LNCrawler

อุ่นไอรักครอบครัว

ยุค 70 เกิดใหม่ครานี้ฉันจะร้ายให้สุด — novel.dek d.com · All chapters

อุ่นไอรักครอบครัว

ประโยคเดียวทำลายความหวังสุดท้ายของต่งไฉเซี่ยจนแหลกสลาย แกไม่เคยคาดคิดเลยว่า เด็กคนนี้ที่แกเห็นมาตั้งแต่เล็ก หลินเจี้ยนเสวี่ยที่เคยพึ่งพาและสนิทสนมกับแกจะกลายเป็นคนใจร้ายถึงเพียงนี้

ความเคียดแค้นและความโกรธที่ยากจะอธิบายระลอกหนึ่ง ราวกับงูพิษเลื้อยขึ้นมาในใจทันที หลินเจี้ยนเสวี่ยมีสิทธิ์อะไร ?! ที่หลินเจี้ยนเสวี่ยมีทุกอย่างอย่างทุกวันนี้ ก็ไม่ใช่เพราะอาศัยตระกูลหลินของพวกเขาหรอกเหรอ ?!

แกรับใช้และดูแลหลินเจี้ยนเสวี่ยมา 10 กว่าปี หรือแม้แต่ความผูกพันเล็ก ๆ น้อย ๆ แค่นี้ก็ยังไม่คิดจะเห็นแก่กันเลยหรือไง ?

แต่...ความเคียดแค้นเพิ่งจะโผล่พ้นขึ้นมา ก็ถูกสายตาเดือดดาลราวกับจะพ่นไฟของหลินเยว่เฟิงกดข่มลงไปเสียก่อน ความหวาดกลัวในความเป็นจริง ทำลายความไม่ยินยอมทั้งหมดของต่งไฉเซี่ยจนหมดสิ้น

ต่งไฉเซี่ยไม่กล้าพูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว กลัวว่าหลินเยว่เฟิงจะพุ่งเข้ามาลงมือกับแกจริง ๆ แกก้มหน้าลงต่ำ ลากขาเดินไปอย่างคนหมดอาลัยตายอยาก ราวกับสุนัขที่ถูกเจ้าของทอดทิ้ง กลับไปยังห้องที่แกอาศัยอยู่มานานกว่า 10 ปีอย่างหวาดหวั่น

ต่งไฉเซี่ยรีบร้อนหยิบกระเป๋าสตางค์ของตัวเองออกมาจากลิ้นชัก แล้วคว้าเสื้อคลุมผ้าฝ้ายเก่าตัวหนึ่งที่แขวนอยู่ตรงหัวเตียงพาดไว้บนแขน ตลอดกระบวนการไม่กล้าเงยหน้าขึ้นเลย จากนั้น...ก็แทบจะวิ่งหนีไปทางประตู เปิดประตูแล้วพุ่งออกไปโดยไม่หันกลับมามองอีก

ภายในห้องรับแขกตกอยู่ในความเงียบงันราวกับไร้ชีวิตไปชั่วขณะ หน้าอกของหลินเยว่เฟิงยังคงกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง เห็นได้ชัดว่าความโกรธยังไม่จางหาย

หลินเจี้ยนเสวี่ยค่อย ๆ ลุกขึ้น เดินตรงไปยังโต๊ะปาเซียนตัวนั้น เธอยื่นมือไปเปิดฝาปิ่นโต 2 ใบที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างสงบนิ่ง ในปิ่นโตอาหารใบแรกคือหมูตุ๋นซีอิ๊วที่เคี่ยวจนมันวาว เนื้อมีสีแดงสด เนื้อแดงสลับมันอย่างพอดี มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าคนทำต้องตั้งใจตุ๋นอย่างพิถีพิถัน

ส่วนในปิ่นโตใบที่สอง ด้านล่างเป็นซาลาเปาลูกใหญ่กลมฟูนุ่มหลายลูก ด้านบนยังมีผัดผักรสอ่อนหนึ่งส่วน และซุปปลาที่โรยต้นหอมซอยอีกหนึ่งถ้วย ช่างเป็นอาหารที่ดีจริง ๆ

มีทั้งเนื้อ แป้งสาลีขาว ผักสด แล้วก็ซุปปลา ในยุคที่ข้าวของขาดแคลน จะซื้ออะไรก็ต้องใช้คูปองปันส่วนเช่นนี้ อาหารมื้อนี้เรียกได้ว่าเป็นงานเลี้ยงใหญ่เลยทีเดียว

ต่งไฉเซี่ยนี่ถึงกับเอาเนื้อที่บ้านเพิ่งได้รับแบ่งมาเมื่อวาน รวมถึงแป้งสาลีขาวออกมาจนหมด หอบเอาความอบอุ่นไปส่งให้ลูกชายสุดที่รักของตัวเองกับลูกพี่ลูกน้องคนนั้นแล้ว

