LNCrawler

เน่าเฟะถึงรากเหง้า

ยุค 70 เกิดใหม่ครานี้ฉันจะร้ายให้สุด — novel.dek d.com · All chapters

เน่าเฟะถึงรากเหง้า

แม้เธอจะรู้ความจริงมานานแล้ว แต่...เมื่อผ้าคลุมความน่าอับอายผืนนี้ถูกคนนอกฉีกกระชากออกตรงๆ เมื่อคำว่าไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกันแม้แต่น้อยดังชัดเข้ามาในหู ความรู้สึกคลื่นไส้ที่คุ้นเคยก็ยังพุ่งขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ จุกขึ้นมาถึงลำคอ

มันเหมือนกับชาติที่แล้ว ตอนที่เจียงอวี่หนิงอยู่ปลายสาย ใช้น้ำเสียงทั้งอวดดีและอำมหิตบอกเธอด้วยว่า

“ฉันกับพี่อวี่ไป๋รักกันมาตั้งแต่เด็ก พวกเราไม่ใช่ลูกพี่ลูกน้องอย่างที่เธอเข้าใจ”

ความรู้สึกคลื่นไส้ที่ปะปนไปด้วยการถูกหักหลัง ความอัปยศอดสู และการถูกหลอกลวงในตอนนั้น แทบทำให้เธออาเจียนออกมาตรงนั้น ช่างต่ำช้าจริงๆ

เจียงอวี่ไป๋ เจียงอวี่หนิง รวมถึงต่งไฉเซี่ยอีกคน ครอบครัวนี้เน่าเฟะมาตั้งแต่รากเหง้าจริงๆ !

หลินเจี้ยนเสวี่ยกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ เธอฝืนกดความคลื่นไส้ทางร่างกายที่กำลังพลุ่งพล่านลงไป สีหน้ายังคงสงบนิ่ง เพียงแต่...แววตาดูเย็นชามากกว่าเดิม

ส่วนหลินเยว่เฟิงและหลินอู่ที่อยู่ข้าง ๆ กลับมีปฏิกิริยารุนแรงกว่า แม้ตั้งแต่เกิดเรื่องจนถึงตอนนี้ ในใจของพวกเขาจะมีลางสังหรณ์ถึงเรื่องเลวร้ายที่สุดอยู่บ้าง พวกเขารู้สึกว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

แต่...เมื่อคำว่าไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกันแม้แต่น้อยเป็นผู้อำนวยการหยวนยืนยันด้วยตัวเอง มันก็เหมือนค้อนหนักที่ฟาดลงกลางหัวใจของพวกเขาอย่างแรง

ใบหน้าของหลินอู่พลันซีดเผือดทันที จากนั้น...ความซีดนั้นก็ถูกแทนที่อย่างรวดเร็วด้วยสีแดงก่ำจากความโกรธสุดขีด เธอกุมหน้าอก ริมฝีปากสั่นระริกอยู่นานกว่าจะพูดออกมาได้

หลินเยว่เฟิงกำโทรเลขในมือแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว เส้นเลือดสีเขียวบนหลังมือปูดขึ้นมา ไม่ใช่ญาติ ! ไม่ใช่ลูกพี่ลูกน้อง ! แล้วตอนแรกต่งไฉเซี่ยบอกพวกเขาว่าอย่างไร ?

หล่อนพูดอยู่ตลอดว่าเป็นญาติที่บ้านเกิด เป็นลูกสาวของอาสะใภ้ของเจียงอวี่ไป๋ พ่อแม่เสียชีวิตหมดแล้ว ไม่มีที่พึ่ง น่าสงสารอย่างมาก อยากมาปักหลักอยู่ที่เมืองหลวงกับลูกพี่ลูกน้องเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่

ตอนนั้น...พวกเขาเห็นว่าเด็กสาวคนนี้มีภูมิหลังน่าสงสาร อีกทั้งเห็นแก่หน้าที่เป็นญาติของเจียงอวี่ไป๋ ประกอบกับตอนนั้นหลินอู่เพิ่งคลอดลูก ไม่มีคนช่วยดูแลเด็ก พวกเขาจึงยอมให้เจียงอวี่หนิงเข้ามาอยู่ด้วย

แล้วผลเป็นไงล่ะ ? ผลก็คือพวกเขาพางูพิษเข้าบ้าน ภาพบางอย่างที่พวกเขาจงใจมองข้าม หรือไม่ได้ใส่ใจในตอนนั้น ตอนนี้...กลับเหมือนน้ำที่เขื่อนแตก ทะลักเข้ามาในความคิดของหลินเยว่เฟิงและหลินอู่ไม่หยุด

