ความรักของพ่อกับแม่
ความรักของพ่อกับแม่
แล้วเขาจะพูดอะไรได้อีก ? สุดท้าย...ทั้งความโกรธ ความเป็นห่วง และความอาลัยอาวรณ์ที่ไม่อยากให้ลูกไป ต่างกลายเป็นความจนใจ หลินเยว่เฟิงโมโหจนปวดหัวไปหมด แต่...ก็ทำอะไรลูกสาวไม่ได้ จึงได้แต่โบกมือหนัก ๆ ราวกับไล่แมลงวัน
“ไปๆ กลับห้องไปอ่านหนังสือไป ! เห็นหน้าลูกแล้วพ่อหงุดหงิด !”
“ค่ะ” หลินเจี้ยนเสวี่ยเห็นอย่างนั้นก็รู้ว่าควรหยุดเพียงเท่านี้ เธอพยักหน้าอย่างว่าง่าย ก่อนจะลุกขึ้นอย่างไว
“พ่อ แม่ งั้นหนูกลับห้องก่อนนะคะ” ว่าแล้ว...เธอก็เดินออกจากห้องรับแขกอย่างสบายอารมณ์ ทิ้งให้พ่อกับแม่อยู่กันตามลำพัง
หลินเยว่เฟิงมองแผ่นหลังของลูกสาวค่อย ๆ ลับหายไป ก่อนจะถอนหายใจหนัก ๆ แล้วหันไปมองภรรยาที่นั่งเงียบมาตลอด ทั้งสองสบตากัน ต่างมองเห็นอารมณ์ซับซ้อนในแววตาของกันและกัน
“คุณคิดว่ายังไง ?” หลินเยว่เฟิงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบก่อน น้ำเสียงทั้งเหนื่อยล้าและหงุดหงิด
หลินอู่มองคิ้วของสามีที่ขมวดแน่น แล้วก็เอ่ยขึ้นมาว่า “ฉันว่า ปล่อยให้ลูกไปก็ดีนะ นาน ๆ ทีลูกจะมีความตั้งใจอยากทำอะไรสักอย่าง แทนที่จะฝืนห้ามจนลูกอึดอัดใจ สู้ปล่อยให้ไปลองด้วยตัวเองสักครั้งดีกว่า”
“ลอง ?!” หลินเยว่เฟิงขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม
“นั่นคือชนบทนะ แถมยังไปมณฑลเฮยที่มีแต่หิมะกับน้ำแข็งอีก คุณทำใจได้เหรอ ? ทนเห็นลูกไปลำบากได้จริง ๆ หรือไง ?”
“เฮ้อ ~ เหล่าหลิน คุณเอาแต่คิดว่าการลงชนบทลำบาก แต่คุณเคยคิดไหมว่าบ้านเราเพิ่งเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ถึงตระกูลเจียงจะถูกจับไปแล้ว แต่ในเขตบ้านพักนี่ เพื่อนบ้านจะเอาเรื่องของเสี่ยวเสวี่ยไปพูดลับหลังกันยังไงบ้างก็ไม่รู้” หลินอู่พยายามพูดเกลี้ยกล่อมต่ออย่างใจเย็น
“คำคนฆ่าคนได้ ต่อให้คุณกักลูกไว้ที่บ้าน ให้อยู่พักผ่อนดี ๆ แล้วคำซุบซิบนินทาพวกนั้นจะหยุดเหรอ ? ฉันกลัวเสียด้วยซ้ำว่าจะยิ่งพูดกันน่าเกลียดกว่าเดิม ถึงตอนนั้นเสี่ยวเสวี่ยจะยิ่งอึดอัดใจ สู้ปล่อยให้ลูกเปลี่ยนสภาพแวดล้อมใหม่ไปเลย ออกไปให้ไกลจากที่นี่ จะได้ไม่ต้องเจอสายตาพวกนั้นทุกวัน ไม่ต้องได้ยินคำพูดพวกนั้นอีก ให้ลูกได้หายใจอย่างเต็มปอด แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่จริง ๆ ไม่ดีกว่าเหรอ ?”
