มุ่งสู่อนาคตใหม่
มุ่งสู่อนาคตใหม่
เสิ่นโย่วซานสูดหายใจเข้าลึกๆ กดความกระอักกระอ่วนในใจลง พยายามทำให้น้ำเสียงของตัวเองฟังดูเป็นปกติที่สุด
“มี มีอะไรหรือเปล่า ?” หลินเจี้ยนเสวี่ยเหมือนไม่ทันสังเกตเห็นความแข็งทื่อและห่างเหินในชั่วขณะนั้นของอีกฝ่าย ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มอ่อนโยนเป็นธรรมชาติ เธอยื่นกล่องไวโอลินใบใหม่ที่กอดไว้กับอกมาตลอดไปข้างหน้า แล้วยัดใส่อ้อมแขนของเสิ่นโย่วซาน
“นี่ให้เธอ” กล่องไวโอลินค่อนข้างหนักมือ พื้นผิวเรียบลื่น มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของหนังและไม้แบบเฉพาะของของใหม่
เสิ่นโย่วซานรับมันไว้โดยสัญชาตญาณ สีหน้าดูงุนงงเล็กน้อย จากนั้น...ก็ได้ยินหลินเจี้ยนเสวี่ยพูดต่อด้วยรอยยิ้มว่า
“พรุ่งนี้ฉันต้องลงชนบทไปมณฑลเฮยแล้ว กล่องไวโอลินใบเก่าของเธอใช้มาหลายปีจนมุมขอบสึกไปหมดแล้วไม่ใช่เหรอ ? สองสามวันก่อนฉันไปเดินซื้อของแล้วเห็นใบนี้รู้สึกว่าเหมาะกับเธอดี ก็เลยซื้อมาให้ เดือนหน้าก็วันเกิดเธอแล้วใช่ไหม ? ถือว่าเป็นของขวัญวันเกิดล่วงหน้าจากฉันก็แล้วกันนะ”
“ลงชนบท ? ไปมณฑลเฮย ?!” คราวนี้...เสิ่นโย่วซานตกใจจริง ๆ ถึงกับหลุดอุทานออกมา
“เดินทางพรุ่งนี้เหรอ ?!” ความขุ่นข้องเล็ก ๆ ที่มีเพราะรู้สึกว่าตัวเองถูกใช้ประโยชน์ พลันถูกข่าวที่น่าตกใจนี้กลบหายไปจนหมดในพริบตา เธอเบิกตากว้าง รีบถามต่อทันทีว่า
“ทำไมจู่ ๆ ถึงต้องลงชนบทล่ะ ? เธอ…เธอไม่ได้ทำงานอยู่คณะศิลปะเหรอ ? อีกอย่างลุงหลินก็เป็นผู้อำนวยการโรงงาน ตามนโยบายแล้วบ้านเธอไม่จำเป็นต้องมีคนไปลงชนบทด้วยซ้ำ”
ในยุคสมัยนี้ การมีทะเบียนบ้านในเมือง โดยเฉพาะครอบครัวเจ้าหน้าที่ที่สามารถอยู่ในเมืองต่อได้ ถือเป็นสิ่งที่คนมากมายอิจฉา แต่...ก็ไม่มีโอกาสได้ครอบครอง
แม้คำขวัญขึ้นเขาลงชนบทจะถูกพูดกันอย่างคึกคัก แต่...ความยากลำบากที่อยู่เบื้องหลัง ทุกคนต่างรู้ดีอยู่แก่ใจ ด้วยเงื่อนไขของหลินเจี้ยนเสวี่ยที่ดีขนาดนี้ ทำไมถึงตัดสินใจกะทันหันเช่นนี้ล่ะ ?
