ตัดขาดอดีต ก้าวสู่อนาคต
ตัดขาดอดีต ก้าวสู่อนาคต
ริมฝีปากของหลินอู่ขยับอยู่หลายครั้ง กว่าจะตอบออกมาเบา ๆ ว่า
“เหมือนจะใช่นะ แม่เคยได้ยินพ่อของลูกพูดถึงอยู่บ้าง” เมื่อเห็นท่าทางของแม่ หลินเจี้ยนเสวี่ยกลับยิ้มบาง ๆ
“แม่คะ หนูไม่เป็นไรแล้ว” ว่าแล้ว...เธอก็ยื่นมือไปตบเบา ๆ บนหลังมือของแม่ที่กำพวงมาลัยแน่น
“จริงนะคะ ทุกอย่างผ่านไปแล้ว พวกเรากลับบ้านกันเถอะ” หลินอู่มองรอยยิ้มบนใบหน้าของลูกสาวอย่างเหม่อลอย
รอยยิ้มนั้นไม่ได้เหมือนคนที่กำลังฝืนยิ้ม แต่...เป็นความสงบนิ่งจากใจจริง เป็นคนที่วางเรื่องราวเหล่านั้นลงได้จริง ๆ หัวใจที่แขวนค้างอยู่ของเธอ ในที่สุดก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง ก่อนจะถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
ทว่า...ครู่ต่อมา ความรู้สึกขมปร่าที่อธิบายไม่ถูกกลับเอ่อท้นขึ้นในใจอีกครั้ง ถ้าหากว่า ถ้าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่เคยเกิดขึ้นเลยก็คงดเฮ้อ ~ หลินอู่ลอบถอนหายใจอยู่ในใจ มองลูกสาวด้วยความสงสาร ก่อนจะสตาร์ตรถอีกครั้ง
ด้านนอก...เสียงร้องไห้คร่ำครวญของผู้หญิง เสียงผู้คนวิพากษ์วิจารณ์ และความวุ่นวายทั้งหมดค่อย ๆ ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังตามระยะทางที่รถเคลื่อนออกไป
ไกลขึ้นเรื่อย ๆ แผ่วลงเรื่อย ๆ จนสุดท้ายไม่ได้ยินอีกเลยหลินเจี้ยนเสวี่ยเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองถนนลาดยางที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า ความวุ่นวายด้านหลัง คือฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนเธอไปจนถึงวันตายในชาติที่แล้ว
แต่...ตอนนี้ เธอกำลังนั่งอยู่ในรถอย่างมั่นคง มุ่งหน้าไปข้างหน้าการได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง ช่างดีจริง ๆอดีตที่สกปรก น่ารังเกียจ และเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเหล่านั้น ก็ปล่อยให้มันสลายหายไปอยู่เบื้องหลังก็แล้วกัน
ชาตินี้...เธอจะต้องใช้ชีวิตให้ดีเพื่อตัวเองและเพื่อทุกคนที่รักเธอ
.....