หลินเยว่เฟิงได้ยินดังนั้นก็ตกอยู่ในความเงียบ นิ้วมือเคาะโต๊ะเบาๆ เหมือนกำลังขบคิดอะไรบางอย่างอยู่ เกิดเป็นเสียงทึบ ๆ ดังเป็นจังหวะ เขาจำต้องยอมรับว่าที่ภรรยาพูดมาก็มีเหตุผล
เรื่องของตระกูลเจียงกลายเป็นเรื่องใหญ่จนคนทั้งเมืองรู้กันทั่ว แม้บ้านของพวกเขาจะเป็นฝ่ายถูกกระทำ แต่...ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกลายเป็นหัวข้อสนทนาหลังมื้ออาหารของคนอื่น
ลูกสาวของเขาเป็นคนคิดมาก หากยังอยู่ที่นี่ต่อ ก็ไม่ใช่เรื่องดี หลินอู่เห็นแววตาของสามีเริ่มสั่นคลอน จึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนนุ่มนวลว่า
“ฉันรู้ว่าคุณกังวลอะไรอยู่ มณฑลเฮยไกลก็จริง สภาพความเป็นอยู่ก็ลำบาก แต่ใช่ว่าจะไม่มีทางเลยนี่นา ฉันจำได้ว่าคุณยังมีอดีตสหายร่วมรบหลายคนที่ปลดประจำการไปทำงานอยู่ฮาร์บินไม่ใช่เหรอ ? ตอนนี้แต่ละคนก็น่าจะมีตำแหน่งในพื้นที่กันหมดแล้วใช่ไหม ? ถ้าลูกไปจริง คุณส่งข่าวไปก่อน ส่งโทรเลขสักฉบับ ฝากให้พวกเขาช่วยดูแลบ้างภายใต้ขอบเขตที่นโยบายอนุญาต ช่วยอะไรได้ก็ช่วย สำหรับพวกเขาก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เหล่าหลิน ตอนนี้อะไรสำคัญที่สุดก็ต้องทำให้เสี่ยวเสวี่ยหลุดออกมาจากเรื่องเลวร้ายของตระกูลเจียงให้เร็วที่สุด กลับมายิ้มได้อีกครั้งต่างหาก อย่าปล่อยให้เรื่องนี้กลายเป็นปมในใจ จนกระทบลูกไปทั้งชีวิตเลยค่ะ” หลินอู่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อว่า
“คุณลืมเรื่องลูกสาวของเพื่อนร่วมงานฉันที่เคยเล่าให้ฟังแล้วเหรอคะ ? เธอก็เจอผู้ชายไม่ดีเหมือนกัน สามีไปมีคนอื่น กว่าจะหย่าได้ก็ลำบากมาก แต่พอหย่าแล้วเจ้าตัวกลับก้าวข้ามเรื่องนั้นไม่ได้ ยิ่งคนรอบข้างชอบซุบซิบนินทาอีก ก่อนหน้านี้ เธอคิดสั้นคนก็จากไปแล้ว”
หลินเยว่เฟิงเงียบฟังเรื่องที่ทำให้คนฟังรู้สึกหนักอึ้งนั้นจนจบ สีหน้ายิ่งเคร่งเครียด เขาลุกขึ้นยืน ล้วงกล่องบุหรี่ยี่ห้อต้าเฉียนเหมิน ออกมาจากกระเป๋าเสื้อจงซาน เคาะบุหรี่ออกมาหนึ่งมวนคาบไว้ที่ปาก แต่ไม่ได้จุด
“ผมเข้าไปห้องหนังสือก่อนนะ จะสูบบุหรี่สักมวน” หลินอู่มองตามแผ่นหลังของสามีหายเข้าไปหลังประตูห้องหนังสือ แววตาฉายประกายเข้าใจ เธอไม่ได้พูดอะไรมาก แค่ตอบเบาๆ ไปว่าอืม จากนั้น...จึงเก็บถ้วยชามบนโต๊ะอย่างเงียบ ๆ
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จ หลินอู่ก็เดินไปที่เปลมองลูกชายที่กำลังหลับสนิทอยู่ พอแน่ใจว่าลูกชายหลับสบายดีแล้ว เธอจึงตั้งสติ ก่อนจะหันเดินไปทางห้องของลูกสาว เมื่อมาหยุดอยู่หน้าประตูห้อง เธอก็ยกมือขึ้นแล้วเคาะเบา ๆ
ไม่นาน...ก็มีเสียงใสของหลินเจี้ยนเสวี่ยดังมาจากด้านใน แฝงความสงสัยเล็กน้อย
“พ่อหรือแม่คะ ?”
