จุดจบหมาจนตรอก
จุดจบหมาจนตรอก
ตุ้บ ! เสียงกระแทกทึบดังขึ้น พร้อมกับเสียงกระดูกกระแทกพื้น เจียงอวี่ไป๋ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายใช้ท่าจับล็อกอย่างชำนาญ กดร่างแนบกับพื้นปูนเย็นเฉียบจนขยับไม่ได้
“ปล่อยฉัน !! ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ !!” เจียงอวี่ไป๋ราวกับงูพิษที่ถูกตรึงติดกับพื้น ร่างกายดิ้นพล่านอย่างรุนแรง เสียงหอบหายใจดังออกมาไม่หยุด
เขาเงยหน้าขึ้นมอง เส้นเลือดบนลำคอปูดโปน ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดแดงน่ากลัว จ้องเขม็ง จ้องหลินเจี้ยนเสวี่ยที่กำลังค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างไม่วางตา ราวกับอยากใช้สายตาเฉือนเนื้อเธอทีละชิ้นให้ตายลงตรงนั้น
หลินเจี้ยนเสวี่ยยืดตัวตรง หลุบตามองชายที่นอนแผ่อยู่บนพื้นในสภาพน่าสมเพชจนแทบดูไม่ได้ จากนั้น...เธอก็ค่อยๆ ยกมือขึ้น หยิบกระดาษทิชชูสะอาดแผ่นหนึ่งมาเช็ดปลายนิ้วช้าๆ ราวกับตรงนั้นเพิ่งเปื้อนลมหายใจของเขาตอนที่เธอโน้มเข้าไปใกล้
เมื่อเช็ดเสร็จ เธอก็สะบัดข้อมือเบาๆ กระดาษทิชชูแผ่นนั้นลอยลงไปแปะบนใบหน้าที่แดงก่ำเพราะความโกรธและความอับอายของเจียงอวี่ไป๋อย่างจัง
“ไปลงนรกซะไป๊ !” จะฆ่าคน ก็ต้องทำลายหัวใจเสียก่อน เรื่องนี้...ก็เป็นเจียงอวี่ไป๋กับเจียงอวี่หนิงในชาติที่แล้วนั่นแหละที่เป็นคนสอนเธอด้วยตัวเอง และเธอก็เป็นนักเรียนดีเด่นมาโดยตลอด มองครั้งเดียวก็จำ เรียนครั้งเดียวก็เป็น
ตอนนี้...เธอก็แค่นำสิ่งที่พวกเขาเคยสอนคืนกลับไปให้พวกเขาก็เท่านั้นเอง หลังจากพูดจบ หลินเจี้ยนเสวี่ยก็ไม่คิดจะเหลือบมองกองโคลนสกปรกบนพื้นอีกแม้แต่ครั้งเดียว เธอหมุนตัวจากไปอย่างสง่าผ่าเผย
อยู่นอกประตู ใบหน้าเปี่ยมความกังวลของพ่อกับแม่ปรากฏอย่างชัดเจน พอเห็นพ่อกับแม่เท่านั้นแหละ เธอก็ระบายรอยยิ้มออกมาอย่างอบอุ่น เธอรีบสาวเท้าเข้าไปหา ด้านหลังยังคงมีเสียงกรีดร้องคลุ้มคลั่งของเจียงอวี่ไป๋ดังตามมา
“หลินเจี้ยนเสวี่ย !! นังผู้หญิงใจอำมหิต !! แกทำร้ายฉัน !! แกทำให้ชีวิตของฉันย่อยยับ!! ต่อให้ฉันตายไปเป็นผี !! ฉันก็ไม่มีวันปล่อยแกไปหรอก!!”
