ปิดฉากอดีตเน่าเฟะ
ปิดฉากอดีตเน่าเฟะ
“พ่อคะ เรามาที่นี่ทำไมเหรอ ?” หลินเจี้ยนเสวี่ยเอ่ยถามด้วยความสงสัยเล็กน้อย
หลินเยว่เฟิงมองลูกสาวผ่านกระจกมองหลัง ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนเอ่ยบอก
“แม่ของลูกบอกว่าวันนี้เป็นวันดี ต้องฉลองกันสักหน่อย” เมื่อรถจอดสนิท หลินอู่ก็ลงจากรถก่อน เธอจับมือลูกสาวแล้วพาเดินตรงไปยังร้านที่สะดุดตาที่สุดบนชั้นหนึ่งของห้างสรรพสินค้า นั่นก็คือร้านขนมเค้ก
“สหาย รบกวนเอาอันนั้นให้ฉันหน่อยค่ะ”
“ใช่ค่ะ อันนั้นแหละ เค้กก้อนใหญ่ที่สุดนั่น” หลินอู่ชี้ไปที่เค้กวันเกิดแบบสมัยก่อนในตู้กระจก
ตัวเค้กแต่งหน้าด้วยครีมเนยเนื้อแน่น บีบเป็นดอกไม้สวยงามและประดับด้วยเชอร์รีสีแดงกับสีเขียว น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความใจกว้างอย่างที่นาน ๆ ครั้งจะได้เห็น
เค้กก้อนนั้นดูแน่นหนาเต็มไปด้วยวัตถุดิบอย่างดี ราคาย่อมไม่ธรรมดาเช่นกัน ป้ายราคาด้านหน้าระบุตัวเลขเอาไว้อย่างชัดเจน มากเสียจนคนงานทั่วไปเห็นแล้วต้องตกใจ
หลินเจี้ยนเสวี่ยเห็นอย่างนั้นก็อดท้วงไม่ได้ “แม่คะ อันนี้แพงเกินไป...”
“ไม่แพงเลย !” หลินอู่เอ่ยขัดขึ้นมาทันที ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความยินดีโดยไม่คิดปิดบัง
“วันนี้เป็นวันที่เสี่ยวเสวี่ยของพวกเราได้เกิดใหม่อีกครั้งนะ ต้องซื้อ ต่อให้แพงแค่ไหนก็คุ้ม”
พูดจบ...เธอก็รีบหยิบเงินกับคูปองธัญพืชออกจากกระเป๋า ส่งให้พนักงานขายทันที หลินอู่ที่ปกติประหยัดมัธยัสถ์เสียจนแม้แต่ซื้อหัวหอมสักต้นยังต้องคิดแล้วคิดอีก วันนี้...กลับควักเงินจ่ายอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เมื่อรับกล่องเค้กที่ห่อมาอย่างดีแล้ว หลินอู่ก็ประคองมันไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม จากนั้น...ครอบครัว 3 คนจึงพากันไปยังร้านขายอาหารที่อยู่ติดกัน
“สหาย ขอแม่ไก่แก่ที่อ้วนที่สุดตัวหนึ่งค่ะ”
“ปลากินหญ้าตัวนี้ดูสดดี เอาตัวนี้ ชั่งให้ฉันเลยค่ะ” หลินอู่เป็นคนเลือกของ ส่วนหลินเยว่เฟิงก็เดินตามหลังอย่างอารมณ์ดี มีหน้าที่คอยจ่ายเงินและถือของ
ไม่นานนัก สองมือของทั้งคู่ก็เต็มไปด้วยของรางวัลพะรุงพะรังจนแทบไม่มีที่ว่าง ระหว่างขับรถกลับ หลินเยว่เฟิงเหลือบมองเบาะหลังที่เต็มไปด้วยเค้ก ไก่ และปลา ก่อนหัวเราะหยอกลูกสาว
“เสี่ยวเสวี่ย เห็นหรือยังลูก ? ดูท่าแม่ของลูกตั้งใจจะงัดฝีมือทั้งหมดที่มีออกมาบำรุงลูกให้เต็มที่เลยนะ”
หลินเจี้ยนเสวี่ยซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นของแม่ น้ำเสียงอ่อนลงอย่างออดอ้อน
“หนูไม่ได้กินอาหารฝีมือแม่มานานมากแล้ว หนูคิดถึงจะแย่อยู่แล้วค่ะ”
หลินอู่ลูบหลังมือลูกสาวเบา ๆ ด้วยความรัก แววตาเจือความรู้สึกผิดและเสียดาย
“เป็นความผิดของแม่เอง เมื่อก่อนเอาแต่ยุ่งอยู่กับงาน จนทำให้ลูกต้องลำบาก”