“แม่เอง” หลินอู่ตอบ ก่อนจะผลักประตูเข้าไป ก็เห็นลูกสาวกำลังนั่งพิงหัวเตียง ในมือมีหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง
หลินเจี้ยนเสวี่ยสวมชุดนอนผ้าฝ้ายเนื้อนุ่ม เส้นผมดำยาวราวสายน้ำตกปล่อยสยายอยู่บนบ่า ยิ่งขับให้ใบหน้าเล็กที่ค่อนข้างซีดขาวดูขาวราวหิมะ
ยามนี้...เมื่อเธอนั่งเงียบ ๆ ความเด็ดขาดคมกริบอย่างตอนอยู่สถานีตำรวจก็ลดลงไปหลายส่วน กลับมีความอ่อนโยนสมวัยเพิ่มขึ้นมาแทน และยังเจือความไร้เดียงสาไม่ประสีประสาโลกของเด็กสาวที่ถูกพ่อแม่ตามใจมาตั้งแต่เล็กอยู่บ้าง
ภาพตรงหน้าทำให้หัวใจของหลินอู่อ่อนยวบ ปวดหนึบไปพร้อมกัน เมื่อเห็นแม่เดินเข้ามา หลินเจี้ยนเสวี่ยก็รีบวางหนังสือลงแล้วนั่งตัวตรง ดวงตาใสกระจ่างเต็มไปด้วยความแปลกใจ
“แม่ มาหาหนูมีอะไรหรือเปล่าคะ ?” หลินอู่เดินไปนั่งลงข้างเตียง เธอไม่ได้รีบพูด แต่...กลับยื่นมือไปจัดปอยผมยุ่งตรงหน้าผากของลูกสาวให้เรียบร้อยแทน
แววตาอ่อนโยนจับจ้องลูกสาว ราวกับอยากจดจำภาพของเธอในเวลานี้เอาไว้ให้ลึกที่สุดในหัวใจ จากนั้น...จึงเอ่ยถามขึ้นมาเบาๆ ว่า
“เสี่ยวเสวี่ย บอกแม่มาตามตรงเถอะนะ ลูกตัดสินใจดีแล้วจริง ๆ ใช่ไหม ? ยังไงก็ต้องไปมณฑลเฮยให้ได้ใช่ไหม ?”
หัวใจของหลินเจี้ยนเสวี่ยพลันกระตุกวูบ ก่อนจะลองถามหยั่งเชิงดู
“พ่อยอมให้หนูไปแล้วเหรอคะ ?”
“ยังหรอก พ่อของลูกนิสัยดื้อเหมือนล่อขนาดนั้น ไม่ยอมง่าย ๆ หรอก โดนคำพูดไม่กี่ประโยคเมื่อกี้ของลูกเข้าก็โมโหจนหนีไปหลบอยู่ในห้องหนังสือแล้ว”
หลินอู่เงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับจงใจอุบเอาไว้ก่อน แล้วมองสีหน้าตึงเครียดของลูกสาวจนพอใจแล้วถึงค่อยพูดออกมาอย่างจนใจว่า
“แต่ว่านะ แม่ว่าพ่อของลูกก็แค่ปากแข็ง ในใจน่ะ คงเริ่มคิดแล้วว่าจะไปหาใคร ฝากใคร ช่วยปูทางให้ลูกยังไง ถึงอย่างไรลูกก็เป็นฝ่ายขอไปฝึกฝนตัวเอง พ่อจะขวางไม่ให้ลูกมีอนาคตที่สดใสได้ยังไงล่ะ ? เดี๋ยวลูกกลับไปอ้อนพ่อหน่อยนะ พูดดี ๆ กับพ่อสักสองสามคำ หาทางลงให้พ่อสักหน่อย พ่อเขาก็ใจอ่อนแล้ว ชาตินี้พ่อของลูกน่ะ แพ้ทางลูกสาวสุดที่รักของตัวเองอยู่คนเดียวนี่แหละ”
พอได้ยินอย่างนั้น ดวงตาของหลินเจี้ยนเสวี่ยก็พลันสว่างวาบขึ้นมาทันที เธอกางแขนออกแล้วกอดแขนแม่เอาไว้แน่น พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานเจี๊ยบว่า
