LNCrawler

ความจริงชาติกำเนิด

ยุค 70 เกิดใหม่ครานี้ฉันจะร้ายให้สุด — novel.dek d.com · All chapters

ความจริงชาติกำเนิด

เก็บถ้วยชามเรียบร้อยแล้ว หลินเยว่เฟิงก็ทำหน้าบึ้งเดินเข้าไปในห้องหนังสือ หลินอู่อุ้มลูกชายที่หลับสนิทอยู่กลับเข้าไปในห้องนอน ก่อนจะให้ลูกชายดื่มนม

ในห้องรับแขกจึงเหลือเพียงหลินเจี้ยนเสวี่ยคนเดียว เธอไม่ได้กลับเข้าห้องของตัวเองไป แต่...กลับหมุนตัวเดินตรงไปที่ประตูห้องฝั่งตรงข้ามเยื้องกัน ห้องรับแขกที่เดิมทีจัดเตรียมเอาไว้ให้เจียงอวี่ หนิงเข้ามาพักชั่วคราว

ประตูห้องปิดไว้แค่ครึ่งหนึ่ง ดวงตาของหลินเจี้ยนเสวี่ยหรี่ลงเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวขาวผ่องวางลงบนบานประตู แล้วผลักเบา ๆ ห้องไม่ได้ใหญ่โตนัก ทั้งยังถูกจัดเก็บไว้สะอาดเรียบร้อยและเป็นระเบียบ

บนเตียงปูด้วยผ้าห่มลายดอกเล็ก ๆ ที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่ บนโต๊ะยังมีอ่างล้างหน้าเคลือบสีใบใหม่เอี่ยมกับผ้าขนหนูสีขาวสะอาดราวหิมะ ของพวกนี้เป็นของที่แม่ของเธอจัดเตรียมเอาไว้ให้เจียงอวี่หนิงด้วยตัวเองเมื่อไม่กี่วันก่อน เพราะคิดว่าเด็กสาวคนหนึ่งจากต่างถิ่นต้องมาอาศัยอยู่ข้างนอกคงไม่ใช่เรื่องง่าย

แต่...สายตาของหลินเจี้ยนเสวี่ยไม่ได้หยุดอยู่ที่ของเหล่านั้น กลับเลื่อนไปที่โต๊ะข้างเตียง ตรงนั้นมีกล่องเหล็กทรงกลมใบหนึ่งวางอยู่ มันคือนมมอลต์ !

กล่องนมมอลต์ที่เธอมอบให้เจียงอวี่ไป๋ ตอนนี้...กลับมาอยู่ที่ห้องของเจียงอวี่หนิง เพราะคนในตระกูลหลินได้รับการอบรมมาดี ไม่เคยเข้าไปค้นข้าวของในห้องของคนอื่นตามใจชอบ เจียงอวี่หนิงจึงยิ่งวางใจ ใช้ของที่เดิมเป็นของเจ้าของบ้านอย่างสบายอกสบายใจโดยไม่คิดจะเกรงใจแม้แต่น้อย

หลินเจี้ยนเสวี่ยเดินเข้าไปใกล้อย่างช้า ๆ ก่อนจะหยิบกล่องเหล็กใบนั้นขึ้นมา มันเบามาก ไม่จำเป็นต้องเปิดดูก็พอจะเดาได้ว่าเหลืออยู่ไม่มากแล้ว

เมื่อเปิดออกดู ก็เป็นอย่างที่คิด นมเหลืออยู่แค่ก้นกล่อง หลินเจี้ยนเสวี่ยมองกล่องนมมอลต์ที่ว่างเปล่า รอยยิ้มเย็นเยียบค่อย ๆ คลี่ออกจากส่วนลึกของดวงตา

“หึ !” หลินเจี้ยนเสวี่ยหัวเราะเบา ๆ เยาะเย้ย ก่อนจะถือกล่องนมมอลต์ที่เหลือน้อยนิดเดินออกจากห้องไป แล้วกลับเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง

เธอเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง เปิดลิ้นชักล่างสุด จากมุมลึกที่สุดด้านใน เธอคลำหยิบของชิ้นเล็กที่ห่อด้วยกระดาษสีน้ำตาลออกมา เมื่อคลี่ห่อกระดาษออก ก็เผยให้เห็นผงสีเหลืองอ่อนจำนวนหนึ่งอยู่ด้านใน ส่งกลิ่นแปลก ๆ ที่ไม่น่าพึงประสงค์จาง ๆ ออกมา