หากไม่ใช่เพราะเธอกับหลินเยว่เฟิงยุ่งกับงานจนแทบไม่มีเวลาปลีกตัว ไหนเลยจะคิดจ้างพี่เลี้ยงมาดูแลลูกสาว สุดท้าย...กลับกลายเป็นชักศึกเข้าบ้าน เปิดโอกาสให้ต่งไฉเซี่ยฉวยประโยชน์เสียได้
โชคดีที่ตอนนี้ทุกอย่างผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อกลับมาถึงเขตบ้านพักพนักงานที่คุ้นเคย ทันทีที่จอดรถเสร็จ พวกเขาก็เห็นป้าจาง เพื่อนบ้านที่ช่วยดูแลเสี่ยวหู่ กำลังอุ้มเจ้าตัวเล็กเดินเข้ามาหา
ข้างกายป้าจางยังมีหญิงชราคนหนึ่งยืนอยู่ด้วย เสื้อผ้าของเธอมีรอยปะหลายแห่ง เส้นผมขาวแซมเทา ท่าทางดูเกรงอกเกรงใจอยู่ไม่น้อย ป้าหวังชี้ไปทางหญิงชราคนนั้น ก่อนจะเอ่ยกับหลินอู่และหลินเยว่เฟิงว่า
“เหล่าหลิน เสี่ยวหลิน ก่อนหน้านี้พวกเธอสองคนบอกไม่ใช่เหรอว่าในบ้านมีของเก่าที่อยากจัดการทิ้งน่ะ ? คุณยายคนนี้รับซื้อของเก่าอยู่แถวนี้ พอดีฉันเจอเข้าเลยพามาน่ะ พวกเธอลองดูสิ ของพวกนั้นยังจะทิ้งอยู่ไหม ?”
มือหนึ่งของหลินอู่ถือไก่ที่ยังดิ้นไม่หยุด ส่วนอีกมือถือปลาอยู่ พอได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าทันที
“ทิ้งสิ แน่นอนว่าต้องทิ้งอยู่แล้ว คุณยาย เชิญเข้ามาข้างในก่อนค่ะ ในบ้านมีของอยู่หลายอย่าง ถ้าคุณยายเห็นว่าอะไรใช้ได้ก็เอาไปได้เลย ไม่ต้องจ่ายเงินให้ฉันก็ได้”
พูดจบ...เธอก็เดินนำเข้าไปในอาคาร พร้อมกวักมือเร่งให้หญิงชราตามมา
หลินเจี้ยนเสวี่ยรับเสี่ยวหู่มาอุ้ม ก่อนจะเดินตามพ่อแม่ไป เพิ่งมาถึงหน้าประตูบ้าน ก็ได้ยินเสียงป้าหวังดังขึ้นจากด้านหลังด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างแทบถลนออกมา
“โอ๊ยตายแล้ว ! เสี่ยวเสวี่ย แม่ของเธอทำขนาดนี้ นี่คิดจะทิ้งบ้านทั้งหลังเลยหรือไง ?!”
หลินเจี้ยนเสวี่ยมองตามสายตาตกตะลึงของป้าหวังเข้าไป กลางห้องรับแขกมีข้าวของกองพะเนินราวกับภูเขาลูกย่อม ๆ ดูแล้วน่าตกใจไม่น้อย ของเหล่านั้นคือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นร่องรอยของเจียงอวี่หนิง เจียงอวี่ไป๋ และต่งไฉเซี่ย ซึ่ง...เคยหลงเหลืออยู่ในบ้านหลังนี้
ทั้งผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม เครื่องนอน กะละมังเคลือบหลายใบที่ยังดูใหม่ เสื้อผ้าผู้ชายผู้หญิงอีกหลายชุดที่สภาพยังดี กระทั่งข้าวของเครื่องใช้จุกจิกในชีวิตประจำวันอีกไม่น้อย จึงไม่แปลกที่ป้าหวังจะตกใจจนหลุดปากว่าคิดจะทิ้งบ้านทั้งหลังหรือไง
หลินอู่ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะกำจัดขยะพวกนี้ให้หมด ส่วนหลินเยว่เฟิงย่อมไม่กล้าพูดอะไรอยู่แล้ว
หญิงชราในชุดปะชุนที่เดิมทีมีท่าทางประหม่า พอเห็นข้าวของในห้องรับแขกชัดๆ ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที เธอถูมือไปมาด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะชะโงกหน้าเข้าไปดูอีกครั้งราวกับไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
“คุณหลิน ของพวกนี้ ทั้งผ้าห่ม ทั้งเสื้อผ้า ยังดูดีอยู่เลยนะคะ คุณ…คุณจะทิ้งจริงๆ เหรอคะ ?”