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินเจี้ยนเสวี่ยจางลงเล็กน้อย แต่...สายตายังคงสงบนิ่ง เธอเอ่ยขึ้นมาว่า
“อืม อยากเปลี่ยนสภาพแวดล้อมน่ะ แล้วเริ่มต้นใหม่” เหตุผลนี้ฟังดูเบาเกินไป เห็นได้ชัดว่าไม่อาจทำให้คนเชื่อได้ง่ายๆ
เสิ่นโย่วซานมองใบหน้าสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่นของหลินเจี้ยนเสวี่ย แล้วจู่ ๆ ก็เหมือนจะเข้าใจเหตุผลที่อีกฝ่ายตัดสินใจแบบนี้ขึ้นมา ใช่แล้ว ต้องผ่านการทรยศซ้ำซ้อนจากสามีและลูกพี่ลูกน้องสาวคนนั้น ทั้งยังต้องเจอทั้งคดีหย่าร้างและคดีอาญาที่สั่นสะเทือนไปทั่วเมือง สภาพจิตใจของหลินเจี้ยนเสวี่ยคงพลิกคว่ำพลิกหงายไปหมดแล้ว
หากยังอยู่ในเมืองต่อ ไปไหนมาไหนก็จะถูกคนอื่นชี้หน้าชี้ตานินทา ซ้ำยังต้องเห็นสถานที่เดิม ๆ ที่กระตุ้นความทรงจำเลวร้ายอีก ออกจากสถานที่ที่ทำให้เจ็บปวด ไปเริ่มต้นใหม่ในที่ที่ไม่มีใครรู้จัก บางที...สำหรับเธอแล้ว นั่นอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดจริง ๆ ก็ได้
เมื่อคิดถึงทุกอย่างที่หลินเจี้ยนเสวี่ยต้องเผชิญในช่วงที่ผ่านมา และคิดว่าพรุ่งนี้เธอต้องเดินทางไกลนับพันลี้ไปถึงมณฑลเฮย ต่อไปก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้พบกันอีก ความไม่พอใจเล็ก ๆ เรื่องที่ตัวเองถูกใช้ประโยชน์ในใจเสิ่นโย่วซานก็ค่อย ๆ จางลงท่ามกลางความรู้สึกอาลัยจากการต้องจากกันอย่างกะทันหัน
ก่อนหน้านี้ หลังจากที่เธอเห็นเรื่องน่าอับอายของเจียงอวี่ไป๋กับเจียงอวี่หนิง เหตุผลที่รีบกลับไปบอกพ่อ นอกจากความตกใจและความโกรธแล้ว จะบอกว่าไม่มีความคิดเพื่อตัวเองเลยก็คงไม่ใช่
เธอเองก็กลัวว่าพ่อจะถูกลากเข้าไปพัวพันกับเรื่องที่เจียงอวี่ไป๋ปลอมแปลงจดหมายแนะนำตัว จนส่งผลต่อหน้าที่การงานและอนาคต ถ้าจะให้พูด คนเราทุกคนต่างก็มีความเห็นแก่ตัวอยู่บ้าง
หลินเจี้ยนเสวี่ยใช้เธอเป็นคนส่งข่าว ส่วนเธอก็อาศัยจังหวะนั้นปกป้องผลประโยชน์ของครอบครัวตัวเองเช่นกัน พอคิดแบบนี้ ปมเล็ก ๆ ในใจก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่ปล่อยวางยากขนาดนั้นอีกต่อไป
เสิ่นโย่วซานก้มมองกล่องไวโอลินราคาแพงในอ้อมแขน คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ยังรู้สึกว่าของชิ้นนี้มีค่ามากเกินไป เธอรีบยัดกล่องไวโอลินกลับเข้าไปในอ้อมแขนของหลินเจี้ยนเสวี่ย แล้วรีบปฏิเสธ
“ไม่ได้ ๆ เจี้ยนเสวี่ย ของนี่แพงเกินไป ฉันรับไว้ไม่ได้หรอกนะ จะให้ฉันรับของมีค่าขนาดนี้จากเธอได้ยังไง ?”