ครู่นั้น...เหมือนพวกเขาจะนึกออกแล้ว มิน่าเล่า เจียงอวี่ไป๋กับเจียงอวี่หนิงสองคนนั้นถึงได้ดูสนิทสนมกันอย่างบอกไม่ถูกอยู่เสมอ บางครั้ง...เจียงอวี่ไป๋กับเจียงอวี่หนิงจะพากันเข้าไปหลบอยู่ในห้องน้ำ อยู่ข้างในเป็นเวลานาน พอถามว่าทำอะไรอยู่ พวกเขาก็จะอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ บอกว่าปวดท้อง หรือไม่ก็บอกว่ากำลังช่วยเจียงอวี่ หนิงซักผ้า

บางครั้ง...ในตอนกลางคืน เจียงอวี่ไป๋จะย่องเข้าไปในห้องของเจียงอวี่หนิง ปิดประตูสนิท อยู่ข้างในเป็นเวลานานกว่าจะออกมา พอถูกจับได้ก็ยังพูดหน้าตาเฉยว่าแค่เข้าไปคุยเรื่องที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านเท่านั้น

“ฉันนึกออกแล้ว” น้ำเสียงของหลินอู่แหบแห้งไปหมด

“มีครั้งหนึ่ง เดือนที่แล้ว ตอนกลางคืนฉันตื่นขึ้นมาชงนมให้เสี่ยวหู่ เดินผ่านห้องน้ำแล้วได้ยินเสียงอะไรบางอย่างอยู่ในนั้น ฉันถามว่าใคร แล้วอวี่ไป๋ก็ตอบกลับมา บอกว่าเขาท้องเสีย แต่ฉันได้ยินชัดเต็มสองหูว่าข้างในเหมือนจะมี มีเสียงผู้หญิงด้วย ตอนนั้นฉันยังสงสัยอยู่เลย คิดว่าตัวเองคงหูฝาดไป แต่ตอนนี้ลองมาคิดดูแล้ว ให้ตายเถอะ หรือว่า...หรือว่าพวกเขาจะ.....”

หลินอู่รู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง ดวงตาพร่าเลือน หากหลินเจี้ยนเสวี่ยไม่รีบเข้ามาประคองไว้ เธอคงเป็นลมหมดสติไปเพราะความโกรธแล้ว

“ไอ้สองตัวนั้น ! เลวที่สุดเลย !” เสียงของหลินเยว่เฟิงเหมือนเค้นออกมาจากไรฟัน แฝงด้วยไอเย็นยะเยือก

“อยู่ในบ้านของเรา อยู่ต่อหน้าต่อตาพวกเรา กลับทำเรื่องผิดศีลธรรมแบบนี้ ยังไม่พอ พวกมันยังกล้าหลอกเอาจดหมายแนะนำตัวจากฉัน แล้วหนีไปเปิดห้องที่บ้านพักรับรองอีก”

ผู้อำนวยการหยวนมองเพื่อนเก่าที่ใบหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นเทาอยู่ตรงหน้า ในใจก็รู้สึกหนักอึ้งเหมือนกันเขายกถ้วยเคลือบขึ้นมาจากบนโต๊ะ จิบชาร้อนเข้ม ๆ หนึ่งอึก พยายามกดความแห้งผากในลำคอลงไป

เพราะเรื่องที่จะพูดต่อจากนี้ ยิ่งรับมือได้ยากกว่าข่าวที่ว่าไม่ใช่ญาติเมื่อครู่นี้เสียอีกเขากลัวจริง ๆ ว่าเพื่อนเก่าของเขาจะรับไม่ไหว โกรธจนเป็นลมไป

ทำงานเป็นตำรวจมาหลายปี คดีสารพัดรูปแบบเขาล้วนเคยพบเจอมาแล้ว แต่...เรื่องของตระกูลเจียงที่สกปรกโสมมถึงขั้นนี้ เรียกได้ว่าพบเห็นได้ยากจริงๆ

ต่งไฉเซี่ยคนนั้น เจียงอวี่ไป๋คนนั้น รวมถึงเจียงอวี่หนิงอีกคน ครอบครัวนี้แทบจะสลักคำว่าไร้ยางอายเอาไว้ในกระดูกแล้ว