สำหรับคนที่หาเลี้ยงชีพด้วยการเก็บและรับซื้อของเก่ามาตลอดทั้งปี ของพวกนี้ไม่ต่างอะไรจากลาภก้อนใหญ่ที่หล่นลงมาจากฟ้าเลย โดยเฉพาะผ้าห่มที่พับไว้อย่างเรียบร้อยผืนนั้น ทั้งดูหนาและสะอาดสะอ้าน
ตอนนี้...หลินอู่เอาไก่ที่ยังดิ้นอยู่กับปลากินหญ้าตัวอ้วนไปใส่ไว้ในอ่างล้างของในครัวเรียบร้อยแล้ว เธอปัดมือพลางเดินออกมา ก่อนตอบหญิงชราด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“ไม่เอาแล้วค่ะ คุณยายชอบชิ้นไหนก็หยิบไปได้เลย อะไรที่ยังใช้ได้ก็ขนไปให้หมด ฉันไม่ต้องการเงินจากยายเลยแม้แต่เฟินเดียว ถือเสียว่าช่วยพวกเราขนขยะไปทิ้งก็แล้วกันค่ะ”
“โอ๊ย ! นี่มัน...” หญิงชราตื่นเต้นจนใบหน้าแดงก่ำ พยักหน้ารัวๆ
“ถ้าอย่างนั้น ถ้าอย่างนั้นฉันจะรีบกลับไปเรียกตาแก่ที่บ้านเดี๋ยวนี้เลย จะเอากระสอบใบใหญ่มาใส่เพิ่มอีกสองใบ รับรองว่าเก็บกวาดสะอาดหมดจดแน่นอนค่ะ พวกเราจะไม่สร้างความลำบากให้คุณหลินแน่นอนค่ะ”
พูดจบ...ราวกับกลัวว่าวินาทีต่อมาหลินอู่จะเปลี่ยนใจ หญิงชราก็รีบพุ่งเข้าไปคว้าผ้าห่มสะอาดผืนที่สะดุดตาที่สุดมากอดไว้แน่น ก่อนหมุนตัววิ่งลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว ปากก็พึมพำไม่หยุด
“ฉันจะไปเดี๋ยวนี้ จะไปเดี๋ยวนี้เลย” หลินอู่มองท่าทางราวกับเพิ่งได้สมบัติล้ำค่าของหญิงชรา มุมปากก็ระบายเป็นรอยยิ้มโล่งใจ
เธอเองก็ขี้เกียจสนใจแล้วว่าอีกฝ่ายจะเอาของพวกนี้ไปทำอะไร จึงหันกลับมามองหลินเจี้ยนเสวี่ยที่ยังอุ้มเสี่ยวหู่ยืนอยู่หน้าประตู ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วเอ่ยเร่ง
“เสี่ยวเสวี่ย ยืนเหม่ออะไรลูก ? ห้องของลูกแม่ยังไม่ได้แตะต้องเลย รีบไปเร็วเข้า เอาขยะของเจียงอวี่ไป๋ออกมาทิ้งให้หมด แค่เห็นก็รู้สึกเป็นลางไม่ดีแล้ว”
“หนูรู้แล้วค่ะแม่” หลินเจี้ยนเสวี่ยรับคำเบาๆ ก่อนจะยิ้มอย่างเกรงใจให้เพื่อนบ้านที่กำลังยืนดูเหตุการณ์อยู่
“ป้าหวังคะ วันนี้รบกวนป้าช่วยดูเสี่ยวหู่ให้แล้วนะคะ หนูขอตัวไปจัดการของก่อนค่ะ”
ป้าหวังมองภาพการทำความสะอาดครั้งใหญ่ของบ้านตระกูลหลินแล้วก็อดจุ๊ปากไม่ได้ แต่...ก็ไม่ได้ซักไซ้อะไร แค่ตอบกลับไปว่า
“ไม่เป็นไร ๆ รีบไปทำธุระเถอะ” หลินเจี้ยนเสวี่ยจึงหันกลับเข้าไปในบ้าน วางน้องชายลงในเปลอย่างเบามือ แล้วเดินตรงไปยังห้องนอนของตัวเองทันที
แม้เธอกับเจียงอวี่ไป๋จะแต่งงานกันมาแค่ 1 ปี แต่...เรื่องการใช้ชีวิตกลับแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน ของของเธอเก็บอยู่ในตู้เสื้อผ้าใบใหญ่ข้างหน้าต่าง ส่วนเสื้อผ้าของเจียงอวี่ไป๋เก็บอยู่ในตู้เก่าใบเล็กกว่า ซึ่ง...ตั้งอยู่ข้างประตู