หลินเจี้ยนเสวี่ยมีสีหน้าไร้อารมณ์ เธอหยิบห่อกระดาษขึ้นมา แล้วค่อย ๆ เทผงด้านในลงไปในกล่องเหล็กนมมอลต์ทีละน้อย เมื่อทำทุกอย่างเสร็จแล้ว เธอก็ปิดฝากล่องเหล็ก

จากนั้น...ก็อุ้มกล่องนมมอลต์ใบนั้นเดินเข้าไปในห้องน้ำ เธอเปิดก๊อกน้ำ เทผงที่ผสมอยู่ในกล่องนมมอลต์ลงไป แล้วมองสายน้ำค่อย ๆ พัดพาผงเหล่านั้นไหลออกไปทีละน้อย แววตาของเธอก็ค่อย ๆ สงบนิ่งขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อผงทั้งหมดในกล่องเหล็กถูกสายน้ำชะล้างออกไปจนหมดแล้ว หลินเจี้ยนเสวี่ยก็ผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ

“จบเสียที” เธอพูดกับตัวเองเบา ๆ หนึ่งประโยค ทุกอย่างกำลังจะจบลงแล้ว

.....

ตกดึก...หลินเจี้ยนเสวี่ยนอนอยู่บนเตียงของตัวเอง ที่นอนใต้ร่างค่อนข้างแข็ง แต่...กลับทำให้เธอรู้สึกสบายใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เธอล้วงกล่องไม้ใบเล็กออกมาจากใต้หมอน แล้วค่อย ๆ เปิดออก

กำไลหยกเส้นหนึ่งนอนนิ่งอยู่บนผ้ากำมะหยี่สีแดง สีเขียวมรกตโปร่งใส ภายใต้แสงจันทร์อ่อน ๆ ที่ส่องลอดเข้ามาทางหน้าต่าง มันสะท้อนประกายอ่อนนุ่มแวววาวออกมา

ปลายนิ้วของเธอลูบผ่านพื้นผิวเรียบลื่นเย็นเยียบของกำไลหยกเบา ๆ หัวใจของหลินเจี้ยนเสวี่ยกลับสงบลงอย่างประหลาด ความวุ่นวาย ความโกรธ และแผนการทั้งหมดของวันนี้ ในชั่วขณะนี้ดูเหมือนจะตกตะกอนลงจนหมด

นี่เป็นคืนแรกหลังจากเธอกลับมาเกิดใหม่ ที่อารมณ์ของเธอได้ผ่อนคลายและสงบนิ่งลงอย่างแท้จริง ในใจของเธอค่อย ๆ คำนวณอย่างละเอียด

รอให้คดีของเจียงอวี่ไป๋และเจียงอวี่หนิงจบลง รอให้คำตัดสินของศาลออกมา และรอจนความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาระหว่างเธอกับเจียงอวี่ไป๋สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์แล้วเธอจะไปตามหาฟู่เจียเหวย

เธอจะต้องหาเขาให้เจอ และคืนกำไลหยกอันล้ำค่าเส้นนี้ให้เขาด้วยตัวเอง เพียงแต่...เธอไม่แน่ใจว่า หากถึงตอนนั้นฟู่เจียเหวยได้พบเธอเขาจะมีสีหน้ายังไง ? เขาจะดีใจที่ได้พบเธอหรือเปล่านะ ?

ฟู่เจียเหวยในชาติที่แล้ว ตอนที่พวกเขาได้พบกันอีกครั้ง เขากลายเป็นผู้ใหญ่ที่สุขุม เก็บอารมณ์ได้ดี ความคิดลึกล้ำจนยากจะหยั่งถึงแล้ว แต่...เขาในชาตินี้เพิ่งอายุ 18 ปี ยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง นิสัยคงยังไม่เปลี่ยนไปสินะ

แต่...ไม่ว่าอย่างไร เธอก็อยากพบเขาอีกครั้งจริง ๆ คนเพียงคนเดียวที่มอบความอบอุ่นและศักดิ์ศรีครั้งสุดท้ายให้เธอ ในช่วงเวลาที่เธอโดดเดี่ยวและสิ้นหวังที่สุดในบั้นปลายชีวิต คนที่เก็บรวบรวมและจัดการฝังร่างอันน่าเวทนาของเธอหลังจากเธอตาย คนเพียงคนเดียวที่หลั่งน้ำตาให้เธออยู่หน้าหลุมศพของเธอ

เธออยากตอบแทนเขา เธอจะต้องตอบแทนเขาให้ได้ เธออยากให้ในชาตินี้เขาไม่ต้องประสบกับโศกนาฏกรรมครอบครัวแตกสาแหรกขาดเหมือนชาติที่แล้ว ไม่ต้องแบกรับภาระหนักหนาเช่นนั้นอีก ไม่ต้องระหกระเหินไปทั่ว ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากไปทั้งชีวิต