เขากระแอมเบาๆ ส่งสัญญาณให้ตำรวจหญิงที่กำลังจดบันทึกอยู่ข้างๆ รินน้ำชาร้อนเพิ่มให้หลินเยว่เฟิงกับหลินอู่ พยายามทำให้น้ำเสียงของตัวเองฟังดูมั่นคงขึ้น แต่...ความหนักอึ้งในแววตากลับปิดไม่มิด

“เหล่าหลิน คุณหลิน พวกคุณใจเย็นก่อนนะ ฟังผมพูดให้จบก่อน”

เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนฝืนจิบน้ำไปหนึ่งอึก อารมณ์ดูเหมือนจะสงบลงเล็กน้อยแล้ว เขาจึงกระแอมอีกครั้ง สีหน้าเคร่งขรึมก่อนพูดต่อว่า

“เมื่อวานตอนที่พวกคุณให้ปากคำ พวกคุณบอกว่าเจียงอวี่ หนิงเพิ่งมาถึงบ้านพวกคุณในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ปีนี้ บอกว่าจะมาทำงานเป็นคนดูแลเด็กใช่ไหม ?”

หลินเยว่เฟิงกับหลินอู่มองหน้ากัน ก่อนจะพยักหน้า เสียงของหลินอู่แหบแห้งหน่อยๆ

“ใช่ วันนั้นแหละ ต่งไฉเซี่ยเป็นคนพามา บอกว่าเป็นหลานสาวทางบ้านเดิมของเธอ เพิ่งเดินทางมาจากบ้านเกิดเพื่อมาหางานทำที่นี่”

ผู้อำนวยการหยวนกวาดสายตาคมกริบผ่านพวกเขา ก่อนจะส่ายหน้าไปมาช้าๆ พลางเอ่ยว่า

“มีบางอย่างไม่ถูกต้อง จากการสืบสวนของพวกเรา ผู้หญิงที่ชื่อเจียงอวี่หนิงคนนี้ ความจริงแล้วเดินทางมาถึงปักกิ่งตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วแล้ว”

“อะไรนะ ?!” หลินอู่ร้องออกมาด้วยความตกใจ ถ้วยเคลือบในมือแทบร่วง

หลินเยว่เฟิงเองก็มีสีหน้าตกตะลึงไม่ต่างกัน คิ้วเข้มขมวดแน่น ผู้อำนวยการหยวนพูดต่อ ทุกคำราวกับก้อนหินหนักที่กระแทกลงกลางหัวใจของตระกูลหลิน

“ตอนนั้น มีผู้หญิงแซ่ต่งคนหนึ่งเช่าบ้านพักแบบลานสี่เหลี่ยมให้เธอหลังหนึ่ง ใกล้กับเขตที่พักของพวกคุณ เป็นห้องเดี่ยวขนาดเล็กแออัด ค่าเช่าไม่ถูกเลย เดือนละ 5 หยวน เจียงอวี่หนิงอาศัยอยู่ที่นั่นมาตลอด ตามคำบอกเล่าของเพื่อนบ้านรอบๆ ผู้หญิงแซ่ต่งคนนั้นจะมาหาเธอทุกๆ สองสามวัน นำอาหารแล้วก็เครื่องดื่มมาให้ ดูแลเอาใจใส่เธอเป็นอย่างดี”

ผู้หญิงแซ่ต่ง ! นอกจากต่งไฉเซี่ยที่ใจคอโหดเหี้ยมคนนั้นแล้ว จะเป็นใครได้อีก ?! ที่แท้...พวกเขาวางแผนตั้งแต่ปลายปีที่แล้วอย่างงั้นเหรอ ?

ต่งไฉเซี่ยทำอาหารอยู่ที่บ้านของพวกเขา รับเงินค่าอาหารและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจากตระกูลหลิน ขณะเดียวกันก็แอบเลี้ยงดูเจียงอวี่หนิงอยู่ข้างนอกไปด้วยอย่างงั้นเหรอ ?

หลินอู่รู้สึกถึงความเย็นเยียบสายหนึ่งพุ่งจากฝ่าเท้าตรงขึ้นไปถึงศีรษะ เธอกัดริมฝีปากแน่น ทั้งร่างสั่นเทาด้วยความโกรธ

ดีจริงๆ วางแผนได้ดีจริงๆ เห็นทั้งครอบครัวของพวกเธอเป็นคนโง่ห้ปั่นหัวเล่นหรือไง ?

