LNCrawler

มื้ออบอุ่นใจ

ยุค 70 เกิดใหม่ครานี้ฉันจะร้ายให้สุด — novel.dek d.com · All chapters

มื้ออบอุ่นใจ

ชายชรารีบแก้ปมผ้าที่มัดไว้อย่างแน่นหนา เผยให้เห็นเสื้อผ้าที่อยู่ด้านใน ทันทีที่สายตาเขาเห็นเสื้อจงซานสีน้ำเงิน ซึ่ง...พับไว้อย่างเรียบร้อย สีหน้าก็ยิ่งเปี่ยมไปด้วยความยินดี เขาหยิบมันออกมาอย่างทะนุถนอม คลี่ให้ตรง ก่อนยกขึ้นทาบกับตัวเองอย่างละเอียด

แม้เสื้อจงซานตัวนั้นจะดูเก่าไปหน่อย แต่...เนื้อผ้ายังอยู่ในสภาพดี สีซีดนิดเดียว ไม่มีรอยขาดที่เห็นได้ชัด ชายชรารูปร่างผอมเล็ก พอสวมเสื้อตัวนี้แล้วแม้จะหลวมไปนิด แต่...ก็ถือว่าใส่ได้พอดี

“ผ้าดีจริง ๆ” ชายชรายิ้มกว้างจนเห็นฟันที่หายไปหลายซี่ สีหน้าดีใจเสียจนหุบยิ้มไม่ลง

“พอดีเลย พอดีเลย ฉันกำลังขาดเสื้อผ้าดีๆ สักชุดไว้ใส่ออกไปข้างนอกอยู่พอดี ขอบคุณหนูมากจริงๆ นะ”

ขณะที่พูด เขาก็ค่อยๆ พับเสื้อตัวนั้นกลับอย่างระมัดระวัง ราวกับกำลังถือสมบัติล้ำค่าอยู่ในมือ จากนั้น...ก็รื้อดูของในห่อผ้าต่อ เมื่อเห็นว่าเสื้อเชิ้ตและกางเกงข้างในถึงจะเป็นของธรรมดา แต่...ทุกชิ้นสะอาดสะอ้าน ไม่มีแม้แต่รอยปะ เขาก็ยิ่งพึงพอใจ พยักหน้ารัวๆ ไม่หยุด

“พอแล้วๆ แค่นี้ก็พอให้ตาแก่ยายแก่สองคนอย่างพวกเรามีเสื้อผ้าดีๆ ใส่ฉลองปีใหม่แล้วละ” ชายชราเงยหน้าขึ้นมองหลินเจี้ยนเสวี่ย แล้วพูดต่อว่า

“แม่หนู หนูดีจริงๆ” หลินเจี้ยนเสวี่ยมองใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุขของชายชรา ความรู้สึกประหลาดบางอย่างก็กระเพื่อมขึ้นในใจ

ของเหล่านี้เคยเป็นของผู้ชายที่นำความเจ็บปวดและความอัปยศอดสูอย่างไม่มีที่สิ้นสุดมาให้เธอ ทว่า...ตอนนี้กลับสามารถมอบความสุขอันเรียบง่ายและบริสุทธิ์ให้แก่สองสามีภรรยาชราผู้ยากจนตรงหน้าได้

เธอยิ้มบางๆ ไม่ได้พูดอะไรอีก ไม่นานนัก หญิงชราคนเมื่อครู่ก็วิ่งหอบกลับมา ด้านหลังยังมีเด็กหนุ่มวัยรุ่นอีก 2 คนตามมาด้วย แต่ละคนถือกระสอบใบใหญ่อยู่ในมือ

พอเห็นว่าสามีของตัวเองคว้าของดีไปได้แล้ว หญิงชราก็รีบเข้าไปร่วมวงกวาดของทันที ทั้งเครื่องนอน หม้อ กะละมัง และภาชนะต่างๆ กระทั่งขาเฟอร์นิเจอร์เก่าบางชิ้นที่ยังใช้ประโยชน์ได้ในห้องรับแขก เธอก็ยัดลงกระสอบจนหมด

ไม่นาน...ห้องรับแขกที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยข้าวของก็โล่งขึ้นมาก ชายชราและหญิงชราต่างลากกระสอบใบใหญ่ที่อัดแน่นจนตุง ส่วนเด็กหนุ่ม 2 คนด้านหลังก็สะพายห่อสัมภาระใบเล็กกว่า

พวกเขากล่าวขอบคุณคนตระกูลหลินทั้งสามซ้ำๆ ก่อนจะรีบจากไปอย่างอารมณ์ดี หลินเจี้ยนเสวี่ยมองเงาร่างของพวกเขาหายลับไปตรงบันได ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

