ตัดสินใจลงชนบท
ตัดสินใจลงชนบท
ดวงตาใสกระจ่างของเธอมองไปทางพ่อกับแม่ แล้วเอ่ยว่า “พ่อคะ แม่คะ หนูไม่ได้คิดจะไปทำงานที่โรงงานค่ะ หนูอยากสมัครไปชนบท”
“อะไรนะ ?!” หลินเยว่เฟิงถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“ไปชนบท ?!” หลินอู่เองก็มองลูกสาวอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเองเหมือนกัน
หลินเจี้ยนเสวี่ยราวกับไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของพ่อแม่ เธอยังคงพูดต่อด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“สถานที่หนูก็คิดไว้แล้วค่ะ อยู่มณฑลเฮย ที่อำเภอหูหลาน เมืองฮาร์บิน พ่อคะ พ่อมีเพื่อนหรืออดีตสหายร่วมรบที่รู้จักอยู่ฮาร์บินบ้างไหม ? พอจะช่วยย้ายทะเบียนความสัมพันธ์ของหนูไปทางนั้นได้หรือเปล่าคะ ?”
“เหลวไหล !” ในที่สุดหลินเยว่เฟิงก็ได้สติ เขาตบโต๊ะดังปังจนถ้วยชามบนโต๊ะกระเด้งขึ้น สีหน้าซีดเขียวด้วยความโกรธ ดวงตาจ้องลูกสาวเขม็ง
“เหลวไหลสิ้นดี ! หลินเจี้ยนเสวี่ย ลูกรู้หรือเปล่าว่ามณฑลเฮยเป็นที่แบบไหน ? หนาวจับขั้วหัวใจ ปีหนึ่งมีฤดูหนาวเสียเกินครึ่งปี ! ลูกเคยคิดหรือยังว่าสภาพความเป็นอยู่ที่นั่นลำบากแค่ไหน ? ลูกเป็นเด็กผู้หญิงที่โตมาอย่างทะนุถนอมตั้งแต่เล็ก จะวิ่งไปอยู่ในที่ที่เต็มไปด้วยหิมะน้ำแข็งแบบนั้น แค่คิดก็รู้แล้วว่าลำบากมาก ลูกบ้าไปแล้วหรือไง ?!”
เขาเกือบโมโหตายเพราะความคิดของลูกสาวแล้ว กว่าจะดึงลูกออกมาจากหลุมไฟของบ้านตระกูลเจียงได้อย่างยากลำบาก ใครจะคิดว่าเธอจะหันหลังกลับแล้วกระโดดลงไปในหลุมที่ลำบากยิ่งกว่าเดิมอีก
หลินเจี้ยนเสวี่ยสบสายตาโกรธจัดของผู้เป็นพ่อ พลางถอนหายใจเบา ๆ อยู่ในใจ แน่นอนว่าเธอรู้ว่ามณฑลเฮยลำบากแค่ไหน ชาติที่แล้ว ฟู่เจียหเวยก็ใช้ชีวิตช่วงที่ยากลำบากที่สุดของเขาอยู่ที่นั่น
แต่...เธอก็รู้เช่นกันว่า มีเพียงไปที่นั่น เธอถึงจะตามหาเขาเจอ และมีโอกาสชดใช้บุญคุณที่ติดค้างเขาไว้จากชาติที่แล้ว เพียงแต่...เหตุผลเบื้องหลังนี้เหลือเชื่อเกินไป เธอไม่อาจเล่าให้พ่อกับแม่ฟังได้
เรื่องการเกิดใหม่ หากพูดออกไป มีแต่จะทำให้ทั้งสองคิดว่าเธอได้รับความกระทบกระเทือนหนักเกินไปจนสติไม่ปกติ เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ หลุบตาลงเพื่อซ่อนอารมณ์ซับซ้อนในดวงตา ก่อนเงยหน้าขึ้นอธิบาย
“พ่อคะ แม่คะ หนูไม่ได้ตัดสินใจโดยไม่คิดนะคะ หนูคิดมาดีแล้ว ครั้งนี้ที่หนูถูกคนอย่างเจียงอวี่ไป๋กับเจียงอวี่หนิงหลอกจนหัวหมุน แถมยังพลอยทำให้พ่อกับแม่เดือดร้อนไปด้วย ถ้าจะหาสาเหตุจริง ๆ ก็เพราะตั้งแต่เด็กจนโต พ่อกับแม่ปกป้องหนูดีเกินไป หนูใช้ชีวิตสุขสบายมาตลอด อยู่ห่างจากชีวิตจริงของคนทั่วไปมากเกินไปค่ะ”