ผู้อำนวยการหยวนมองสีหน้าที่ดูไม่ค่อยดีเท่าไรของหลินเยว่เฟิงกับหลินอู่ก็แอบถอนหายใจ แต่...ด้วยหน้าที่ เขาจำเป็นต้องพูดทุกอย่างให้หมด

“พวกเรายังสืบพบอีกว่า ในคืนวันที่ 4 กุมภาพันธ์ จู่ๆ เจียงอวี่หนิงก็มีอาการตกเลือด จึงถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลประชาชนปักกิ่งอย่างเร่งด่วนเพื่อรับการรักษา พวกเราไปตรวจสอบข้อมูลการเข้ารับการรักษาและเวชระเบียนของเธอในตอนนั้นแล้ว”

พอพูดถึงตรงนี้ ผู้อำนวยการหยวนก็หยุดไปครู่หนึ่ง สายตากวาดผ่านใบหน้าของหลินเยว่เฟิงและหลินอู่ที่ดูซีดเผือดพร้อมจะหมดสติไปได้ทุกเมื่อ น้ำเสียงก็พลันเปลี่ยนไป ก่อนจะพูดความจริงสุดท้ายออกมาด้วยความลำบากใจว่า

“ข้อมูลของโรงพยาบาลระบุว่า เธอแท้งลูก เป็นทารกเพศชาย อายุครรภ์ได้ 4 เดือน หลังจากแท้ง เจียงอวี่หนิงพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลประชาชนเกือบครึ่งเดือน หลังออกจากโรงพยาบาลได้ไม่นาน ก็คือวันที่ 25 กุมภาพันธ์ เธอก็คืนบ้านเช่าหลังเดิมให้กับเจ้าของบ้าน จากนั้นต่งไฉเซี่ยก็พาเธอเข้าไปอยู่ในบ้านของพวกคุณ และเริ่มทำงานเป็นคนดูแลเด็กในบ้านของพวกคุณ”

ผู้อำนวยการหยวนพูดผลการสืบสวนทั้งหมดออกมารวดเดียวจบ คดีนี้...หากมองตั้งแต่ต้นจนจบ จริงๆ แล้วก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร แค่ชายหญิงคู่หนึ่งที่ลักลอบมีความสัมพันธ์กัน ร่วมมือกับหญิงใจร้ายอีกคน วางแผนหลอกอย่างรอบคอบ แต่...กระบวนการทั้งหมดกลับเหลวไหลจนทำให้คนฟังโกรธแค้น

ความชั่วร้ายของมนุษย์ ถูกแสดงออกมาอย่างถึงที่สุดในตัวคนทั้งสามนี้ ภายในห้องทำงานเงียบสนิท ความโกรธเกรี้ยวของหลินอู่หลังจากได้ยินคำว่าแท้งลูกและทารกเพศชายอายุ 4 เดือนก็เหมือนถูกสูบพลังทั้งหมดออกไปในพริบตา

สีเลือดบนใบหน้าของเธอหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความซีดขาว ดวงตาว่างเปล่าจ้องมองไปข้างหน้า ริมฝีปากขยับเบาๆ แต่...กลับพูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว

ผ่านไปนาน หลินอู่จึงเหมือนเพิ่งค้นหาเสียงของตัวเองพบ จู่ๆ ก็ยื่นมือออกไปกุมมือเย็นเฉียบของลูกสาวที่อยู่ข้างๆ แน่น น้ำตาร้อนๆ ไหลลงมาเป็นหยดใหญ่ไม่ขาดสาย

“แท้งลูก ? ท้องได้ 4 เดือน ?” เสียงของเธอแตกพร่า แฝงด้วยความสิ้นหวังและความเจ็บปวดที่ไม่อยากจะเชื่อ

“เจียงอวี่ไป๋แต่งงานกับเสวี่ยเอ๋อร์ของฉันได้ปีเดียวเองนะ แล้วเจียงอวี่หนิงคนนั้น เธอ...เธอตั้งท้องได้ 4 เดือนแล้วงั้นเหรอ ? เขาเห็นเสวี่ยเอ๋อร์ของเรา เห็นลูกสาวของฉันเป็นอะไรกัน ?!”