อย่างน้อยก็ถือว่าเจียงอวี่ไป๋ เจียงอวี่หนิง และต่งไฉเซี่ยทั้งสามคนได้ทิ้งคุณประโยชน์ครั้งสุดท้ายไว้ให้โลกใบนี้ในอีกรูปแบบหนึ่ง อย่างน้อย...ขยะที่พวกเขาทิ้งเอาไว้ก็ยังทำให้สองสามีภรรยาชรา ซึ่ง...ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ ได้มีความสุขอย่างแท้จริงไปอีกพักหนึ่ง อย่างไรเสีย ก็ดีกว่าปล่อยให้ของเหล่านี้เสียเปล่า

.....

ช่วงเที่ยง...กลิ่นหอมเข้มข้นของน้ำแกงไก่ลอยอบอวลออกมาจากห้องครัว หลินอู่นำแม่ไก่แก่ที่ซื้อมาเมื่อเช้าลงตุ๋นในหม้อดินจนเนื้อเปื่อยนุ่ม จากนั้น...ก็แล่ปลากินหญ้าเป็นชิ้นบางๆ นำไปต้มกับผักดองที่หมักเองในบ้าน กลายเป็นแกงปลาผักดองชามใหญ่ร้อนฉ่า

สุดท้าย...เธอก็ผัดผักเขียวอีกจาน อาหาร 3 อย่างกับน้ำแกง 1 อย่างถูกจัดวางลงบนโต๊ะแปดเซียนที่เช็ดจนสะอาดเอี่ยม แม้จะไม่ได้หรูหราอะไรนัก แต่...สำหรับปี 1976 นี่นับเป็นอาหารมื้อใหญ่ที่หาได้ยากแล้ว

เสี่ยวหู่กินอิ่มเรียบร้อย ตอนนี้...หลับสนิทอยู่ในเปล เสียงลมหายใจสม่ำเสมอดังแผ่วเบา ครอบครัวสามคนนั่งล้อมโต๊ะอาหารด้วยกัน บรรยากาศดูอบอุ่นและสงบสุขมาก

หลินเยว่เฟิงมองสีหน้าของลูกสาว ซึ่ง...เห็นได้ชัดว่าผ่อนคลายลงมาก ในใจก็พลอยโล่งอกตามไปด้วย

หลังรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ หลินอู่ก็เก็บถ้วยชามอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะทำความสะอาดบ้านอีกรอบจนสะอาด จากนั้น...เธอก็หันไปที่ตู้ แล้วค่อยๆ ยกเค้กแบบสมัยก่อนที่ซื้อมาเมื่อเช้าออกมาอย่างระมัดระวัง

เค้กก้อนนั้นไม่ได้ใหญ่มาก แต่...ในยุคสมัยนี้ ครีมยังถือเป็นของหายากและราคาก็ไม่ถูกเลย หลินอู่วางเค้กลงตรงกลางโต๊ะ ก่อนจะเดินไปหยิบมีดสะอาดจากห้องครัว แล้วยื่นมาตรงหน้าหลินเจี้ยนเสวี่ย แววตาของเธอจริงจังเป็นพิเศษ น้ำเสียงก็หนักแน่นไม่แพ้กัน

“เสี่ยวเสวี่ย ลูกเป็นคนตัดเถอะ” นี่ไม่ได้เป็นเพียงการตัดเค้กหนึ่งก้อน แต่...ยังหมายถึงการตัดขาดจากอดีต แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง

หัวใจของหลินเจี้ยนเสวี่ยพลันอุ่นวาบ เธอเข้าใจความหมายของแม่ดี หญิงสาวพยักหน้าเบาๆ พลางตอบรับเบาๆ

“ค่ะ” เธอรับมีดมา ก่อนจะแบ่งเค้กออกเป็น 4 ส่วนเท่า ๆ กัน กลิ่นหอมหวานของครีมค่อยๆ กระจายไปทั่วอากาศ

หลินเยว่เฟิงมองใบหน้าเล็กๆ ของลูกสาว แม้จะผ่านเรื่องราวหนักหนามามากมาย แต่...เธอยังคงรักษาความสงบนิ่งเอาไว้ได้ เขาจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มหนักแน่นว่า