เธอมองคิ้วของพ่อที่ขมวดแน่น ก่อนจะพูดต่อว่า “หนูไม่รู้เลยว่าคนระดับล่างของสังคมใช้ชีวิตกันลำบากแค่ไหน ไม่เข้าใจว่าจิตใจคนเราซับซ้อนและน่ากลัวเพียงใด ถึงได้หลงเชื่อคำหวานของเจียงอวี่ไป๋ง่าย ๆ และมองไม่ออกถึงความเสแสร้งของเจียงอวี่หนิงกับต่งไฉเซี่ย”
“เพราะอย่างนั้น หนูอยากไปอยู่ในที่ที่ลำบากที่สุด เพื่อฝึกฝนตัวเอง อยากสัมผัสชีวิตจริง ไปใช้ชีวิตจริง ๆ สักครั้ง แบบนั้นต่อไปหนูจะได้ไม่ทำผิดซ้ำอีก จะได้เติบโตอย่างแท้จริง เรียนรู้วิธีมองคนและแยกแยะเรื่องต่าง ๆ ให้เป็น”
หลินเยว่เฟิงได้ยินอย่างนั้นแล้ว คิ้วหนาก็ยิ่งขมวดแน่นกว่าเดิม สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่เห็นด้วย
“พูดอะไรเหลวไหล ! อะไรคืออยู่ห่างจากคนทั่วไปเกินไป ? ถ้าตามที่ลูกพูด พ่อกับแม่กินข้าวมาครึ่งชีวิต เดินข้ามสะพานมามากกว่าที่ลูกเคยเดินบนถนนเสียอีก สุดท้ายไม่ใช่ว่าพวกเราก็ยังถูกพวกมันปิดหูปิดตาเหมือนกันหรือไง ?”
หลินเจี้ยนเสวี่ยได้ยินอย่างนั้นก็เงยหน้ามองพ่อที่กำลังโมโห มุมปากโค้งขึ้นเล็กน้อย แววตาแฝงความเจ้าเล่ห์นิด ๆ ก่อนตอบกึ่งล้อเล่นกึ่งจริงจังว่า
“ถ้างั้น พ่อกับแม่อาจจะต้องทบทวนตัวเองด้วยเหมือนกันนะคะ”
“เสี่ยวเสวี่ย !” หลินเยว่เฟิงถึงกับพูดไม่ออกเพราะคำพูด ของลูกสาว โมโหจนหนวดแทบชี้
เขาอยากดุลูกสาวแรง ๆ สักหลายประโยค แต่...พอเห็นใบหน้าเล็ก ๆ ที่มีแววซุกซนนั้น กลับใจแข็งพูดคำหนัก ๆ ไม่ลง สุดท้าย...ความโกรธทั้งหมดจึงกลายเป็นทั้งความจนใจและหมดคำพูด เขาจ้องลูกสาวอย่างคาดโทษ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงทั้งโมโหทั้งเสียดายว่า
“ลูกรู้หรือเปล่าว่าตอนนี้ในเมืองมีหนุ่มสาวตั้งกี่คนที่พยายามทุกวิถีทางเพื่อหนีไม่ต้องเดินทางไปที่ชนบทน่ะ ? คนมีเส้นก็ใช้เส้น คนไม่มีเส้นก็แกล้งป่วย แต่ลูกนี่ดีเหลือเกิน บ้านเรามีลูกสาวอยู่คนเดียว น้องชายลูกก็เพิ่งเกิด ตามนโยบายแล้วลูกไม่จำเป็นต้องไปด้วยซ้ำ แต่กลับดื้อจะไปให้ได้ !”
“หลินเจี้ยนเสวี่ย ลูกบอกพ่อมาสิ ลูกโง่หรือเปล่า หา ?! นี่เขาเรียกว่าอะไร ? เขาเรียกว่าอยู่ดีไม่ว่าดี อยากหาเรื่องลำบากใส่ตัว !”
งานหนักที่คนบ้านอื่นหลบกันแทบไม่ทัน แต่...ลูกสาวสุดที่รักของเขา ซึ่ง...เขาประคบประหงมราวไข่มุกกลับแย่งจะไปทำเสียเอง ถ้านี่ไม่เรียกว่าสมองมีปัญหา แล้วจะเรียกว่าอะไร ?