ไม่กี่วันต่อมา หนังสือพิมพ์ประจำเมืองก็ตีพิมพ์ข่าวผลคำพิพากษาคดีของเจียงอวี่ไป๋และเจียงอวี่หนิง ข่าวดังกล่าวกินพื้นที่ไม่น้อยบนหน้าหนึ่ง พร้อมพาดหัวด้วยถ้อยคำรุนแรง
‘ลงโทษผู้กระทำผิดที่ทำลายระเบียบสังคมและเสื่อมทรามทางศีลธรรมอย่างเด็ดขาด’เนื้อหาตรงเข้าประเด็นโดยไม่อ้อมค้อม
‘เจียงอวี่ไป๋กระทำความผิดฐานฉ้อโกง ปลอมแปลงเอกสารราชการและตราประทับของหน่วยงานรัฐ รวมถึงความผิดฐานประพฤติผิดศีลธรรมร้ายแรงซึ่งครอบคลุมถึงการลักลอบมีชู้ หลายข้อหาประกอบกัน พฤติการณ์ร้ายแรงอย่างยิ่ง ส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างเลวร้าย ถูกพิพากษาประหารชีวิต และให้ดำเนินการตามคำพิพากษาทันที’
‘เจียงอวี่หนิงกระทำความผิดฐานฉ้อโกง และความผิดฐานประพฤติผิดศีลธรรมร้ายแรงซึ่งครอบคลุมถึงการลักลอบมีชู้ ถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต และตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีพ’
ในยุคสมัยนี้ การกระทำที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงอย่างผิดศีลธรรม รวมถึงการฉ้อโกงที่พัวพันกับหน่วยงานของรัฐ ล้วนถูกลงโทษอย่างเข้มงวด ยิ่งเจียงอวี่ไป๋ปลอมแปลงจดหมายแนะนำตัวที่ลงนามโดยหลินเยว่เฟิง ยิ่งเท่ากับมีความผิดซ้ำซ้อน และแตะต้องเส้นต้องห้ามโดยตรง
เห็นได้ชัดว่าศาลตั้งใจใช้คดีนี้เป็นกรณีตัวอย่างเพื่อข่มขวัญคนอื่น จึงตัดสินโทษอย่างหนักและรวดเร็วเป็นพิเศษ หลินเจี้ยนเสวี่ยนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง ในมือถือหนังสือพิมพ์ สายตาสงบนิ่งกวาดผ่านข้อความสั้น ๆ เหล่านั้น
ประหารชีวิต...จำคุกตลอดชีวิต สองชื่อนี้ที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้เธอเกลียดเข้ากระดูก แม้แต่ยามฝันถึงในกลางดึกก็ยังอดกัดฟันด้วยความแค้นไม่ได้ แต่...ตอนนี้ เมื่อได้เห็นจุดจบของคนทั้งสองกับตาตัวเอง ภายในใจของเธอกลับไม่มีแม้แต่ระลอกคลื่น
ราวกับกำลังอ่านจุดจบของคนแปลกหน้าสองคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองเลย เธอวางหนังสือพิมพ์ลงเบา ๆ แล้วหยิบแก้วน้ำเปล่าที่เย็นชืดอยู่ด้านข้างขึ้นมาจิบ
เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันจบลงอย่างสมบูรณ์เถอะ หลังจากนั้น หลินเจี้ยนเสวี่ยก็จัดการเรื่องตำแหน่งงานในคณะศิลปะเสร็จอย่างรวดเร็ว งานมั่นคงเช่นนี้ในยุคสมัยนี้ ถือเป็นของหอมที่ใคร ๆ ก็แย่งชิงกัน
เธอไม่ได้ไปหาคนซื้อด้วยตัวเอง แต่...ใช้เส้นสายของพ่อแทน ขายตำแหน่งงานให้กับลูกของเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง ซึ่ง...กำลังต้องการงานอยู่พอดี ครอบครัวอีกฝ่ายเองก็ใจกว้างมาก จ่ายเงินขอบคุณให้เธอถึง 1200 หยวน
เงินจำนวนนี้ในปี 1976 ถือเป็นเงินก้อนมหาศาล แต่...หลินเจี้ยนเสวี่ยไม่ได้เก็บเงินสดไว้กับตัว เธอทำอะไรเป็นขั้นเป็นตอนและมีแผนเสมอ โดยเฉพาะหลังจากเคยผ่านความยากลำบากในชาติที่แล้วมาแล้ว
