LNCrawler

ละครฉากสุดท้าย

ยุค 70 เกิดใหม่ครานี้ฉันจะร้ายให้สุด — novel.dek d.com · All chapters

ละครฉากสุดท้าย

แสงไฟสลัว มีเพียงหลอดไฟกำลังวัตต์ต่ำที่อยู่เหนือศีรษะส่องแสงริบหรี่ พอจะส่องให้เห็นโต๊ะเหล็กที่สีลอกเป็นแผ่นๆ อยู่กลางห้องกับเก้าอี้ไม้ 2 ตัวที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกันได้อย่างพอฝืน

ในอากาศมีกลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆ เจียงอวี่ไป๋ถูกตำรวจ 2 นายคุมตัวเข้ามา ข้อมือถูกใส่กุญแจมือ ทุกครั้งที่ขยับจะมีเสียงโลหะกระทบกันเบาๆ

เขาก้มหน้า ฝีเท้าดูโซเซเล็กน้อย ก่อนจะถูกกดให้นั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามหลินเจี้ยนเสวี่ย

หลินเจี้ยนเสวี่ยนั่งอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบๆ หลังตรงสง่า ดวงตาสงบนิ่งมองเขา ไม่ได้พบกันแค่คืนเดียว ชายหนุ่มที่มักรักษาภาพลักษณ์สุภาพเรียบร้อย อ่อนโยนและมีมารยาทต่อหน้าเธอ ตอนนี้...กลับเหมือนกลายเป็นคนละคนโดยสิ้นเชิง

หนวดเคราขึ้นรก ใบหน้าซูบโทรม ใต้ตาดำคล้ำ สีหน้าดูเหนื่อยล้า เขานั่งอยู่ตรงนั้นอย่างกระสับกระส่าย บิดมือที่ถูกใส่กุญแจมือไปมาเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองหลินเจี้ยนเสวี่ย

เธอสวมเสื้อเชิ้ตเรียบง่าย เส้นผมถูกรวบไว้เรียบร้อยหลังใบหู เผยให้เห็นหน้าผากมนเรียบเนียนและลำคอเรียวสวย แสงไฟสลัวราวกับจงใจเข้าข้างเธอ ขับเน้นเส้นสายละเอียดอ่อนของใบหน้าด้านข้าง ผิวขาวจนแทบโปร่งแสง

นอกจากสีหน้าที่ซีดกว่าปกติเล็กน้อยแล้ว เธอก็ยังดูไม่ต่างจากทุกวัน ยังคงงดงามเช่นเดิม ทันทีที่สายตาของทั้งสองสบกัน ริมฝีปากของเจียงอวี่ไป๋ขยับอยู่หลายครั้ง ราวกับอยากจะพูดอะไร แต่...ยังไม่ทันได้เปล่งเสียง ขอบตาของเขาก็แดงก่ำเสียก่อน น้ำตาไหลอาบแก้มไม่หยุด

“ฮึกๆ” เสียงสะอื้นที่พยายามกลั้นดังออกมาจากลำคอ เขายกมือทั้งสองข้างที่ถูกใส่กุญแจมือขึ้น อยากจะเช็ดน้ำตา แต่...กลับดูเก้ๆ กังๆ และน่าสมเพชมากกว่าเดิม

หลินเจี้ยนเสวี่ยมองสภาพของเขา ใบหน้าไม่มีอารมณ์ส่วนเกินแม้แต่น้อย เธอยื่นมือออกไปหยิบกระดาษทิชชูหนึ่งแผ่นจากกล่องข้างโต๊ะ เธอยื่นทิชชูไปตรงหน้าเขา น้ำเสียงเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่นดังขึ้น

“เช็ดซะ” เจียงอวี่ไป๋มองทิชชูตรงหน้า แล้วชะงักไปทันที จากนั้น...น้ำตาของเขาก็ไหลหนักกว่าเดิม ไหล่สั่นเทาตามไปด้วย

เขายื่นมือออกมารับทิชชูอย่างสั่นๆ เช็ดใบหน้าอย่างลวกๆ น้ำเสียงสะอื้นจนแทบพูดไม่เป็นคำ

“ขอบ...ขอบคุณ” หลินเจี้ยนเสวี่ยชักมือกลับ วางซ้อนกันบนตัก หลังยังคงตั้งตรง เธอมองสภาพน่าสมเพชของเขา ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า

“ได้ยินมาว่าคุณอยากพบฉันเหรอ ? มีอะไรอยากจะพูดกับฉันหรือเปล่า ?”