หลินอู่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ยังคงค่อย ๆ กินเค้ก ไม่ได้รีบเข้าร่วมวงรุมต่อว่ากับสามี เธอเข้าใจลูกสาวตัวเองดีกว่าสามี แม้หลินเจี้ยนเสวี่ยบางครั้งจะดูอ่อนแอ แต่...ในกระดูกกลับมีความดื้อดึงฝังอยู่ลึก ๆ
ตอนนี้...เมื่อมองดวงตาที่สงบนิ่งแต่แน่วแน่อย่างยิ่งของลูกสาว หลินอู่ก็รู้ดีว่าเรื่องที่ลูกสาวบอกว่าอยากลงชนบท เกรงว่า...จะไม่ใช่ความคิดชั่ววูบจริง ๆ แต่...เป็นการตัดสินใจหลังจากไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว
หลินเยว่เฟิงเห็นภรรยาเงียบอยู่นาน แถมยังนั่งกินเค้กอย่างใจเย็น ก็ยิ่งโมโหกว่าเดิม ก่อนจะหันไปพูดกับเธอว่า
“นี่ผมพูดกับคุณอยู่นะ ! ยังจะกินอีกเหรอ ?! เค้กมันอร่อยขนาดนั้นเลยหรือไง ?! รีบช่วยผมห้ามลูกสิ ! เด็กคนนี้กำลังจะทำผมโมโหตายอยู่แล้ว !”
หลินอู่วางส้อมเล็กในมือลง คราวนี้...จึงเงยหน้าขึ้น สายตาอ่อนโยนแต่เจือการพิจารณามองใบหน้าลูกสาว ก่อนจะเอ่ยถามเบา ๆ
“เสี่ยวเสวี่ย บอกแม่มาตรง ๆ ดีกว่านะ ทำไมจู่ ๆ ถึงอยากลงชนบท ? แล้วยังจะไปไกลถึงมณฑลเฮยด้วย ? มีเพื่อนในคณะศิลปะพูดอะไรกับลูกหรือเปล่า ? หรือว่ามีใครมีอิทธิพลต่อความคิดของลูก ? บอกแม่มาตรง ๆ เถอะ”
เธออดคิดไม่ได้ว่า บางที...คำพูดของหนุ่มสาวหัวก้าวหน้าในคณะศิลปะที่ใฝ่ฝันอยากออกไป ฟ้ากว้างแผ่นดินใหญ่เปิดทางให้ได้โบยบินอาจมีอิทธิพลต่อลูกสาวของเธอ
หลินเจี้ยนเสวี่ยสบสายตาที่กำลังพิจารณาของแม่ ก่อนจะส่ายหน้าไปมาเบา ๆ
“ไม่ค่ะ แม่ ไม่มีใครมีอิทธิพลต่อหนูจริง ๆ และหนูก็ไม่ได้ฟังคำใครมาด้วย หนูแค่อยากไปดู ไปสัมผัส แล้วก็ลองใช้ชีวิที่แตกต่างออกไปบ้างค่ะ”
ชาติที่แล้ว เธอกับพ่อแม่ถูกเจียงอวี่ไป๋ เจียงอวี่หนิง และต่งไฉเซี่ยหลอกเสียจนย่อยยับ ความเก่งกาจในการเสแสร้งของคนตระกูลนั้นเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้เธออยากออกไปใช้ชีวิต
แต่...ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ บางที...สภาพชีวิตที่สุขสบายเกินไปของครอบครัวเธอเอง กลับกลายเป็นกำแพงที่มองไม่เห็น ทั้งครอบครัว โดยเฉพาะตัวเธอเอง เติบโตอยู่ในหอคอยงาช้างที่ประกอบขึ้นจากเขตบ้านพักโรงงานของพ่อและโรงเรียนของแม่ โลกที่ได้สัมผัสสะอาดเกินไป และคับแคบเกินไป
เมื่อเคยชินกับความเป็นมิตรและความเคารพจากผู้คนรอบตัว ก็เผลอคิดว่าทุกคนบนโลกควรเป็นเช่นนั้น ส่วนความซับซ้อนของชีวิตในสังคมระดับล่าง รวมถึงความร้ายกาจของจิตใจคน เธอแทบไม่เคยรับรู้เลย
นั่นต่างหากที่เปิดโอกาสให้คนตระกูลเจียงฉวยประโยชน์ได้ เธอไม่อยากเป็นหลินเจี้ยนเสวี่ยผู้ไม่ประสีประสาเรื่องโลกอีกต่อไปแล้ว เธออยากออกไปเห็นโลกที่กว้างใหญ่กว่าวงชีวิตในเมืองหลวงแห่งนี้ อยากสัมผัสชีวิตที่แท้จริงของผู้คนธรรมดา อยากรู้จักความยากลำบากจริง ๆ เพื่อฝึกฝนตัวเอง
หลินเยว่เฟิงหน้าตึง มองลูกสาวหัวดื้อที่อยู่ตรงหน้า ในใจทั้งโมโหทั้งปวดใจ เพิ่งช่วยเธอออกมาจากถ้ำหมาป่าได้แท้ ๆ รอยแผลบนตัวก็ยังไม่หายดีด้วยซ้ำ แต่...กลับคิดจะมุดหัวเข้าไปในที่ที่ลำบากยิ่งกว่าอีก !