สายตาของหลินเยว่เฟิงก็มองปิ่นโตอาการอยู่เหมือนกัน เมื่อเห็นอาหารที่ครบทั้งสี กลิ่น และรส ความโกรธที่เพิ่งสงบลงก็กลับมาลุกโชนอีกครั้ง

ครอบครัวสามคนของเขาต้องวิ่งวุ่นอยู่ที่กองบัญชาการตำรวจเพราะเรื่องเลวร้ายที่ลูกชายของเธอก่อขึ้น ต้องทนรับสายตาและเสียงซุบซิบนินทาจากคนภายนอกจนเหน็ดเหนื่อย

แต่...ต่งไฉเซี่ยกลับอยู่บ้านใช้ข้าว แป้ง น้ำมัน และอาหารของตระกูลหลิน ทำทั้งปลาและเนื้อเตรียมเอาไปเลี้ยงไอ้คนไร้ยางอาย 2 คนนั่น

“พ่อ พวกเราทานข้าวก่อนเถอะค่ะ” มือขาวนุ่มวางลงบนแขนของพ่อแผ่วเบา

“โกรธคนพวกนั้นจนทำร้ายสุขภาพตัวเองไม่คุ้มหรอกค่ะ” น้ำเสียงของหลินเจี้ยนเสวี่ยสงบนิ่ง ดวงตากระจ่างใสมองผู้เป็นพ่อ

“วันนี้พ่อกับแม่ก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ตั้งแต่เที่ยงจนถึงตอนนี้ยังไม่ได้พักผ่อนเลย พรุ่งนี้เรายังต้องไปกองบัญชาการตำรวจอีก ไปฟังว่าทางคุณอาหยวนสอบสวนเรื่องนี้ไปถึงไหนแล้ว กินข้าวเสร็จแล้วพักผ่อนเอาแรงสักหน่อย ร่างกายคือทุนของการทำงานเพื่อประเทศ จะล้มลงไปเสียก่อนไม่ได้นะคะ”

หลินอู่ที่กอดลูกชายอยู่เงียบ ๆ มาตลอด นั่งอยู่บนโซฟาข้าง ๆ และแอบเช็ดน้ำตาอยู่ ในเวลานี้ก็ได้สติกลับมาแล้ว เธอจะปล่อยให้ลูกสาวที่เพิ่งผ่านเรื่องสะเทือนใจครั้งใหญ่ที่สุดกลับต้องมาปลอบพวกเขาได้อย่างไร

เธอสูดจมูกเบา ๆ รีบวางลูกชายที่เริ่มง่วงในอ้อมแขนลงบนเปลไม้ไผ่ข้าง ๆ อย่างเบามือ แล้วดึงผ้าห่มผืนเล็กขึ้นมาห่มให้ จากนั้น...จึงลุกขึ้นเดินไปหยุดอยู่ข้างหลินเยว่เฟิง แล้วตบแขนเขาเบา ๆ

“พี่หลิน ฟังลูกหน่อยเถอะ กินข้าวก่อน โกรธจนเสียสุขภาพแล้วใครจะดูแล อย่าปล่อยให้ลูกต้องเป็นห่วงสิ”

หลินเยว่เฟิงหันหน้าไปมองลูกสาวที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะ ร่างกายบอบบาง แต่...แววตากลับสงบนิ่ง ภายใต้แสงไฟ ใบหน้าของลูกสาวดูซีดเซียว แต่...ดวงตาคู่นั้นกลับเปล่งประกายอย่างน่าประหลาด ราวกับผ่านคลื่นลมเพียงวันเดียว ก็สลัดความไร้เดียงสาทั้งหมดออกไป กลายเป็นคนสุขุมและเข้มแข็งขึ้น

ความเจ็บปวดที่ยากจะอธิบายระลอกหนึ่งราวกับกระแสน้ำไหลบ่าท่วมกลบความโกรธของเขาไปจนหมด ลูกสาวของเขา ลูกสาวสุดที่รักที่เขาทะนุถนอมอยู่ในอ้อมอกมาตั้งแต่เล็กจนโต เคยต้องเผชิญกับความคับข้องใจและความอัปยศเช่นนี้เสียที่ไหน

ทั้งหมดเป็นเพราะเขามองคนไม่ขาด เป็นเพราะเขาชักหมาป่าเข้า บ้านถึงปล่อยให้เจียงอวี่ไป๋ไอ้คนอกตัญญูใจคอโหดเหี้ยมคนนั้นมีโอกาสมารังแกลูกสาวของเขาเช่นนี้

หลินเยว่เฟิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ ในที่สุดหัวไหล่ที่เกร็งแน่นก็ผ่อนคลายลง เขาพลิกมือมากุมมือของลูกสาวแน่น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า