หลินเจี้ยนเสวี่ยเดินไปหยุดอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าเก่าของเจียงอวี่ไป๋ ก่อนจะยื่นมือเปิดประตูตู้ สายตาเธอกวาดผ่านเสื้อผ้าหลายชุดที่แขวนอยู่ด้านใน ส่วนใหญ่เป็นเสื้อเชิ้ตกับกางเกงขายาวธรรมดา และยังมีเสื้อแบบจงซานสีน้ำเงินตัวหนึ่งที่ดูค่อนข้างเก่าแล้ว
จู่ๆ ความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว หลินเจี้ยนเสวี่ยยื่นมือเข้าไปล้วงกระเป๋าด้านในของเสื้อจงซานสีน้ำเงินตัวนั้น ไม่นาน...ปลายนิ้วก็สัมผัสถูกของแข็งทรงสี่เหลี่ยมชิ้นหนึ่ง เธอรู้ได้ทันทีว่ามันคืออะไร จึงหยิบของชิ้นนั้นออกมา เป็นสมุดบัญชีเงินฝากของธนาคารจริงๆ
กระดาษของสมุดเริ่มเหลืองแล้ว บนหน้าปกมีชื่อเจียงอวี่ไป๋เขียนด้วยปากกาหมึกซึมอย่างชัดเจน หลินเจี้ยนเสวี่ยเปิดสมุดบัญชีดู สายตาก็หยุดลงตรงช่องยอดเงินฝาก
220 หยวนถ้วน ดูเหมือนเขาจะไม่ได้โกหก อย่างน้อยเรื่องสมุดบัญชีเล่มนี้ เขาก็บอกความจริงกับเธอ เธอไม่รู้แค่ว่า รหัสสำหรับถอนเงินที่เขาบอกมานั้น จะใช่รหัสจริงหรือเปล่า
หลินเจี้ยนเสวี่ยไม่คิดเกรงใจแม้แต่น้อย เธอพับสมุดบัญชีเล่มนั้นแล้วเก็บใส่กระเป๋าของตัวเองทันที ความจริงข้าวของของเจียงอวี่ไป๋มีไม่มากนัก อย่างไรเสียเธอกับเขาก็เพิ่งแต่งงานกันได้แค่ปีเดียวเอง
หลินเจี้ยนเสวี่ยจัดการทุกอย่างอย่างคล่องแคล่ว หยิบทั้งเสื้อเชิ้ต กางเกง ถุงเท้าหลายคู่ รวมถึงข้าวของจุกจิกในตู้ออกมาจนหมด ก่อนรวบทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้วยัดใส่ห่อผ้าใบใหญ่ที่เตรียมเอาไว้
ไม่นาน...ตู้เสื้อผ้าที่เคยเต็มไปด้วยข้าวของของผู้ชายก็ว่างเปล่าจนสะอาดเกลี้ยง หลินเจี้ยนเสวี่ยหิ้วห่อผ้าใบใหญ่ที่หนักอึ้งเดินมาถึงประตูห้องนอน กำลังจะร้องเรียกหญิงชราที่อยู่ด้านนอกให้เข้ามารับของ
ทว่า...กลับเห็นว่าตรงประตูบ้านมีชายชราผมหงอกคนหนึ่งยืนอยู่ ฟันหน้าของเขาหายไปหลายซี่ สีหน้าดูเก้ ๆ กัง ๆ เธอคิดว่าน่าจะเป็นสามีของหญิงชราคนเมื่อครู่
เมื่อชายชราเห็นหลินเจี้ยนเสวี่ยเดินออกมา ก็รีบส่งยิ้มซื่อ ๆ ที่เจือความประจบประแจงมาให้
“เอ่อ...คือว่า...ภรรยาฉันบอกให้มาเก็บของน่ะ” หลินเจี้ยนเสวี่ยชี้ไปที่ห่อผ้าใบใหญ่ที่โป่งพองอยู่ข้างเท้า ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งว่า
“คุณตาคะ ในห่อนี้เป็นเสื้อผ้าเก่ากับของใช้ของผู้ชายทั้งหมด คุณตาลองดูนะคะว่าขนาดพอดีไหม ถ้ายังใส่ได้หรือมีอะไรที่ยังใช้ประโยชน์ได้ก็เอาไปได้เลยค่ะ”