เตรียมตัวสู่มณฑลเฮย
เตรียมตัวสู่มณฑลเฮย
เช้าตรู่วันนั้น ท้องฟ้าเพิ่งเริ่มสาง หลินอู่ก็ขับรถจี๊ปซึ่งถือว่าสะดุดตาไม่น้อยสำหรับครอบครัวทั่วไปในยุคนี้ พาหลินเจี้ยนเสวี่ยมาจอดที่หน้าสำนักงานชุมชน
คนที่ออกมาต้อนรับเป็นหญิงวัยกลางคนสวมแว่นสายตายาว ผมหวีเรียบร้อยเป็นระเบียบ เธอดันกรอบแว่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้ามองสองแม่ลูกที่มีบุคลิกโดดเด่นตรงหน้า สายตาหยุดอยู่บนใบหน้าขาวผ่องละเอียดอ่อนของหลินเจี้ยนเสวี่ยครู่หนึ่ง
“สหาย พวกคุณมาทำ…”
“พวกเรามาลงทะเบียนให้ลูกสาวลงชนบทค่ะ” หลินอู่เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พร้อมยื่นสมุดทะเบียนบ้านและจดหมายแนะนำตัวที่เกี่ยวข้องให้
หญิงคนนั้นรับเอกสารไป ก้มหน้าตรวจสอบอย่างละเอียด พลางกรอกข้อมูลแล้วเอ่ยถามตามขั้นตอน
“สหายน้อยชื่อหลินเจี้ยนเสวี่ยใช่ไหม ? ตัดสินใจหรือยังว่าจะไปที่ไหน ?”
หลินเจี้ยนเสวี่ยก้าวขึ้นมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ตอบด้วยน้ำเสียงใสว่า
“คุณป้าคะ หนูอยากไปอำเภอหูหลาน มณฑลเฮยค่ะ” มือที่กำลังเขียนของหญิงคนนั้นชะงักไปทันที เธอเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง มองหลินเจี้ยนเสวี่ยด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ราวกับยืนยันให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ฟังผิด
“มณฑลเฮย ? ที่นั่นลำบากมากนะ หิมะน้ำแข็งเต็มไปหมด เด็กผู้หญิงอย่างเธอ…”
หลินอู่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ บีบมือลูกสาวเบา ๆ ก่อนจะยิ้มให้หญิงคนนั้น
“ลูกสาวฉันเป็นคนตัดสินใจเองค่ะ บอกว่าอยากไปอยู่ในที่ลำบากเพื่อฝึกฝนตัวเอง”
หญิงคนนั้นจึงไม่ได้พูดอะไรอีก เขียนแค่คำว่าอำเภอหูหลาน มณฑลเฮยลงในช่องสถานที่ลงชนบทบนแบบฟอร์ม เมื่อจัดการขั้นตอนต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อย วันออกเดินทางก็ถูกกำหนดไว้เช่นกัน เป็นวันที่ 03 เดือนเมษายน
พอคำนวณดูแล้ว เหลือเวลาอีกแค่สองสัปดาห์เท่านั้น ระหว่างเดินออกจากสำนักงานชุมชน หลินอู่ก็มองสีหน้าของลูกสาวที่ยังสงบนิ่ง กระทั่งมีความคาดหวังอยู่เล็กน้อย ภายในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลายปะปนกัน ลูกสาวสุดที่รักของเธอคนนี้ ไม่รู้จริง ๆ ว่าควรพูดอย่างไรดี
.....