“เสี่ยวเสวี่ย ลูกไม่ต้องห่วง พ่อไม่มีวันปล่อยพวกคนตระกูลเจียงไปแน่ พวกมันกล้ารังแกลูกขนาดนี้ หนี้แค้นนี้พ่อจะคิดบัญชีให้ลูกทีละเรื่องเอง”

“ไอ้เจียงอวี่ไป๋นั่นคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ? กล้ารังแกลูกสาวของหลินเยว่เฟิงคนนี้ได้ยังไง ? ถึงยังไงพ่อก็เป็นถึงผู้อำนวยการโรงงานเหล็กหงซิง ในปักกิ่งนี้ สหายร่วมรบเก่า เพื่อนร่วมงานเก่าที่พ่อรู้จัก มีไม่ถึง 100 ก็ 80 คนแล้ว ตอนนี้พวกเขาแต่ละคนก็มีเส้นสายอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ กันทั้งนั้น คิดจะปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปง่าย ๆ งั้นเหรอ ? ฝันไปเถอะ !”

“ใช่” หลินอู่รีบเห็นด้วย ใบหน้าเองก็เต็มไปด้วยความโกรธแค้นแทนพวกเดียวกัน

“สมัยก่อนพ่อหนูน่ะมีสหายร่วมรบเก่าคนหนึ่งที่สนิทสนมกันมาก ตอนนี้ทำงานอยู่ที่ศาลประจำเมืองด้วย รอให้ทางกองบัญชาการตำรวจจัดการเรื่องนี้เสร็จ พวกเราจะไปหาเขา ขอให้เขาช่วย ยังไงก็ต้องจัดการให้เด็ดขาด”

เมื่อได้ยินพ่อกับแม่ที่ปกป้องเธออย่างสุดกำลังและต้องการระบายความแค้นแทนเธอ กระแสความอบอุ่นก็เอ่อท้นขึ้นในใจของเธออย่างประหลาด

ชาติที่แล้ว พ่อกับแม่ถูกคนตระกูลเจียงทำร้ายทั้งทางตรงและทางอ้อม ส่วนเธอก็ถูกทอดทิ้งไร้คนช่วยเหลือ สุดท้าย...ต้องลงเอยอย่างน่าเวทนาเช่นนั้น แต่...ชาตินี้ เธอยังคงมีพ่อแม่ที่รักและปกป้องเธอ ในที่สุดเธอก็ไม่ต้องต่อสู้อยู่เพียงลำพังอีกต่อไปแล้ว

จู่ ๆ หลินเจี้ยนเสวี่ยก็รู้สึกขอบตาร้อนผ่าว ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มบาง ก่อนจะยื่นมืออีกข้างออกไปกอดแขนของพ่อไว้อย่างสนิทสนม แล้วเอนศีรษะพิงไหล่พ่อเบา ๆ พลางทำเสียงออดอ้อนเหมือนตอนเด็กว่า

“พ่อ แม่ พ่อกับแม่ดีกับหนูจริง ๆ” เมื่อเห็นรอยยิ้มอ่อนแรงของลูกสาว ความคับข้องใจสุดท้ายในใจหลินเยว่เฟิงก็สลายไป

หลินเยว่เฟิงยกมือขึ้น ลูบศีรษะของลูกสาวเบา ๆ อย่างเก้ ๆ กัง ๆ แต่...กลับเต็มไปด้วยความรักใครเอ็นดู

เฮ้อ ~ หลินเยว่เฟิงถอนหายใจยาว ในใจเต็มไปด้วยความเสียใจ เดิมที...เขาคิดว่า การเลือกเด็กหนุ่มบ้านนอกที่ครอบครัวยากจนและดูซื่อสัตย์ว่านอนสอนง่ายมาแต่งกับลูกสาว อีกฝ่ายคงสำนึกบุญคุณและดีกับลูกสาวไปตลอดชีวิต ทะนุถนอมลูกสาวของเขาราวกับของล้ำค่า

ใครจะคิดว่า ลูกเขยยากจนที่คิดว่าควบคุมได้ง่ายคนนี้ แท้จริงแล้วกลับเป็นหมาป่าอกตัญญูที่เลี้ยงไม่เชื่อง ไม่เพียงกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา ยังสมคบกับลูกพี่ลูกน้องที่เรียกกันเองก่อเรื่องสกปรกโสมมและผิดศีลธรรมเช่นนั้น

ช่างเถอะ ช่างเถอะ หลินเยว่เฟิงถอนหายใจยาวไม่หยุด ตอนนี้...คิดเรื่องพวกนี้ไปก็ไม่มีประโยชน์แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดตรงหน้าคือเสี่ยวเสวี่ยของเขา ขอเพียงลูกสาวสุดที่รักของเขาแข็งแรงดี และก้าวผ่านเรื่องนี้ไปได้โดยเร็ว ไม่ถูกพวกคนเลวตระกูลเจียงทำให้โกรธจนล้มป่วยได้ แค่นี้...ก็เหนือกว่าสิ่งใดแล้ว