คำกระซิบดับขวัญ
คำกระซิบดับขวัญ
“จริงเหรอ ?” สองคำนี้แผ่วเบาเหลือเกิน แต่...กลับทำให้เจียงอวี่ไป๋ราวกับคว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ได้ เขาชะงักไป น้ำเสียงก็เปลี่ยนไปเพราะความตื่นเต้น
“จริงสิ เจี้ยนเสวี่ย สิ่งที่ผมพูดแน่นอนว่าเรื่องจริงอยู่แล้ว” เขารีบโน้มตัวไปข้างหน้า กุญแจมือกระทบกันเกิดเสียงโลหะดังกรุ๊ง กริ๊ง แต่...เขากลับไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย รีบร้อนอยากพิสูจน์ว่าคำพูดของตัวเองน่าเชื่อถือมากแค่ไหน
“ครั้งนั้น หลังจากช่วงปิดเทอมที่ได้เจอคุณ ผมกลับบ้านไปหลายวันก็ยังใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ในหัวมีแต่ภาพคุณในชุดกระโปรงสีขาวตัวนั้น หลังจากนั้น ทุกวันผมก็เฝ้ารอ เฝ้ารอให้ถึงวันหยุด จะได้ตามแม่ขึ้นมาในเมือง มาที่บ้านคุณ ต่อให้ได้แค่ทำความสะอาด ขอเพียงแอบมองคุณสักครั้ง ผมก็พอใจแล้ว”
เขาสะอื้นราวกับกำลังจมอยู่ในความทรงจำอันลึกซึ้งของตัวเอง น้ำตาเริ่มไหลออกมาอีกครั้งอย่างควบคุมไม่ได้
“หลังจากนั้น หลังจากที่ครอบครัวคุณยอมรับเรื่องของพวกเรา คุณพยักหน้าตกลงแต่งงานกับผม เจี้ยนเสวี่ย คุณรู้ไหม ? วันนั้น...วันนั้นเป็นวันที่ผมมีความสุขที่สุดในชีวิต ตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนกำลังฝันอยู่เลย การได้แต่งงานกับนางฟ้าอย่างคุณ ถือเป็นบุญที่เจียงอวี่ไป๋คนนี้สั่งสมมาหลายชาติจริงๆ”
เขาเงยใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาขึ้น มองหลินเจี้ยนเสวี่ยด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง ปรารถนาจะเห็นความสั่นไหวแม้เพียงเล็กน้อยบนใบหน้าของเธอ
ทว่า...รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินเจี้ยนเสวี่ยยังคงจางบางเช่นเดิม เธอเอียงศีรษะ ขนตายาวทอดเงาเล็กๆ ลงใต้แสงไฟสีเหลืองซีด ปิดบังความเย็นชาในดวงตาเอาไว้
“อย่างนั้นเหรอ ?” เธอถามอีกครั้ง น้ำเสียงสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น
“แต่เจียงอวี่ไป๋ คุณรักฉันขนาดนั้น ทำไมคุณถึงนอกใจฉันล่ะคะ ?”
ความตื่นเต้นและความคาดหวังบนใบหน้าของเจียงอวี่ไป๋แข็งค้างในทันที เขาก้มหน้าลงฉับพลัน เส้นผมยุ่งๆ ปรกหน้าผาก บดบังสีหน้ากระอักกระอ่วนและน่าสมเพชของเขาในเวลานี้
ผ่านไปนาน เขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงแทบเป็นเสียงกระซิบออกมาว่า
“ขอโทษ เจี้ยนเสวี่ย ผมขอโทษ ผม...ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นตัวเองเป็นอะไรไป บางที...บางทีอาจเป็นเพราะศักดิ์ศรีของผมก็ได้ คุณก็รู้ ครอบครัวของเรา ฐานะทางบ้านของผมเทียบกับบ้านคุณไม่ได้เลย แม่ของผมก็เคยเป็นคนรับใช้ในบ้านคุณ ผมรู้สึกมาตลอดว่า รู้สึกมาตลอดว่าครอบครัวคุณ รวมถึงเพื่อนๆ ของคุณ ต่างก็ดูถูกผม ความรู้สึกแบบนั้นมันทรมานมาก”
“แต่เจียงอวี่หนิงต่างออกไป เธออยู่กับผมมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าอะไรเธอก็เชื่อฟังผมทุกอย่าง เธอเทิดทูนผม ยกยอผม มองผมเหมือนเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง เวลาอยู่กับเธอ ผมถึงรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเป็นผู้ชายตัวจริง เป็นผู้ชายที่เก่งที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก”
“ผม...ผมยอมรับ ผมมันหลงตัวเองเกินไป ผมต้านทานความรู้สึกที่มีคนเทิดทูนและต้องการผมไม่ไหว เจี้ยนเสวี่ย ถ้า...ถ้าตอนแรกผมหนักแน่นกว่านี้อีกสักหน่อย ถ้าผมต้านทานความหลงตัวเองนั้นได้ ระหว่างเราก็คงไม่มาถึงจุดนี้ใช่ไหม ?”