ทุกถ้อยคำราวกับมีเลือดไหลซึม ทุกประโยคอัดแน่นด้วยความอาฆาตแค้น แม้จะมีช่องประตูที่กำลังปิดลงขวางกั้น แต่...ก็ยังเหมือนสัมผัสได้ถึงความเกลียดชังอันบ้าคลั่งที่อยากกลืนกินคนทั้งเป็นชวนให้ขนลุกโดยไม่รู้ตัว
หลินเจี้ยนเสวี่ยผลักประตูไม้ของห้องสอบสวนออกไป พ่อกับแม่ก็วิ่งเข้ามากางแขนปกป้องด้วยความเป็นห่วง
“เสวี่ยเอ๋อร์ !” หลินอู๋พุ่งเข้ามาเป็นคนแรก สองมือจับแขนลูกสาวแน่น กวาดตามองตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ซ้ายทีขวาที ก่อนจะเอ่ยถามว่า
“ไม่เป็นอะไรใช่ไหมลูก ? เมื่อกี้ไอ้สารเลวนั่นไม่ได้ทำร้ายลูกใช่ไหม ?” หลินเจี้ยนเสวี่ยส่ายหน้า ก่อนจะฉีกยิ้มแล้วเอ่ยว่า
“แม่ พ่อ หนูไม่เป็นไรค่ะ ดูสิ หนูยังสบายดีอยู่” หลินอู่ตรวจดูอย่างละเอียดอีกรอบ เมื่อแน่ใจว่าลูกสาวไม่ได้รับบาดเจ็บจริงๆ จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แต่ว่า...ครู่ต่อมาหลินอู่ก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เธอหันไปมองเจียงอวี่ไป๋ที่ยังคงด่าทออย่างบ้าคลั่งอยู่ข้างใน ก่อนจะถามด้วยความไม่เข้าใจว่า
“เจ้านั่น เมื่อกี้ยังดีๆ อยู่เลย ทำไมจู่ๆ ถึงคลุ้มคลั่งขึ้นมาได้ล่ะ ? เสียสติไปแล้วหรือไง ?”
สิ้นเสียง...เธอก็เห็นเจียงอวี่ไป๋ที่ถูกตำรวจกดเอาไว้ราวกับรับแรงกระตุ้นและความสะเทือนใจอย่างรุนแรงไม่ไหว จู่ๆ ร่างของเขาก็งอตัว พร้อมส่งเสียงขย้อนอย่างหนัก จากนั้นก็มีเสียงอ้วกดังขึ้น
ทุกสิ่งทุกอย่างในกระเพาะอาเจียนออกมาจนหมด สิ่งสกปรกกระเด็นไปทั่ว กลิ่นเปรี้ยวเหม็นชวนคลื่นไส้พลันอบอวลไปทั่วบริเวณ เจียงอวี่ไป๋นอนแผ่อยู่ท่ามกลางกองอาเจียนของตัวเอง ร่างกายยังคงกระตุกไม่หยุด เดี๋ยวร้องไห้อย่างน่าเวทนา เดี๋ยวด่าทออย่างบ้าคลั่ง เดี๋ยวก็หัวเราะออกมาเหมือนคนเสียสติ ทั้งร่างตกอยู่ในสภาพแตกสลายแทบคลุ้มคลั่งโดยสมบูรณ์
สภาพน่าสมเพช สกปรก และไร้ศักดิ์ศรีเช่นนั้น ทำให้หลินอู่รู้สึกสะอิดสะเอียนจนต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ก็อดบ่นกับหลินเยว่เฟิงไม่ได้
“เมื่อก่อนเราสองคนตาบอดจริงๆ เลย ถึงได้ไปมองคนแบบนั้นเป็นคนดี”
หลินเจี้ยนเสวี่ยยืนสงบนิ่งอยู่ข้างพ่อกับแม่ เหลือบมองเจียงอวี่ไป๋ที่กำลังดิ้นรนอยู่ท่ามกลางกองอาเจียนของตัวเองอย่างเฉยชา ดวงตาไร้ซึ่งระลอกอารมณ์ใดๆ
สิ้นหวังมากสินะ ? โกรธมากสินะ ? ความรู้สึกที่ถูกคนซึ่งตัวเองคิดว่าควบคุมไว้ในกำมือหลอกเอา มันทำให้คลื่นไส้จนแทบอยากตายไปเสียเดี๋ยวนี้เลยใช่ไหม ?