เจียงอวี่ไป๋เงยดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยขึ้น มองหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงข้าม แสงไฟสีเหลืองซีดทำให้โครงหน้าของเธอดูอ่อนโยนลง แต่...ไม่อาจบดบังความงดงามชวนตะลึงนั้นได้

เธอเหมือนดอกกุหลาบที่มีหนาม แม้อยู่ในสถานที่อึดอัดเช่นนี้ก็ยังเปล่งประกายจนทำให้ไม่อาจละสายตาไปจากเธอได้ เพียงแต่...ดอกกุหลาบดอกนี้ ไม่ได้เป็นของเขาอีกต่อไปแล้ว เขาก้มหน้า น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความเสียใจดังขึ้น

“เจี้ยนเสวี่ย ผมขอโทษ” หลินเจี้ยนเสวี่ยหัวเราะเบาๆ

“ฮ่าฮ่าฮ่า ~ ถ้าคุณอยากพูดแค่นี้ก็ไม่จำเป็นหรอกค่ะ” น้ำเสียงของเธอยังคงสงบนิ่งราวกับกำลังคุยเรื่องสภาพอากาศอยู่

“อย่าพูดถึงเรื่องอื่นกันเลยค่ะ เรามาคุยเรื่องข้อตกลงหย่ากันดีกว่า รีบเซ็นชื่อ รีบจัดการขั้นตอนให้เรียบร้อย สำหรับคุณ สำหรับฉัน และสำหรับทุกคน ล้วนเป็นเรื่องดี”

เด็ดขาด กระชับ และไม่เหลือช่องทางให้ถอยแม้แต่น้อย หัวใจของเจียงอวี่ไป๋ดิ่งวูบ ขอบตาแดงก่ำอีกครั้ง น้ำตาไหลทะลักหนักกว่าเดิม เขาใช้หลังมือปาดน้ำตาเบาๆ ก่อนจะรีบพูดขึ้นมาว่า

“ไม่ ไม่ใช่แค่นั้น เจี้ยนเสวี่ย ผมขอโทษคุณจริง ๆ เรื่องหย่าคุณวางใจได้ ผม...ผมจะออกไปตัวเปล่าแน่นอน ไม่ขออะไรทั้งนั้น สมุดบัญชีเงินฝากของผม อยู่ในกระเป๋าด้านในของเสื้อคอจีนสีฟ้า ข้างในมีเงินอยู่จำนวนหนึ่ง ถึงจะไม่มาก แต่ผมก็อยากให้คุณ รหัสผ่านคือวันเกิดของคุณ คุณจำไว้ แล้วไปถอนที่ธนาคารนะ”

หลินเจี้ยนเสวี่ยพยักหน้าเบาๆ สีหน้ายังคงสงบนิ่งเช่นเดิม “อืม ฉันรู้แล้ว”

เจียงอวี่ไป๋มองท่าทีที่ไม่หวั่นไหวของเธอ ความสิ้นหวังอย่างที่สุดก็พลันผุดขึ้นในใจ แต่...เขายังคงเหมือนคนจมน้ำที่พยายามคว้าทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่ยอมแพ้ จึงไม่ยอมตัดใจและเอ่ยปาก พยายามปลุกความผูกพันในอดีตของเธอขึ้นมาอีกครั้ง

“ผมรู้ ผมรู้ว่าตอนนี้ไม่ว่าผมจะพูดอะไรไป คุณก็คงไม่เชื่ออีกแล้ว คำพูดพวกนี้ สำหรับคุณอาจไม่มีความหมายอะไรเลย แต่...แต่ยังไงผมก็ต้องพูด เจี้ยนเสวี่ย ผม...ผมเคยรักคุณจริงๆ นะ ไม่สิ ผมรักคุณ รักมาตลอด”

เขาเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาร้อนแรงจับจ้องหลินเจี้ยนเสวี่ย พยายามค้นหาความสั่นไหวสักเล็กน้อยบนใบหน้าสวยที่ทำให้หัวใจคนสั่นคลอนของเธอ

“จนถึงตอนนี้ผมยังจำได้ชัดเจน ตอนที่ได้พบคุณครั้งแรก ตอนนั้นผมอายุแค่ 10 กว่าขวบ ผมตามแม่ขึ้นมาในเมือง แม่บอกว่าที่บ้านคุณขาดคน จึงพาผมมาช่วยงานที่บ้านคุณ วันนั้นแดดสวยมาก คุณสวมกระโปรงสีขาว บนชายกระโปรงเหมือนจะปักดอกพุดเล็กๆ เอาไว้ด้วย คุณเดินออกมาจากบ้านเพื่อมาเปิดประตู ยืนอยู่ใต้แสงแดดตรงระเบียง แล้วยิ้มสดใสถามพวกเราว่าเป็นใคร ตอนนั้นผม ผมถึงกับยืนอึ้งไปเลย ในหัวว่างเปล่าไปหมด ตอนนั้นคุณสวยมากจริงๆ เจี้ยนเสวี่ย เหมือน...เหมือนนางฟ้าในภาพวาดเลย สวยจนตอนนั้นผมแทบไม่กล้าเงยหน้ามอง ไม่กล้ามองคุณมากกว่านั้นแม้แต่ครั้งเดียว”

เขาพึมพำเล่าออกมาหมด ทุกคำเต็มไปด้วยความรักลึกซึ้ง รายละเอียดแต่ละอย่างถูกบรรยายออกมาอย่างมีชีวิตชีวา ราวกับความรู้สึกหวั่นไหวบริสุทธิ์ในวันนั้นยังคงลุกโชนอยู่ในใจของเขาจนถึงวันนี้

หลินเจี้ยนเสวี่ยนั่งฟังเงียบๆ ขนตายาวหลุบต่ำลง ปกปิดอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของดวงตา พบกันครั้งแรก ? กระโปรงสีขาว ? สำหรับเธอ เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของชาติที่แล้ว เลือนรางราวกับความฝันเก่าๆ ที่สีซีดจางไปแล้ว รายละเอียดมากมายเธอจำไม่ได้แล้ว

เธอจำได้เพียงว่า ตอนนั้น...เจียงอวี่ไป๋มักก้มหน้าอยู่เสมอ สีหน้าดูขี้อายและซื่อสัตย์ ต่งไฉเซี่ยมักอยู่ข้างๆ ชื่นชมว่าเขาเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายและขยันขันแข็ง

ตอนนี้...เมื่อลองคิดย้อนกลับไป สิ่งที่เรียกว่าไม่กล้าเงยหน้านั้น สุดท้ายแล้วเป็นเพราะความต่ำต้อย หรือเพราะรู้สึกผิดกันแน่ ?

สิ่งที่เรียกว่าหัวใจเต้นแรงนั้น สุดท้ายแล้วเป็นเพราะตกตะลึงกับความงามของเธอ หรือเพราะตื่นเต้นที่ได้เห็นชีวิตอันมั่งคั่งของตระกูลหลินกันแน่ ?

มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว หลินเจี้ยนเสวี่ยฟังคำสารภาพรักที่เต็มไปด้วยน้ำตาของเขา ภายในใจไม่มีแม้แต่ระลอกคลื่น กลับรู้สึกขบขันอยู่เล็กน้อยด้วยซ้ำ

เมื่อเห็นว่าเจียงอวี่ไป๋พูดจบแล้ว และกำลังลอบมองสีหน้าของเธอด้วยสายตาที่ทั้งคาดหวังและกระวนกระวาย หลินเจี้ยนเสวี่ยจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สบตากับเขา ก่อนที่ริมฝีปากจะเผยรอยยิ้มบางเบาออกมาในที่สุด ราวกับถามขึ้นมาลอยๆ ว่า

“จริงเหรอ ?”