“เสี่ยวเสวี่ย กินเค้กชิ้นนี้เสร็จแล้ว ก็ถือว่าเรื่องราวในอดีตทั้งหมดผ่านไปแล้วนะ ส่วนขั้นตอนการหย่าระหว่างลูกกับเจียงอวี่ไป๋ต่อจากนี้ พ่อกับแม่จะช่วยจัดการและคอยติดตามให้เอง รับรองว่าจะไม่เปิดโอกาสให้เขามารบกวนลูกอีก” หลินเยว่เฟิงหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อว่า

“ลูกก็ทำงานที่คณะศิลปะต่อไปอย่างสบายใจ หรือถ้ารู้สึกเหนื่อยก็พักอยู่บ้านสักระยะ ออกไปเดินเล่นผ่อนคลายบ้างก็ได้ ทุกอย่างมีพ่อกับแม่คอยจัดการให้แล้ว ลูกไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น”

หลินเจี้ยนเสวี่ยถือเค้กชิ้นเล็กของตัวเองไว้ ใช้ส้อมจิ้มขึ้นมาคำหนึ่งแล้วส่งเข้าปาก รสหวานมันของครีมละลายลงบนปลายลิ้นทันที พร้อมกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของขนมในยุคสมัยนี้ ซึ่ง...เธอไม่ได้ลิ้มรสมานานแล้ว

เธอค่อยๆ กลืนเค้กลงไป ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง สายตามองพ่อกับแม่สลับกันทีละคน

“พ่อคะ แม่คะ” เธอเรียกทั้งสองเบาๆ หลินอู่ที่กำลังจะหยิบเค้กขึ้นมากินชะงักมือทันทีเมื่อได้ยินน้ำเสียงจริงจังผิดปกติของลูกสาว

เธอเงยหน้าขึ้นมอง พอเห็นว่าลูกสาวมีสีหน้าสงบนิ่ง แต่...กลับแฝงความจริงจังบางอย่างที่ไม่เหมือนปกติ หัวใจก็พลันกระตุกวูบโดยไม่รู้ตัว เธอเหลือบไปมองสามีแวบหนึ่ง ก่อนจะถามลูกสาวด้วยความสงสัยว่า

“มีอะไรเหรอเสี่ยวเสวี่ย ? เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า ?” หลินเจี้ยนเสวี่ยวางส้อมลง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งว่า

“หนูอยากขายตำแหน่งงานที่คณะศิลปะค่ะ” ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกมา ห้องรับแขกทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบทันที

หลินอู่แทบไม่เชื่อหูตัวเอง งานในคณะศิลปะเชียวนะ นั่นเป็นงานมั่นคงที่คนแย่งกันจะเป็นจะตาย กว่าจะได้งานนั้นมาไม่ง่ายเลย อีกอย่าง ลูกสาวของเธอชอบเล่นเปียโนมาตั้งแต่เด็ก กว่าจะสอบเข้าไปทำงานในคณะศิลปะได้ ต้องทุ่มเทมากแค่ไหน

แล้วทำไม...ทำไมจู่ๆ ถึงพูดว่าจะขายงานทิ้งเสียล่ะ ? หลินเยว่เฟิงเองก็ขมวดคิ้วแน่น แม้เขาจะสุขุมกว่าหลินอู่ แต่...แววตาก็เต็มไปด้วยความกังวลไม่ต่างกัน เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่เข้าอกเข้าใจลูกสาวว่า

“เสี่ยวเสวี่ย หรือว่าเป็นเพราะเรื่องของเจียงอวี่ไป๋ทำให้ลูกไม่สบายใจที่จะอยู่ในคณะศิลปะต่อ ? กลัวว่าคนอื่นจะเอาเรื่องของลูกไปซุบซิบนินทาใช่ไหม ? ถ้าเป็นเพราะเรื่องนั้น ลูกไม่ต้องกังวล พ่อสามารถช่วยยื่นเรื่องให้ลูกลาพักยาวก่อนได้ ลูกอยู่บ้านพักผ่อนสักระยะ ค่อยๆ ปรับสภาพจิตใจให้ดีขึ้น”

“หรือถ้าลูกไม่อยากทำงานที่คณะศิลปะจริง ๆ พ่อจะลองหาทางดูว่าสามารถย้ายลูกเข้ามาทำงานที่โรงงานของเราได้ไหม หางานสำนักงานสบาย ๆ ให้ลูกสักตำแหน่ง อย่างดูแลห้องสมุดหรือเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ก็ดีเหมือนกัน”

หลินเยว่เฟิงคิดว่าลูกสาวได้รับความกระทบกระเทือนจากเรื่องของเจียงอวี่ไป๋จึงอยากหนีออกจากสภาพแวดล้อมเดิมที่คุ้นเคยเท่านั้น