“ผมรู้ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้ผมพูดคำพวกนี้ไปก็คงไม่มีความหมายอะไร คุณคงไม่เชื่อผมอีกแล้วสินะ”
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเงยหน้ามองหลินเจี้ยนเสวี่ย แล้วพูดทีละคำอย่างชัดเจนว่า
“แต่เจี้ยนเสวี่ย ยังไงผมก็ต้องบอกคุณให้ได้ ทั้งชีวิตนี้ คนเดียวที่ผมรักจากใจจริงก็คือคุณ จริงๆ นะ มีแค่คุณคนเดียว”
ทันทีที่พูดจบ น้ำตาก็ไหลทะลักออกมาอีกครั้ง เผยให้เห็นดวงตาแดงก่ำที่ยังคงจับจ้องเธออย่างดื้อรั้น
หลินเจี้ยนเสวี่ยมองการแสดงที่เต็มไปด้วยน้ำตาของเขาอย่างเงียบๆ ภายในใจสงบนิ่งราวกับบ่อน้ำโบราณ คนเดียวที่เคยรักคือเธองั้นเหอ ? ถ้าอย่างนั้น ในชาติที่แล้ว เขานับเจียงอวี่หนิงกับลูกชายเป็นอะไร ?
หากไม่ใช่เพราะเธอได้ย้อนกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง และรู้เรื่องราวทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นในอนาคต บางที...เธอคงถูกท่าทีเจ็บปวด เสียใจ และรักมั่นคงของเขาหลอกอีกครั้งจริงๆ
รอยยิ้มตรงมุมปากของเธอลึกขึ้นกว่าเดิม รอยยิ้มนั้นภายใต้แสงไฟสลัวกลับดูมีบางอย่างชวนขนลุก
“จริงเหรอคะ ?” เธอถามคำนี้เป็นครั้งที่สาม น้ำเสียงท้ายประโยคสูงขึ้นเล็กน้อย แฝงด้วยความหยอกเย้า
“แต่เจียงอวี่หนิงเป็นคนบอกฉันเองว่าคุณรักเธอมากถึงขนาดยอมไปโรงพยาบาลทำหมันเพราะเธอเลยนะคะ”
คำพูดประโยคนี้ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางศีรษะของเจียงอวี่ไป๋ ทั้งร่างของเขาแข็งค้าง รูม่านตาหดตัวลงฉับพลัน
“ไม่ ! ไม่มี ! ไม่มีเรื่องแบบนั้นแน่นอน !” เขาแทบจะกระโดดขึ้นจากเก้าอี้ กุญแจมือกระแทกขอบโต๊ะดังเคร้งราวกับแมวที่ถูกเหยียบหาง
“ยัยนั่นโกหก ! นังสารเลวนั่นกำลังพูดโกหก ! ผมจะยอมทำเรื่องแบบนั้นเพื่อยัยนั่นได้ยังไงกัน ?! ผม...ผมแค่หลอกยัยนั่น ! ใช่ ! ผมหลอกยัยนั่นทุกอย่าง ! เจี้ยนเสวี่ย ! คุณต้องเชื่อผมนะ ! คนที่ผมรักมาตลอดก็คือคุณ ! ในใจผมมีแค่คุณคนเดียวจริงๆ ! มีแค่คุณจริง ๆ นะเจี้ยนเสวี่ย !”
“อย่างนั้นเหรอคะ ?” หลินเจี้ยนเสวี่ยมองท่าทางลนลานของเขา รอยยิ้มบนใบหน้ากลับยิ่งสดใสขึ้น
“เจียงอวี่ไป๋” จู่ๆ เธอก็ลดเสียงลงฟังดูอ่อนโยนมาก
“เข้ามาใกล้ฉันอีกหน่อยสิ ฉันเองก็มีเรื่องหนึ่งอยากพูดกับคุณเป็นการส่วนตัวเหมือนกัน”
เจียงอวี่ไป๋ชะงักไป เมื่อมองรอยยิ้มผิดปกติบนใบหน้าของเธอ หัวใจของเขาก็เต้นกระตุกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว หรือว่า...หรือว่าเธอถูกคำพูดเมื่อครู่ของเขาทำให้ซาบซึ้งแล้ว ? ในใจเธอยังมีเขาอยู่ ? เธอยอมให้โอกาสเขาอีกครั้งแล้วใช่ไหม ?