ชาติที่แล้ว เขากับเจียงอวี่หนิงรวมถึงแม่ที่แสนดีอย่างถงไฉเซี่ยของเขา ก็ค่อยๆ วางแผนเล่นงานเธอทีละขั้น จนสุดท้ายก็พรากชีวิตของเธอไป
ชาตินี้...ถึงตาเธอแล้ว เธอก็แค่เอาคืนพวกเขาด้วยวิธีเดียวกันก็เท่านั้นเอง ยุติธรรมดีไม่ใช่เหรอ ? เจียงอวี่ไป๋ไม่ใช่คนโง่ ตรงกันข้าม เขาฉลาดแกมโกงมาก รู้จักชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสีย และเชี่ยวชาญในการใช้ประโยชน์จากจิตใจของผู้คน
ไม่อย่างนั้น ชาติที่แล้วเขาคงไม่สามารถปั่นหัวเธอ ปั่นหัวคนทั้งตระกูลหลินไว้ในกำมือได้หรอก เพราะฉะนั้น เธอไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากเลย เธอพูดแค่ว่า
“เจียงอวี่ไป๋ ฉันรู้ว่าแม่ของคุณเคยใส่ยาลงในซุปไก่ตุ๋นที่ทำให้แม่ของฉันกิน”
เพียงประโยคเดียวก็เพียงพอแล้ว เพียงพอที่จะทำให้เขารู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นแผนของเธอ เขาก็จะรู้เองว่าทำไมเจียงอวี่หนิงถึงแท้ง รู้ว่าทำไมตอนที่เขากับเจียงอวี่หนิงไปดูหนัง ถึงบังเอิญถูกคนรู้จักพบเห็นพอดี
กระทั่งรู้ว่า ตอนที่เขากับเจียงอวี่หนิงแอบพลอดรักกันอยู่ในบ้านของเธอ ทุกการกระทำของพวกเขาล้วนอยู่ในสายตาของเธอมาตลอด เธอยืนมองด้วยแววตาเย็นชา มองเขากับเจียงอวี่หนิงแสดงละครเหมือนตัวตลกสองตัวที่กระโดดโลดเต้นไปมา
มองพวกเขาค่อยๆ เดินเข้าไปในกับดักที่เธอขุดเตรียมเอาไว้อย่างพิถีพิถันทีละก้าว มองพวกเขาคิดว่าตัวเองฉลาดหลักแหลม ก่อนจะเดินไปสู่ความพินาศด้วยตัวเอง
ความรู้สึกที่ถูกใครบางคนวางแผนเล่นงานอย่างละเอียดลออ ต้องมองดูตัวเองค่อยๆ ก้าวลงไปในกับดักทั้งที่รู้ว่าเป็นกับดักแต่กลับดิ้นหนีไม่ได้ สุดท้าย...ถูกบดขยี้จนไม่เหลืออะไร
มันเพียงพอที่จะทำให้คนคนหนึ่งสะอิดสะเอียนจนอยากตายไปเสียเดี๋ยวนั้น สิ่งที่เขากำลังลิ้มรสอยู่ในตอนนี้ ก็เป็นเพียงความรู้สึกเดียวกับที่เธอเคยได้รับในปีนั้น ตอนนอนอยู่ในสถานพักฟื้นเท่านั้น
เธอไม่คิดจะหันกลับไปมองเขาอีกเลย ไม่คิดจะชายตามองด้วยซ้ำ เธอจับมืออันอบอุ่นของพ่อกับแม่เอาไว้ ก่อนค่อยๆ ก้าวออกจากห้องสอบสวนไปทีละก้าว
แสงแดดด้านนอก ไม่รู้ว่าหลุดพ้นจากพันธนาการของกลุ่มเมฆตั้งแต่เมื่อไร แสงสีทองสว่างไสวสาดกระจายไปทั่วลานเล็กๆ ของสถานีตำรวจ
แสงแดดอบอุ่นตกกระทบใบหน้าของหลินเจี้ยนเสวี่ย ขับไล่ความหม่นหมองเสี้ยวสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่ออกไป เธอหรี่ตาลงเล็กน้อย สัมผัสความอบอุ่นและแสงสว่างที่มาถึงอย่างล่าช้านี้ ตอนนี้...เธอรู้สึกดีมากจริงๆ ดีเหลือเกิน