“แม่ ~ แม่ดีกับหนูที่สุดเลย” หลินอู่ถูกท่าทางออดอ้อนของลูกสาวทำให้หลุดหัวเราะออกมา แต่...ภายในใจก็พลันมีความรู้สึกเปรี้ยวฝาดเอ่อขึ้นมา เธอโอบลูกสาวเข้ามาในอ้อมแขนแล้วกอดไว้แน่น มือหนึ่งลูบเบา ๆ บนเส้นผมดำยาวนุ่มของลูกสาว สุดท้าย...ความเป็นห่วงและความอาลัยทั้งหมดก็หลอมรวมออกมาเป็นเสียงถอนหายใจ
“เฮ้อ ~ เด็กโง่ของแม่ พ่อกับแม่มีลูกสาวสุดที่รักอยู่แค่คนเดียว ตอนนี้ก็มีเสี่ยวหู่เพิ่มมาอีกคน พวกเราไม่ได้หวังว่าต่อไปพวกลูกจะต้องประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ หรือสร้างชื่อเสียงเกียรติยศให้วงศ์ตระกูลอะไรหรอก ขอแค่พวกลูกสองคนปลอดภัย มีความสุข แม่ก็พอใจแล้ว”
เรื่องของตระกูลเจียงเปรียบเสมือนฝันร้ายครั้งหนึ่ง สิ่งเดียวที่หลินอู่หวังคือให้ลูกสาวก้าวผ่านมันไปได้อย่างสมบูรณ์ โดยไม่ทิ้งบาดแผลหรือเงามืดใด ๆ เอาไว้ในใจ
เมื่อได้ฟังคำพูดอ่อนโยนจนทำให้หัวใจเจ็บปวดของแม่ ขอบตาของหลินเจี้ยนเสวี่ยก็ร้อนผ่าว ไม่ว่าจะเป็นชาติที่แล้วหรือชาตินี้ ความรักที่พ่อแม่มีต่อเธอไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย
กระทั่งวันที่แม่จากโลกนี้ไปในชาติที่แล้ว คนที่แม่เป็นห่วงมากที่สุดก็ยังคงเป็นเธอ รอเธอชดใช้บุญคุณให้ฟู่เจียเหวยเสร็จแล้ว ชาตินี้...ครอบครัวของพวกเขาจะไม่มีวันต้องพรากจากกันอีก
หลินเจี้ยนเสวี่ยซุกใบหน้าลงในอ้อมอกของแม่ ก่อนจะเอ่ยถามเสียงอู้อี้ด้วยความรู้สึกผิดว่า
“แม่ แม่คิดว่าหนูเอาแต่ใจเกินไปไหมคะ ? อยู่ ๆ ก็ยืนกรานจะวิ่งไปไกลขนาดนั้น”
หลินอู่ลูบหลังเธอเบา ๆ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบศีรษะลูกสาวอีกครั้ง แล้วหัวเราะ
“ฮ่าฮ่าฮ่า ~ เอาแต่ใจอะไรกัน ? แม่บอกแล้วไง เปลี่ยนสภาพแวดล้อมบ้าง ออกไปเดินดูโลกภายนอกบ้างก็ดี ไปเปิดหูเปิดตาให้กว้างขึ้น เสี่ยวเสวี่ยของพวกเราไม่ใช่ดอกไม้ในเรือนกระจกเสียหน่อย ฝ่าลมฝนแค่นี้ทนได้อยู่แล้ว”
จากนั้น...น้ำเสียงของหลินอู่ก็จริงจังขึ้นเล็กน้อย “แต่ว่า เราต้องตกลงกันไว้ก่อนนะ ถ้าลูกไปถึงที่นั่นแล้วลำบากเกินไปจริง ๆ หรือทนไม่ไหว หรือว่าเจอปัญหาใหญ่ที่แก้เองไม่ได้แล้วไม่อยากอยู่ต่อ ลูกต้องส่งโทรเลขมาหาพ่อทันทีนะ เข้าใจไหม ? ห้ามกัดฟันทนอยู่คนเดียวเด็ดขาด ต่อให้เป็นเรื่องใหญ่แค่ไหนก็มีพ่อของลูกคอยจัดการอยู่ พ่อต้องมีวิธีพาลูกกลับออกมาจากมุมไหนสักแห่งนั่นแบบครบสามสิบสองแน่นอน”
หลินเจี้ยนเสวี่ยเงยหน้าขึ้นมองรอยยิ้มอ่อนโยนของแม่ ก่อนจะพยักหน้าแรง ๆ
“ค่ะแม่ หนูรู้แล้ว ขอบคุณนะคะ”