หลินอู่ทนต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว เธอฟุบลงบนโต๊ะ ปิดหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น เธอไม่ได้โกรธเพราะความไร้ยางอายของชายหญิงคู่นั้น เธอแค่...เจ็บปวดหัวใจ เจ็บปวดแทนลูกสาวจนแทบขาดใจ

ลูกสาวของเธอ ตั้งแต่เล็กก็ได้รับการทะนุถนอมจากเธอกับสามี อุ้มชูเลี้ยงดูราวกับแก้วตาดวงใจ เติบโตมาท่ามกลางความรักความเอ็นดู ไม่เคยต้องเผชิญกับความอัปยศอดสูแบบนี้เลยสักครั้ง

ถูกสามีหักหลัง ! ถูกทั้งครอบครัวนั้นวางแผนเล่นงานและเหยียบย่ำเช่นนี้ !

หลินเยว่เฟิงรู้สึกว่าดวงตาพร่ามัวไปหมด รสคาวหวานสายหนึ่งพุ่งขึ้นมาจุกที่ลำคอ แต่...เขาก็ฝืนกลืนมันกลับลงไป เขาเป็นถึงผู้อำนวยการโรงงานเหล็กหงซิง มองคนมานับไม่ถ้วน แต่...กลับถูกแม่บ้านจากบ้านนอกคนหนึ่ง กับลูกเขยที่ดูซื่อสัตย์จริงใจคนหนึ่ง หลอกปั่นหัวจนหมุนไปหมด

คนพวกนั้นไม่ได้แค่หลอกให้ลูกสาวเขาแต่งงานด้วยเท่านั้น ยังพาผู้หญิงไร้ยางอายคนนั้นเข้ามาอยู่ในบ้านด้วย ลักลอบมีความสัมพันธ์กันต่อหน้าต่อตาเขา ถึงขั้น...ถึงขั้นตั้งท้องเด็กที่ไม่ควรเกิดขึ้นมาอีก นี่มันคือการหยามเกียรติกันชัดๆ !

หลินเจี้ยนเสวี่ยลูบหลังแม่ที่กำลังตัวสั่นไม่หยุดเบาๆ ก่อนจะดึงท่านเข้ามาสวมกอดปลอบใจ สีหน้าของเธอเองก็ซีดเผือด หลังจากได้ฟังคำพูดของผู้อำนวยการหยวน ความรู้สึกคลื่นไส้ในท้องก็พลุ่งขึ้นมาอีกครั้ง แต่...เธอก็ฝืนกดมันลงไป

เมื่อเทียบกับความพังทลายของแม่ เธอกลับดูสงบนิ่งดูปกติ หรืออาจเรียกได้ว่าเย็นชาเสียด้วยซ้ำ

“แม่คะ อย่าร้องไห้เลย หนูไม่เป็นไรค่ะ” เสียงของเธอเบามากแทบไม่ได้ยิน แฝงด้วยความแหบเล็กน้อย

หลินอู่เงยใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา มองแก้มซีดเซียวแต่สงบนิ่งของลูกสาว ในใจก็ยิ่งเจ็บปวด

“ตอนนี้เรารู้ความจริงแล้ว ยังดีกว่าถูกปิดหูปิดตาต่อไป” หลินเจี้ยนเสวี่ยหยิบกระดาษทิชชูขึ้นมา ค่อยๆ เช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าแม่อย่างเบามือ

“เรื่องนี้เป็นเรื่องดีนะคะ แม่อย่าร้องเลยค่ะ” ใช่ การรู้ความจริงยังดีกว่าการเป็นคนโง่ที่ถูกหลอกต่อไป

หลินอู่สูดหายใจเข้าลึกๆ ฝืนตัวเองให้หยุดร้องไห้ เธอเช็ดน้ำตา มองลูกสาว แววตาค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแน่วแน่ขึ้น แฝงด้วยความเด็ดขาดอยู่หลายส่วน

“ใช่ เสวี่ยเอ๋อร์พูดถูก เจ็บครั้งเดียวแล้วก็จบ ตอนนี้เรารู้ความจริงแล้ว จะไม่ถูกพวกมันหลอกอีก กฎหมายยุติธรรมเสมอ ต้องคืนความยุติธรรมให้ลูกแน่นอน”

หลังจากปลอบอารมณ์ของแม่เสร็จ หลินเจี้ยนเสวี่ยจึงเงยหน้าขึ้น มองไปยังผู้อำนวยการหยวนที่ยืนอยู่หลังโต๊ะทำงาน แววตาของเธอใสกระจ่างและสงบนิ่ง ไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย

“อาหยวนคะ เรื่องการหย่าร้างระหว่างหนูกับเจียงอวี่ไป๋ ทางเขาพูดอะไรบ้างไหมคะ ?”