เธอแบ่งเงินส่วนใหญ่ออกมา ฝากให้พ่อช่วยแลกเป็นคูปองธัญพืช คูปองผ้า คูปองเนื้อ และคูปองชนิดต่าง ๆ ที่สามารถใช้ได้ทั่วประเทศ หลังจากลงชนบทแล้ว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นของที่มีประโยชน์ที่ใช้ได้จริง
หลินเจี้ยนเสวี่ยเก็บเงินสดส่วนหนึ่งติดตัวเผื่อฉุกเฉิน ส่วนเงินที่เหลืออีกกว่า 400 หยวนก็นำไปฝากธนาคารไว้ เปิดบัญชีเงินฝากแบบถอนเมื่อไรก็ได้ แล้วก็เก็บสมุดบัญชีไว้อย่างดี
บ่ายวันนั้น เหลือเวลาอีกแค่วันเดียวก่อนที่หลินเจี้ยนเสวี่ยจะออกเดินทางไปมณฑลเฮย เธอไปที่ร้านขายเครื่องดนตรีที่เพิ่งเปิดใหม่ข้างร้านมิตรภาพ ใช้ทั้งคูปองและเงินจำนวนไม่น้อย ซื้อกล่องไวโอลินใบหนึ่งซึ่งทำออกมาไดอย่างประณีตและใช้วัสดุคุณภาพดี
จากนั้น...เธอก็ถือกล่องไวโอลินใบใหม่เอี่ยม เดินทางไปยังห้องซ้อมใหญ่ของคณะศิลปะประจำเมือง แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านหน้าต่างกระจก ตกกระทบลงบนพื้น ฝุ่นละอองเล็ก ๆ ลอยอยู่กลางอากาศ
เสียงไวโอลินอันไพเราะพลิ้วไหลดังออกมาจากห้องซ้อมห้องหนึ่งกำลังบรรเลงบทฝึกที่มีเทคนิคค่อนข้างซับซ้อน หลินเจี้ยนเสวี่ยจำเสียงไวโอลินนี้ได้ และจำได้ด้วยว่าใครเป็นคนเล่น
เธอเดินไปหยุดหน้าประตูที่มีป้ายแขวนว่าห้องซ้อมหมายเลข 3 ก่อนจะยกมือขึ้นเคาะเบา ๆ เสียงไวโอลินหยุดลงกะทันหัน ครู่หนึ่งต่อมา ประตูก็ถูกเปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าขาวผ่องและงดงามอ่อนหวาน เป็นเสิ่นโย่วซาน
เมื่อเสิ่นโย่วซานเห็นว่าคนที่ยืนอยู่หน้าประตูคือหลินเจี้ยนเสวี่ย นิ้วมือที่จับลูกบิดประตูก็เกร็งขึ้นเล็กน้อย อารมณ์ซับซ้อนบางอย่างวาบผ่านดวงตาของเธอไปอย่างรวดเร็ว
นับตั้งแต่เรื่องอื้อฉาวของเจียงอวี่ไป๋กับเจียงอวี่หนิงถูกเปิดโปงอย่างหมดเปลือก และทั้งคู่ถูกจับเข้าไปในสถานีตำรวจ เสิ่นโย่ว ซานกลับถึงบ้านแล้วก็เอาแต่นั่งจ้องกำแพง ครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่คนเดียวหลายวัน
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ในใจเหมือนมีหนามเล็ก ๆ ทิ่มคาอยู่ตลอดเวลา บนโลกนี้จะมีเรื่องบังเอิญขนาดนั้นได้อย่างไร ? บังเอิญว่าวันนั้นเธอไปดูหนัง แล้วยังบังเอิญเจอเจียงอวี่ไป๋พาลูกพี่ลูกน้องไปนั่งอยู่แถวด้านหน้าของเธอ แสดงท่าทีสนิทสนมหวานชื่นต่อกันอีก
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่า ตั๋วหนังของเธอกับหลิวเวยนั้น เป็นหลินเจี้ยนเสวี่ยที่มอบให้ด้วยตัวเอง ความรู้สึกที่เหมือนถูกใครบางคนวางแผนใช้เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่ความรู้สึกที่น่ายินดีสักเท่าไร แม้ตัวเธอเองจะไม่ได้สูญเสียอะไร แต่...ไม่ว่าใครก็ตาม เมื่อรู้ว่าตัวเองถูกคนอื่นใช้ประโยชน์ ก็คงไม่มีทางรู้สึกดีอยู่แล้ว เธอเองก็ไม่สะดวกจะแสดงท่าทีออกมาตรง ๆ เช่นกัน