หลายวันต่อมา บ้านตระกูลหลินตกอยู่ในความวุ่นวายอย่างเต็มรูปแบบ แต่...หากจะบอกว่าวุ่นวาย ความจริงคนที่ยุ่งเป็นหลักคือหลินอู่กับหลินเยว่เฟิงต่างหาก ส่วนหลินเจี้ยนเสวี่ยกลับเหมือนคนนอกเสียมากกว่า ถึงเวลาก็กิน ถึงเวลาก็ดื่ม บางครั้งก็หยิบหนังสือมาอ่าน ส่วนใหญ่จะอยู่พักผ่อนในบ้านเสียมากกว่า
ไม่กี่วันมานี้เธอบำรุงตัวเองจนผิวพรรณกลับมาขาวผ่องมีน้ำมีนวล สีหน้าดูดีกว่าวันที่เพิ่งกลับมาจากสถานีตำรวจมากกว่าเดิมหลายเท่า
หลินเยว่เฟิงมองท่าทางไร้กังวลของลูกสาวแล้วก็ทั้งโมโหทั้งขำ ลับหลังถึงกับบ่นกับหลินอู่อยู่หลายครั้งว่า
“คุณดูสิ ดูลูกสาวคุณสิ ไม่รู้สึกอะไรเลยหรือไง ? มณฑลเฮยเป็นที่แบบไหน ? หนาวจับขั้วหัวใจ ปีหนึ่งเกินครึ่งเป็นฤดูหนาว ตัวบางเนื้อนิ่มขนาดนั้น ผมว่าไปลงชนบทไม่ถึงครึ่งเดือนคงร้องไห้ส่งโทรเลขกลับมาให้ผมไปรับแน่”
แม้ปากจะพูดแบบนั้น แต่...การกระทำกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง
วันรุ่งขึ้น หลินเยว่เฟิงนำสมุดบัญชีเงินฝากที่เก็บสะสมเงินเดือนมาตลอดหลายปีมายัดใส่มือภรรยาแล้วพูดว่า
“เอาไป สองสามวันนี้คุณไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น พาเสี่ยวเสวี่ยไปห้างสรรพสินค้า อะไรที่จำเป็นต้องซื้อ อะไรซื้อได้ก็ซื้อ ทั้งของกิน ของใส่ ของใช้ ห้ามขาดแม้แต่อย่างเดียว ซื้อเยอะ ๆ ซื้อของดี ๆ ถ้าเงินไม่พอ เดี๋ยวผมหาทางหามาเพิ่มให้เอง”
หลินอู่รับสมุดบัญชีเงินฝากมา มองความเป็นห่วงที่ปิดอย่างไรก็ปิดไม่มิดในดวงตาของสามี หัวใจก็ทั้งอ่อนยวบ ด้วยเหตุนี้เอง ช่วงหลายวันต่อมา หลินเจี้ยนเสวี่ยจึงใช้ชีวิตแบบข้าวยกมาถึงปาก น้ำยกมาถึงมือ แถมบางครั้งยังได้ตามแม่ออกไปกวาดซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าอย่างสบายอารมณ์ด้วย
เมื่อเห็นลูกสาวผ่านเรื่องเลวร้ายของตระกูลเจียงมาแล้วและไม่ได้จมอยู่กับความทุกข์ กลับสามารถเตรียมตัวไปลงชนบทได้อย่างสงบนิ่ง กระทั่งยังสนุกกับการเลือกซื้อข้าวของที่ต้องนำติดตัวไป เห็นอย่างนั้น หลินอู่กับหลินเยว่เฟิงถึงรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย ขอเพียงสภาพจิตใจของลูกสาวยังดีอยู่ เรื่องอื่นก็ไม่สำคัญเท่า
วันนั้น...คนของโรงงานก็ขับรถมารับหลินเยว่เฟิงตั้งแต่เช้า ได้ยินว่าต้องเข้าเมืองไปประชุมครั้งสำคัญ ในบ้านจึงเหลือเพียงสองแม่ลูกกับเสี่ยวหู่
เสี่ยวหู่กินอิ่มแล้ว ตอนนี้...กำลังหลับอยู่ในเปล หลินอู่มองสภาพอากาศด้านนอก ก่อนจะเดินไปพูดกับลูกสาวที่กำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในห้องรับแขกว่า
“ไปกันเถอะเสี่ยวเสวี่ย แม่จะขับรถพาลูกไปห้างสรรพสินค้าอีกสักรอบ ซื้อเสื้อผ้าสำหรับฤดูใบไม้ผลิให้อีกสองสามชุด มณฑลเฮยถึงจะหนาว แต่ก็มีช่วงที่อากาศไม่ได้หนาวจัดเหมือนกัน เตรียมไว้หน่อยก็ดี”
หลินเจี้ยนเสวี่ยวางหนังสือพิมพ์ลง ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที
“ได้ค่ะแม่ งั้นเรารีบไปกันเถอะค่ะ”
.....