ผู้อำนวยการหยวนมองหญิงสาวตรงหน้าที่แม้อายุยังน้อย แต่...กลับเข้มแข็งและสงบนิ่งอย่างน่าแปลกใจ ในใจก็อดชื่นชมไม่ได้ หากเป็นผู้หญิงคนอื่นที่ต้องพบเจอเรื่องที่ทำลายความเชื่อและศีลธรรมเช่นนี้ เกรงว่า...คงร้องไห้โวยวายแทบเป็นแทบตายไปนานแล้ว

แต่เธอ...ตั้งแต่ต้นจนจบ นอกจากใบหน้าที่ซีดลงเล็กน้อยและแววตาที่เย็นชาขึ้นแล้ว แทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์เลย ยังสามารถปลอบแม่อย่างมีสติ และถามถึงประเด็นสำคัญได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนด้วย สภาพจิตใจเช่นนี้ หาได้ยากจริง ๆ

ผู้อำนวยการหยวนหยิบรายงานการสอบสวนอีกฉบับบนโต๊ะขึ้นมา แล้วชี้ไปที่ข้อความแถวหนึ่งพลางเอ่ยว่า

“ทางเจียงอวี่ไป๋ พวกเราก็สอบสวนแล้วเหมือนกัน เรื่องหย่าร้าง เขาไม่ได้ดิ้นรนขัดขืนอะไรมาก เขาบอกว่าหย่าก็ได้”

ผู้อำนวยการหยวนหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้ามองหลินเจี้ยนเสวี่ย น้ำเสียงแฝงด้วยความรู้สึกซับซ้อนอยู่เล็กน้อย แล้วพูดต่อว่า

“แต่เขามีข้อเรียกร้องอย่างหนึ่ง เขาอยากพบหนูอีกครั้งครั้งน่ะ”

อยากพบเธองั้นเหรอ ? แววตาของหลินเจี้ยนเสวี่ยมีประกายเยาะเย้ยที่ไม่คิดจะปิดบังวาบผ่าน

“พบเสวี่ยเอ๋อร์ ?!” หลินอู่ได้ยินอย่างนั้นก็เดือดขึ้นมาอีกครั้ง เปลวไฟที่เพิ่งกดลงเมื่อครู่พลันลุกพรึ่บขึ้นมา

“เขายังมีหน้ามาขอพบเสวี่ยเอ๋อร์ของฉันอีกเหรอ ?! เขาคิดจะทำอะไรกัน ?!”

หลินอู่รีบหันกลับมาจับแขนลูกสาวแน่น น้ำเสียงร้อนรนดังขึ้นต่อเนื่องไม่หยุด

“เสวี่ยเอ๋อร์ หนูไม่ต้องไปพบมันนะ ห้ามไปพบเด็ดขาด ตอนนี้มันก็เป็นแค่หมาบ้า เราไม่รู้ว่ามันคิดจะทำอะไร ถ้ามันไม่รีบหย่าให้เรียบร้อย เราก็ไปหาคนจัดการเรื่องใบหย่าเองก็ได้ แล้วฟ้องศาลไปเลย แม่ไม่เชื่อหรอกว่าไอ้อวี่ไป๋ทำเรื่องเลวร้ายยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานขนาดนี้แล้ว ศาลจะไม่ยอมให้หย่า !”

ท่าทีของหลินอู๋เด็ดขาดอย่างยิ่ง เธอกลัวว่าลูกสาวจะใจอ่อนชั่วขณะแล้วกลับไปเจอหน้าไอ้ผู้ชายเฮงซวยนั่นอีก

หลินเจี้ยนเสวี่ยก้มหน้ามองพื้น ขนตายาวทอดเงาจางๆ ลงบนผิวที่ซีดเซียว ผ่านไปไม่กี่วินาที เธอก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แววตาของเธอสงบนิ่งไร้ระลอก มองไปยังผู้อำนวยการหยวน น้ำเสียงราบเรียบไม่อาจรู้ได้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่

“ได้ค่ะ” เพียงคำเดียว ชัดเจนและเด็ดขาด หลินอู่กับหลินเยว่เฟิงถึงกับชะงักไป

“ไปเจอวันนี้เลยค่ะ วันไหนก็ไม่สู้ไปเจอกันวันนี้” วันนี้...เมื่อเจอกันแล้ว บางที...เธอกับเจียงอวี่ไป๋อาจจะไม่มีวันได้พบกันอีกตลอดชีวิตนี้ก็เป็นได้