เธออยากให้เขาและครอบครัวของเขาทุกคนปลอดภัยและมีสุขภาพแข็งแรง ท่ามกลางความคิดอันเลื่อนลอย เปลือกตาของเธอก็ค่อย ๆ หนักอึ้ง ความเหนื่อยล้าตลอดทั้งวัน รวมถึงการใช้พลังใจอย่างหนัก ในที่สุดก็แสดงออกมาในเวลานี้

หลินเจี้ยนเสวี่ยเก็บกำไลหยกกลับเข้าไปในกล่องไม้ ปิดฝากล่องอย่างระมัดระวัง แล้วสอดกลับเข้าไปใต้หมอน ความง่วงราวกับกระแสน้ำ ในที่สุดก็ค่อย ๆ ถาโถมเข้ามาโอบล้อมเธอเอาไว้ เธอจมเข้าสู่ห้วงนิทราอันลึก คืนนี้...เธอหลับสนิทกว่าทุกคืน

.....

วันรุ่งขึ้น แสงอรุณส่องลอดผ่านกรอบหน้าต่าง กระทบพื้นห้องเป็นเงาแสงด่างพร้อย หลินเจี้ยนเสวี่ยขยี้ตางัวเงีย แล้วผลักประตูห้องออก ภาพในห้องรับแขกทำให้เธอชะงักไปเล็กน้อย

ตรงกลางห้องรับแขกที่เดิมค่อนข้างกว้าง ตอนนี้...กลับมีข้าวของจิปาถะกองพะเนินราวกับภูเขาลูกเล็ก ๆ ทั้งเครื่องนอนที่ม้วนเป็นก้อน อ่างล้างหน้าเคลือบสี ผ้าขนหนู แปรงสีฟัน รวมถึงเสื้อผ้าเก่าที่ยับยู่ยี่หลายชุดและของใช้ในชีวิตประจำวันอีกสารพัด ถูกโยนกองรวมกันระเกะระกะ ดูขัดหูขัดตาอย่างมาก

“นี่มัน...” หลินเจี้ยนเสวี่ยขมวดคิ้วมุ่นด้วยความงุนงง เธอไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

ขณะที่กำลังสงสัยอยู่นั้น แม่ก็อุ้มเครื่องนอนผ้าลายดอกกองหนึ่งเดินออกมาจากห้องที่เดิมทีเป็นห้องของต่งไฉเซี่ยด้วยฝีเท้าเร่งรีบ บนใบหน้าของแม่ยังคงมีความโกรธที่ยังไม่จางหายอยู่หลายส่วน แต่...การเคลื่อนไหวกลับคล่องแคล่วรวดเร็ว

เมื่อเห็นลูกสาวตื่นแล้ว สีหน้าเคร่งเครียดของหลินอู่ก็ผ่อนคลายลง แต่...ยังคงพูดด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยดีนัก

“ตื่นแล้วเหรอ ? ดีเลย รีบไปแปรงฟันล้างหน้าแล้วมากินข้าวเช้าเร็ว แม่จะเก็บกวาดไอ้ของรกหูรกตาพวกนี้ให้เสร็จก่อน”

หลินเจี้ยนเสวี่ยมองกองข้าวของจิปาถะเหล่านั้น แล้วมองเครื่องนอนในอ้อมแขนของแม่ ก็พอจะเดาได้ จึงลองถามหยั่งเชิงไปว่า

“แม่กำลังทำอะไรอยู่เหรอคะ ?” ยังไม่ทันพูดจบ หลินเยว่เฟิงก็ถือจานข้าวผัดไข่ร้อน ๆ เดินออกมาจากห้องครัว เขาวางข้าวผัดไข่ลงบนโต๊ะสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ในห้องรับแขก ก่อนจะอธิบายให้ลูกสาวฟัง

“แม่ของลูกกำลังเก็บของที่คนตระกูลเจียงทิ้งเอาไว้ออกไปทิ้งให้หมด เห็นแล้วก็พาลหงุดหงิดใจ”

หลินอู่รีบเอ่ยเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรังเกียจว่า

“ใช่ เอาไปทิ้งให้หมด เห็นแล้วก็จะนึกถึงเรื่องเลวร้ายพวกนั้นอีก แม่อึดอัดใจ”

สิ้นเสียง...หลินอู่ก็โยนเครื่องนอนในอ้อมแขนลงบนกองของบนพื้น ก่อนจะเชิดคางขึ้นแล้วพูดกับหลินเจี้ยนเสวี่ยว่า