ในฐานะพ่อ เขาจะทำใจได้อย่างไร ? ครั้งนี้...ลูกสาวเสียเปรียบครั้งใหญ่ ต้องทนกับความคับข้องใจมากมาย เขาแทบอยากผูกลูกสาวติดไว้กับเอว ให้เธออยู่ในสายตาตลอดเวลา แล้วชดเชยความรักและการดูแลให้เป็นเท่าตัว
จะให้เขาทนมองเธอกระโดดลงไปในทะเลทุกข์ที่เรียกว่าการลงชนบท ซึ่ง...ใคร ๆ ต่างรู้ดีว่าลำบากแค่ไหนด้วยตัวเองได้อย่างไร ? หลินเยว่เฟิงทำหน้าขรึม จงใจใช้น้ำเสียงเข้มที่สุดเพื่อขู่ให้ลูกสาวกลัว
“ลงชนบท ? ลูกรู้หรือเปล่าว่าลงชนบทหมายความว่าอะไร ? ไม่ใช่ไปเที่ยวเล่นนะ ! แต่ไปทำงาน ! ต้องใช้ชีวิตเหมือนชาวนา พระอาทิตย์ขึ้นก็ออกทำงาน พระอาทิตย์ตกถึงได้พัก หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ฤดูใบไม้ผลิต้องฝ่าลมฝ่าทรายลงแปลงนา ฤดูร้อนต้องตากแดดร้อนจัดเก็บเกี่ยว ฤดูใบไม้ร่วงต้องเร่งเก็บผลผลิต ส่วนฤดูหนาว หึ ~ ฤดูหนาวที่มณฑลเฮย อุณหภูมิติดลบหลายสิบองศา พื้นดินแข็งเป็นหิน แค่ออกไปข้างนอกเที่ยวเดียว คิ้วกับขนตาก็จับเป็นน้ำแข็งหมดแล้ว”
“ไหนจะเรื่องกินอีก ถ้าได้กินหมั่นโถวแป้งขาวก็ถือว่าดีมากแล้ว ส่วนใหญ่ต้องกินแผ่นแป้งข้าวโพดกับโจ๊กข้าวโพด ถ้าโชคร้ายหน่อย แม้แต่ท้องก็ยังไม่อิ่ม ไหนจะเรื่องพี่พักอีก บ้านดิน ลมลอดเข้ามาได้รอบด้าน กลางคืนนอนหนาวเข้ากระดูก ยังมีหมัด มีเหา ลูกตัวบางเนื้อนิ่มแบบนี้ จะทนไหวเหรอ ?!”
หลินเยว่เฟิงร่ายความลำบากของการลงชนบทออกมาเสียยืดยาว หวังเต็มที่ว่าจะทำให้ลูกสาวถอดใจ ใครจะคิดว่าลูกสาวฟังจบ ไม่เพียงไม่กลัว กลับหลุดหัวเราะออกมาเสียอย่างนั้น
“พ่อคะ” น้ำเสียงของเธอใสกังวาน แฝงความออดอ้อนอยู่เล็กน้อย
“เรื่องที่พ่อพูด หนูรู้หมดแล้วค่ะ แต่หนูไม่กลัว” เธอเอียงศีรษะ ดวงตาเป็นประกายมองหลินเยว่เฟิง ก่อนจงใจลากเสียงยาว
“ก็-มี-พ่อ-อยู่-นี่-คะ”
“อีกอย่าง ต่อให้หนูเจอเรื่องลำบากที่แก้เองไม่ได้จริง ๆ พ่อมีเส้นสายกว้างขวางขนาดนี้ ข้างนอกต้องมีคนรู้จักอยู่แน่ ๆ ใช่ไหมคะ ? ถึงตอนนั้นพ่อส่งโทรเลขไปสักฉบับ หรือจะยืนมองลูกสาวตัวเองอดอยาก กินรำกินผักอยู่ข้างนอกเฉย ๆ ได้จริงเหรอคะ ? พ่อทนอยู่เฉยไม่ได้หรอกใช่ไหมคะ ?”