หลินอู่ขับรถจี๊ปที่โรงงานจัดไว้ให้หลินเยว่เฟิง ซึ่ง...ในยุคสมัยนี้ รถแบบนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของฐานะและตำแหน่งอย่างแท้จริง เมื่อมาถึงห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในใจกลางเมือง ภายในเต็มไปด้วยผู้คนแน่นขนัดราวกับฝูงมด
พนักงานขายต่างสวมเครื่องแบบสีน้ำเงิน ท่าทีอาจไม่ได้กระตือรือร้นนัก แต่...ก็ถือว่าใช้ได้ หลินอู่พาลูกสาวตรงไปยังแผนกเสื้อผ้า เสื้อผ้าในยุคนี้มีรูปแบบค่อนข้างเรียบง่าย สีส่วนใหญ่ก็มีเพียงน้ำเงิน เทา ดำ หรือเขียวทหาร
หลินเจี้ยนเสวี่ยเลือกเสื้อเชิ้ตแขนยาวกับกางเกงขายาวผ้ากากีเนื้อทนทานสองชุด จากนั้น...ยังเลือกเสื้อเชิ้ตผ้าเดครอนสีฟ้าอ่อนอีก 1 ตัว
ขณะที่กำลังจะเรียกพนักงานมาเขียนใบซื้อของ สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นแถวผ้าและเสื้อผ้าสำเร็จรูปอีกด้านหนึ่ง ซึ่ง...มีสีสันสดใสกว่าบริเวณอื่นเล็กน้อย
ทันใดนั้น เธอก็นึกถึงน้องสาวของฟู่เจียเหวยที่แม้อายุยังน้อย แต่...กลับรู้ความอย่างยิ่งอย่างฟู่ชิงชิง ปีนี้...ฟู่ชิงชิงน่าจะอายุ 15 ปีแล้ว ส่วนรูปร่างเมื่อเทียบกับเธอในตอนนี้ ดูเหมือนจะไม่ต่างกันมากนัก
ครู่นั้น...ก็มีความคิดหนึ่งแล่นผ่าน หลินเจี้ยนเสวี่ยชี้ไปที่เสื้อเชิ้ตลายดอกเล็กสีเหลืองอ่อนตัวหนึ่ง กับกระโปรงผ้ากากียาวถึงเข่าพลางเอ่ยบอกว่า
“คุณป้าคะ เสื้อกับกระโปรงสองชิ้นนี้ หนูเอาค่ะ” ไม่นานนัก เธอก็มองเห็นเสื้อเชิ้ตพื้นสีชมพูแต่งลายดอกสีขาวเล็ก ๆ อีกตัว รู้สึกว่าเหมาะกับเด็กสาววัยรุ่นมาก จึงเลือกติดมือมาด้วย
หลินอู่ที่อยู่ข้าง ๆ กำลังเลือกดูผ้า พลางคิดว่าจะซื้อผ้าเพิ่มอีกสัก 2-3 หลาไปตัดชุดนอนใหม่ให้ลูกสาวดีหรือไม่ พอเห็นหลินเจี้ยนเสวี่ยเลือกเสื้อผ้าหลายชุดที่เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สไตล์ที่เธอใส่เป็นประจำ ก็อดแปลกใจไม่ได้
“เสี่ยวเสวี่ย เสื้อผ้าพวกนี้…” สีสันสดใสเกินไป ยิ่งกระโปรงตัวนั้น หากเอาไปใส่ตอนลงชนบทก็คงไม่สะดวกนัก
หลินเจี้ยนเสวี่ยยิ้มตาหยี ก่อนจะยัดเสื้อผ้าทั้งหมดให้แม่เป็นคนถือแทน
“แม่คะ หนูว่ามันสวยดีออก แม่จ่ายเงินให้หนูด้วยนะคะ” แม้หลินอู่จะรู้สึกแปลกใจ แต่...เมื่อคิดว่านาน ๆ ทีลูกสาวจะมีอารมณ์สนใจเสื้อผ้าขนาดนี้ อีกทั้งครอบครัวก็ไม่ได้ขาดแคลนเงิน ราคาแค่นี้เองไม่ใช่ปัญหาอยู่แล้วจึงไม่ได้ซักถามอะไร
หลินอู่รับเสื้อผ้ามา บอกให้พนักงานเขียนใบซื้อของ ก่อนพากันไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ เธอไม่รู้เลยว่าเสื้อผ้าสวย ๆ เหล่านี้ ลูกสาวไม่ได้ซื้อให้ตัวเองตั้งแต่แรก
หลังจากซื้อของเต็มสองมือ สองแม่ลูกก็เดินออกจากห้างไปด้วยความดีใจ เมื่อรถแล่นมาใกล้ศาลประชาชนประจำเมือง จากระยะไกลก็มองเห็นลานกว้างหน้าศาลเต็มไปด้วยฝูงชนที่ยืนล้อมกันแน่น 3-4 ชั้น ราวกับมีเรื่องใหญ่อะไรเกิดขึ้น