“เสวี่ยเอ๋อร์ ลูกก็อย่ายืนบื้ออยู่ตรงนั้นเลย รีบเข้าไปในห้อง เอาไอ้ของเก่า ๆ ที่ไอ้แซ่เจียงนั่นทิ้งเอาไว้ออกมาให้แม่ อย่าคิดเก็บไว้เชียวละ เอาออกมาทิ้งให้หมด”

เมื่อเห็นท่าทางโกรธจัดของแม่ราวกับอยากลบร่องรอยทุกอย่างของตระกูลเจียงออกจากบ้านให้หมดไป หลินเจี้ยนเสวี่ยก็จนใจ เพียงแต่...ถ้าทิ้งไปแบบนี้ ดูเหมือนจะสิ้นเปลืองไปหน่อย หลินเจี้ยนเสวี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลองเกลี้ยกล่อมแม่ว่า

“แม่คะ ทิ้งไปก้เสียดายแย่ ของพวกนี้ถึงจะไม่ค่อยมีราคา แต่ยังไงก็เอาไปขายที่สถานีรับซื้อของเก่าแลกเงินได้นะคะ”

“แลกเงิน ?” หลินอู่ทำเหมือนได้ยินคำพูดที่ขัดหูอย่างยิ่ง คิ้วตั้งชัน

“จะขายอะไรอีก ? ของของพวกตระกูลเจียงนั่นเต็มไปด้วยกลิ่นสกปรก เงินสกปรกที่แลกมาจากของพวกนี้ แม่ยังรู้สึกคลื่นไส้เลย ตระกูลหลินของเรายังไม่ตกต่ำถึงขั้นต้องพึ่งเงินพวกนี้เพื่อประทังชีวิตเสียหน่อย เงินไม่กี่หยวนไม่กี่เฟิน แม่ไม่ต้องการ”

ยิ่งพูด...หลินอู่ก็ยิ่งโมโห หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง เห็นได้ชัดว่ารังเกียจสองแม่ลูกตระกูลเจียงมากแค่ไหน

หลินเจี้ยนเสวี่ยมองท่าทางรังเกียจออกนอกหน้าของแม่ ก็รู้ว่าพูดต่อไปก็คงไม่มีประโยชน์ จึงได้แต่ปิดปากเงียบอย่างจนใจ เธอหันไปมองพ่อหวังขอความช่วยเหลือ

หลินเยว่เฟิงเห็นสายตาขอความช่วยเหลือของลูกสาว กลับส่ายหน้าไปมาเบาๆ อย่างจนปัญญา แสดงสีหน้าว่าเขาเองก็ช่วยอะไรไม่ได้ เขาจึงเดินเข้าไปช่วยไกล่เกลี่ยกับลูกสาวว่า

“เอาละ ๆ เสวี่ยเอ๋อร์ ฟังแม่เถอะ มานี่ กินข้าวก่อน เดี๋ยวพวกเรายังต้องไปกองบัญชาการตำรวจอีกนะ ไปฟังว่าอาหยวนว่าอย่างไรบ้าง”

หลินเจี้ยนเสวี่ยเดินไปนั่งลงที่โต๊ะ หยิบตะเกียบขึ้นมา มองแม่ที่ยังคงเท้าเอวอยู่ตรงนั้น แล้วก็จ้องมองข้าวของจิปาถะด้วยสายตาเหมือนเสือจ้องเหยื่อ ราวกับแทบอยากจุดไฟเผาทิ้งให้หมดลงตรงนั้น เธอก็อดที่จะเกลี้ยกล่อมอีกครั้งไม่ได้-

“แม่คะ แม่ยุ่งมาทั้งเช้าแล้ว มากินอะไรหน่อยเถอะค่ะ รอพวกเรากลับมาจากกองบัญชาการตำรวจแล้ว หนูจะช่วยแม่เก็บกวาดด้วย ใช้เวลาเก็บไม่นานหรอก เดี๋ยวเดียวก็เสร็จแล้ว”

“แม่ไม่หิว” หลินอู่ปฏิเสธทันทีโดยไม่ต้องคิด พลางโบกมือไปมาด้วยความหงุดหงิด

“แม่อิ่มเพราะถูกบ้านหมาป่าอกตัญญูนั่นทำให้โมโหแล้ว กินอะไรไม่ลงหรอก หนูกับพ่อกินไปเถอะ กินเสร็จแล้วรีบไปกองบัญชาการตำรวจ อย่าให้เสียงานสำคัญ”

