาจากบ้านเกิดเองกับมือ ! เธอยังจะบอกว่าไม่รู้เรื่องอะไรอีกเหรอ ?! เธอคิดว่าฉันเป็นแค่เด็กสามขวบหรือไง ?! หรือคิดว่าคนตระกูลหลินพวกเราตาบอดโง่เขลาไม่รู้อะไรหา ?! ฉันหลินเยว่เฟิงเห็นแก่ที่เธอเคยรับใช้ครอบครัวเรา ! เห็นแก่ที่เธอเคยดูแลเสี่ยวเสวี่ยอย่างเต็มที่ตอนเด็ก ๆ ! ฉันยังคิดว่าจะเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่า ๆ และไว้หน้าเธอสักครั้ง ! แต่ดูสภาพหน้าตาที่ไม่รู้จักสำนึกผิดของเธอตอนนี้แล้ว ! ฉันว่าฉันไม่จำเป็นต้องไว้หน้าเธออีก !”

หลินเยว่เฟิงสะบัดแขนอย่างแรง ชี้ไปทางประตูใหญ่แล้วพูดต่อว่า

“ออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้ !! ตระกูลหลินของฉันคงตาบอด ถึงได้เลี้ยงคนเนรคุณอย่างเธอไว้ในบ้าน !! กินบนเรือนขี้รดบนหลังคาอย่างเธอ !! ออกไป !! ไปให้พ้นๆ หน้าฉันเดี๋ยวนี้ !! ออกไปเดี๋ยวนี้ !!”

คำว่าออกไปเดี๋ยวนี้คำสุดท้ายนั้น หลินเยว่เฟิงแทบจะคำรามออกมา ทำให้ต่งไฉเซี่ยตัวสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง ความโกรธที่หลินเยว่เฟิงสะสมมาตลอดทั้งเย็นปะทุออกมาจนหมด ต่งไฉเซี่ยสั่นพั่บ ๆ แทบยืนไม่อยู่ ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงร้องไห้ออกมาด้วยซ้ำ

ต่งไฉเซี่ยหดคอด้วยความกลัว กลัวว่าวินาทีต่อมาหลินเยว่เฟิงจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่แล้วพุ่งเข้ามาทุบตีแก แต่...ดึกดื่นค่ำคืนแบบนี้ ข้างนอกมืดสนิท ลมหนาวพัดหวือ ๆ หากแกถูกไล่ออกไปจากที่นี่ แล้วแกจะไปอยู่ที่ไหน ?

ลูกชายกับนังจิ้งจอกไร้ยางอายคนนั้นยังเอาตัวเองไม่รอดด้วยซ้ำ พึ่งพาได้ที่ไหน หรือแกจะต้องนอนข้างถนนจริง ๆ ? ในยุคนี้ หากหญิงชราคนหนึ่งเร่ร่อนอยู่ข้างนอกกลางดึกกลางดื่น ไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง

ท่ามกลางความตื่นตระหนก ต่งไฉเซี่ยเผลอหันไปมองหลินเจี้ยนเสวี่ยที่นั่งอยู่บนโซฟาตามสัญชาตญาณ แกมองหลินเจี้ยนเสวี่ยด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาพลางเอ่ยว่า

“เสี่ยวเสวี่ย เสี่ยวเสวี่ย หนูเห็นแก่ที่ป้าดูแลหนูมาหลายปี ช่วยพูดกับพ่อหนูหน่อยนะ ป้ารู้ว่าป้าผิด ป้าผิดจริง ๆ “

หลินเจี้ยนเสวี่ยเคยพึ่งพาแกมาตลอด เธอทนไม่ได้แน่ ๆ หากเห็นแกต้องออกไปนอนข้างถนน

ทว่า...หลินเจี้ยนเสวี่ยกลับมองต่งไฉเซี่ยด้วยสายตาเรียบนิ่ง ก่อนจะตอบกลับไปว่า

“ป้าต่ง พ่อไล่ป้าออกจากบ้านไปแล้ว ป้ายังไม่ไปอีก หรือว่ารอให้พ่อถีบหัวส่งออกไปเองคะ ?”