แว่วเสียงผู้หญิงร้องไห้คร่ำครวญดังมาเป็นระยะ ปะปนกับเสียงผู้คนรอบข้างที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ มือของหลินอู่ที่จับพวงมาลัยพลันกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว คิ้วก็ขมวดแน่น เธอไม่แสดงสีหน้าอะไรออกมา แค่หมุนพวงมาลัย เตรียมเลี้ยวเข้าถนนสายย่อยด้านข้างเพื่ออ้อมผ่านไป
“แม่คะ เดี๋ยวก่อน” หลินเจี้ยนเสวี่ยที่นั่งเงียบมองออกไปนอกหน้าต่างมาตลอด จู่ ๆ ก็เอ่ยขึ้น หัวใจของหลินอู่พลันกระตุกวูบ มือที่กำลังหมุนพวงมาลัยชะงักทันที เธอฝืนยิ้มออกมา ก่อนจะรีบหาเหตุผลมาอ้าง
“มีอะไรเหรอลูก ? แม่เพิ่งนึกขึ้นได้ ตอนออกจากบ้าน เตาในครัวเหมือนแม่จะลืมปิด โอ๊ย ~ เรื่องนี้ประมาทไม่ได้นะ เราต้องรีบกลับไปดู”
หลินเจี้ยนเสวี่ยหันหน้ากลับมามองดวงตาใสกระจ่างมองแม่อย่างเงียบ ๆ แววตาเหมือนมองทุกอย่างออกอย่างทะลุปรุโปร่ง เธอส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยตอบว่า
“แม่คะ หนูจำได้ว่าหนูช่วยแม่ปิดแล้ว ก่อนออกจากบ้านหนูยังตรวจดูอีกรอบด้วยค่ะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินอู่แข็งค้างไปทันที หลินเจี้ยนเสวี่ยยกนิ้วเรียวยาวขึ้น ชี้ไปทางใจกลางลานกว้างไม่ไกลนัก ตรงนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังคุกเข่าอยู่กับพื้น ผมเผ้ายุ่งเหยิงปรกหน้า มือทุบอกตัวเองพลางร้องไห้คร่ำครวญ
น้ำเสียงของหลินเจี้ยนเสวี่ยยังคงสงบนิ่ง ทว่า...กลับเจือความเย็นชาอยู่อยู่เล็กน้อย
“แม่คะ แม่ดูสิ นั่นใช่ต่งไฉเซี่ยหรือเปล่าคะ ?” หลินอู่มองตามปลายนิ้วของลูกสาว หัวใจก็พลันหนักอึ้ง เป็นต่งไฉเซี่ยจริง ๆ ด้วย
ต่งไฉเซี่ยสวมเสื้อผ้าเก่าซีดจางชุดหนึ่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิงไปหมด ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตาและน้ำมูก แกกำลังร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าเวทนา พูดอะไรบางอย่างฟังไม่ได้ศัพท์ พร้อมกับโขกศีรษะไปทางอาคารศาลไม่หยุด จนผู้คนรอบข้างพากันชี้ไม้ชี้มือวิพากษ์วิจารณ์
ความเสียใจพลันพุ่งขึ้นในใจหลินอู่ทันที วันนี้…คือวันที่เดรัจฉานสองคนนั้น เจียงอวี่ไป๋กับเจียงอวี่หนิงจะถูกตัดสินโทษ ก่อนออกจากบ้าน หลินเยว่เฟิงกำชับเธอซ้ำๆ แล้ว ว่าถ้าวันนี้ไม่มีธุระอะไร อย่าเข้าใกล้บริเวณศาลเด็ดขาด ก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เจอคนที่ไม่ควรเจอ แล้วทำให้ลูกสาวต้องสะเทือนใจอีกครั้ง
แต่...ใครจะคิดว่า โลกจะกลมขนาดนี้ สุดท้าย...ลูกสาวก็ยังเห็นอยู่ดี หลินอู่มองใบหน้าด้านข้างของลูกสาวที่สงบนิ่งเสียจนเกินคาด ชั่วขณะหนึ่งกลับไม่รู้ว่าควรพูดอะไร เธอรู้สึกว่า แม้แต่ฝ่ามือที่จับพวงมาลัยอยู่ก็เริ่มมีเหงื่อซึมออกมา