เมื่อเห็นท่าทีหนักแน่นของแม่ หลินเจี้ยนเสวี่ยกับพ่อก็มองหน้ากัน ต่างก็เห็นความจนใจในดวงตาของอีกฝ่าย

หลินเจี้ยนเสวี่ยจึงไม่เกลี้ยกล่อมต่อ หยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วนั่งกินข้าวผัดไข่เงียบๆ อาหารเช้ามื้อหนึ่งจบลงด้วยความเร่งรีบ

หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ หลินเยว่เฟิงก็ไปขับรถที่เป็นรถจี๊ปที่ทางโรงงานจัดไว้ให้เขาโดยเฉพาะในฐานะผู้อำนวยการโรงงาน เพื่อความสะดวกในการเดินทางไปทำงาน ในยุคสมัยนี้ก็ถือว่าเป็นสวัสดิการที่ค่อนข้างดีแล้ว

ครอบครัวทั้งสามคนขึ้นรถ มุ่งหน้าไปยังกองบัญชาการตำรวจปักกิ่ง รถจอดนิ่งอยู่หน้าอาคารกองบัญชาการตำรวจที่ค่อนข้างเก่า ทันทีที่ลงจากรถ ก็เห็นผู้อำนวยการหยวนในชุดตำรวจเรียบร้อยยืนอยู่ตรงประตู ราวกับกำลังรอพวกเขาอยู่

เมื่อเห็นหลินเยว่เฟิง ผู้อำนวยการหยวนก็เผยรอยยิ้มอบอุ่นออกมาทันที ก่อนจะเดินเข้ามาต้อนรับ แล้วยื่นมือทั้งสองข้างมากุมมือหลินเยว่เฟิงแน่น

“เหล่าหลิน มากันแล้วเหรอ ? ฉันกำลังรอนายอยู่พอดีเลย”

“อาหยวน ลำบากแล้ว”

“ไม่ลำบากหรอก มันเป็นหน้าที่ของพวกเราน่ะ” ผู้อำนวยการหยวนพูดตามมารยาทสองสามคำ ก่อนจะเบี่ยงตัวนำพวกเขาเข้าไปด้านใน ระหว่างเดินก็ลดเสียงลง สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นหลายส่วน

“เร็วเข้า รีบตามฉันมา การสอบสวนมีความคืบหน้าใหม่นะ และเรื่องนี้สำคัญกับพวกนายมาก”

หลินเจี้ยนเสวี่ยกับหลินอู่เดินตามอยู่ด้านหลัง หัวใจของทั้งคู่ก็พลันกระตุกเมื่อได้ยินอย่างนั้น

ผู้อำนวยการหยวนนำพวกเขาไปยังห้องทำงานแห่งหนึ่ง แล้วบอกให้พวกเขานั่งลง จากนั้น...ก็ได้หยิบเอาโทรเลขฉบับหนึ่งที่เพิ่งได้รับมา และบันทึกที่เรียบเรียงเสร็จแล้วซึ่งวางอยู่บนโต๊ะ ยื่นให้หลินเยว่เฟิง

“เหล่าหลิน อาหลิน เจี้ยนเสวี่ย” ผู้อำนวยการหยวนมองพวกเขา ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นต่อว่า

“เมื่อวานนี้ จากข้อมูลที่พวกคุณให้มา พวกเราจึงส่งโทรเลขด่วนไปที่บ้านเกิดของเจียงอวี่ไป๋กับเจียงอวี่หนิงทันที กองพลตงฟาง ขอให้คณะกรรมการปฏิวัติที่นั่นช่วยตรวจสอบความสัมพันธ์ที่แท้จริงของเจียงอวี่ไป๋กับเจียงอวี่หนิงแล้ว เมื่อครู่นี้ โทรเลขตอบกลับจากคณะกรรมการปฏิวัติกองพลผลิตตงฟางส่งมาถึงแล้ว”

สายตาของผู้อำนวยการหยวนหยุดอยู่ที่หลินเจี้ยนเสวี่ยและหลินอู่ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

“ในโทรเลขตอบกลับเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า เจียงอวี่ไป๋กับเจียงอวี่หนิงเป็นสมาชิกของกองพลเดียวกันจริงๆ ทั้งคู่เติบโตมาจากหมู่บ้านเดียวกันตั้งแต่เด็ก เรียกได้ว่าเป็นคู่รักวัยเด็กกันเลยก็ว่าได้ แต่ระหว่างพวกเขาสองคนไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดหรือความเป็นญาติกันแม้แต่น้อย ยิ่งไม่ใช่ลูกพี่ลูกน้องกัน”