ความตื่นเต้นและความดีใจอย่างเหลือล้นพลันปัดเป่าความตื่นตระหนกเมื่อครู่ออกไปจนหมด เขาทนรอไม่ไหว รีบโน้มตัวไปข้างหน้า พาดตัวข้ามโต๊ะ เอียงหูเข้าไปใกล้ ภายในห้องมืดสลัวมีเพียงเสียงหายใจหอบกระชั้นของเขาเท่านั้น
หลินเจี้ยนเสวี่ยเองก็โน้มตัวเข้าไปใกล้เล็กน้อย ขยับเข้าใกล้หูของเขา จากนั้น...เขาก็ได้ยินเสียงแผ่วเบาและอ่อนโยนอย่างที่สุด ราวกับเสียงกระซิบของคนรัก พูดบางอย่างข้างหูเขา เสียงนั้นเบามาก เบาจนแทบสลายหายไปในอากาศ
ความคาดหวังและความตื่นเต้นบนใบหน้าของเจียงอวี่ไป๋พลันแข็งค้าง สีเลือดบนใบหน้าของเขาจางหายไปด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า กลายเป็นขาวซีดราวกระดาษ
จากนั้น...สีหน้าแข็งค้างก็ถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัว รูม่านตาของเขาหดตัวลงฉับพลัน ราวกับได้เห็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลก ร่างกายเริ่มสั่นเทาอย่างรุนแรงเหมือนเริ่มจะควบคุมไม่อยู่แล้ว
สุดท้าย...เมื่อความหวาดกลัวนั้นพุ่งถึงขีดสุด มันก็ระเบิดออกมาเป็นความโกรธเกรี้ยวอย่างบ้าคลั่ง
“อ๊ากกกก !!” เสียงคำรามที่แทบไม่เหมือนเสียงมนุษย์พลันดังออกมาจากลำคอของเขา
เจียงอวี่ไป๋เงยหน้าขึ้นมองหลินเจี้ยนเสวี่ย ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยเส้นเลือด ดูดุร้ายราวกับปีศาจที่คลานขึ้นมาจากนรก ท่าทีรักลึกซึ้งและเสียใจเมื่อครู่นี้หายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความดุร้ายดิบเถื่อนและความอัปลักษณ์ที่สุดที่อยู่ในตัวเขา
“หลินเจี้ยนเสวี่ย !!” เขากัดฟันคำราม แต่ละคำราวกับเค้นออกมาจากซอกฟัน
“นังสารเลว !! แกมันนังสารเลว !!” เขาลุกพรวดจากเก้าอี้โดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น พยายามจะพุ่งข้ามโต๊ะเข้าหาหลินเจี้ยนเสวี่ย ท่าทางนั้นราวกับรอไม่ไหวที่จะฉีกเธอออกเป็นชิ้นๆ
โต๊ะกับเก้าอี้ถูกเขาชนจนล้มลง ส่งเสียงเสียดสีแหลมบาดหู โชคดีที่ข้อมือของเขาถูกใส่กุญแจมือเอาไว้แน่นหนา พุ่งไปได้เพียงครึ่งทางก็ถูกกระชากรั้งกลับ ก่อนจะล้มลงกับพื้นอย่างน่าสมเพช
แต่...เขายังคงจ้องหลินเจี้ยนเสวี่ยเขม็ง สายตานั้นราวกับมีดอาบยาพิษ อยากจะกรีดร่างของเธอให้เป็นแผลนับพันนับหมื่นครั้ง
“ฉันจะฆ่าแกทิ้ง !! หลินเจี้ยนเสวี่ย !! ฉันจะฆ่าแกให้ได้ !!” ใบหน้าที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้หลินเจี้ยนเสวี่ยหวั่นไหว บัดนี้...บิดเบี้ยวจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ดวงตาแดงก่ำราวกับต้องการกลืนกินเธอทั้งเป็น
ส่วนหลินเจี้ยนเสวี่ย ตั้งแต่ต้นจนจบ เธอนั่งอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบๆ เธอแทบไม่ได้เปลี่ยนท่าทางเลยด้วยซ้ำ หลังยังคงตั้งตรง รอยยิ้มจางๆ บนริมฝีปากก็ไม่ได้เลือนหายไปแม้แต่น้อย
เธอกวาดมองเจียงอวี่ไป๋อย่างสงบนิ่งเช่นนั้น มองชายที่เมื่อครู่ยังทำตัวเป็นพระเอกแสนรักในพริบตากลับกลายเป็นหมาบ้าที่จนตรอกราวกับกำลังชมละครเรื่องหนึ่งอยู่
ละครตลกฉากหนึ่งที่ดำเนินเรื่องอย่างงุ่มง่าม และมีตอนจบที่เธอคาดเดาเอาไว้ได้ตั้งแต่แรกแล้ว