“รับไว้เถอะโย่วซาน” หลินเจี้ยนเสวี่ยไม่ยอมรับคืน กลับยกมือกดกล่องไวโอลินเอาไว้เบา ๆ ขวางการกระทำของอีกฝ่าย สายตาของเธอมองตรงไปที่เสิ่นโย่วซาน แล้วพูดกับเธอว่า
“ฉันตั้งใจเลือกให้เธอจริง ๆ ไม่ใช่ของที่หยิบซื้อผ่าน ๆ นะ ฉันรู้ว่าเธออยากได้กล่องไวโอลินดี ๆ มาตลอด เพียงแต่เสียดายเงิน ไม่ยอมซื้อเท่านั้นเอง”
เธอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “แล้วก็ ขอบคุณนะโย่วซาน”
เสิ่นโย่วซานได้ยินคำขอบคุณที่เหมือนพูดขึ้นมาลอย ๆ ของหลินเจี้ยนเสวี่ย แล้วสบเข้ากับดวงตาสงบนิ่งใสกระจ่างคู่นั้น ปมเล็ก ๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ในใจก็สลายหายไปอย่างสมบูรณ์ในที่สุด
ช่างเถอะ อย่างไรเธอก็ไม่ได้เสียผลประโยชน์อะไรอยู่แล้ว อีกฝ่ายก็ใกล้จะจากไปแล้วด้วย ยังจะมานั่งคิดเล็กคิดน้อยอะไรอีก จู่ ๆ เธอก็หัวเราะออกมา เป็นรอยยิ้มสดใสไร้กังวลแบบที่เคยเป็นอยู่เสมอ
“งั้น…ฉันก็คงต้องรับไว้แบบไม่เกรงใจแล้วน่ะสิ ฉันกำลังคิดอยู่เลยว่าพอเดือนหน้าได้เงินอุดหนุนจะไปหาดูกล่องไวโอลินมือสองที่เหมาะ ๆ สักใบ ไม่คิดเลยว่าเธอจะให้ของใหม่เอี่ยมแถมยังดีขนาดนี้ด้วย นี่มันเหมือนฝนตกลงมาตอนกำลังแล้งพอดีเลย”
เสิ่นโยว่ซานมองใบหน้าของหลินเจี้ยนเสวี่ยที่ดูสุขุมและโตขึ้นไม่น้อย ในใจก็เกิดทั้งความเป็นห่วงและความอาลัยอย่างจริงใจขึ้นมา ทันใดนั้น เธอก็ยื่นแขนออกไปทางหลินเจี้ยนเสวี่ย น้ำเสียงกลับมาสดใสตรงไปตรงมาตามนิสัย
“มา กอดกันหน่อย ขอให้เดินทางราบรื่นนะ” หลินเจี้ยนเสวี่ยเองก็ยิ้ม ดวงตาโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว เผยรอยยิ้มสดใสและผ่อนคลายที่หาได้ยากนับตั้งแต่เธอเกิดใหม่
หลินเจี้ยนเสวี่ยก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว กางแขนออกแล้วกอดเสิ่นโย่วซานแน่น เมื่อผละออกจากกัน เสิ่นโย่วซานก็สูดจมูกเบา ๆ กะพริบตาหลายครั้ง แล้วพูดหยอกด้วยท่าทีสบาย ๆ ว่า
“นี่ พอไปถึงมณฑลเฮยแล้ว ที่นั่นไกลปืนเที่ยง จะทำอะไรก็ไม่มีใครรู้จัก ต้องจำไว้ว่าต้องเขียนจดหมายมาหาฉันนะ ถ้าเจอเนื้อป่าอะไรแปลก ๆ ที่ฉันไม่เคยกิน หรือของขึ้นชื่ออะไรใหม่ ๆ ก็ต้องส่งมาให้ฉันลองบ้าง ฉันโตมาป่านนี้ ยังไม่เคยไปทางเหนือไกลขนาดนั้นเลย”
“ได้สิ” หลินเจี้ยนเสวี่ยตอบรับพลางพยักหน้าเบาๆ
“จะส่งมาให้แน่นอน งั้นเธอซ้อมต่อเถอะ ฉันไม่กวนแล้ว”
“อือ” เสิ่นโย่วซานตอบรับเบาๆ แล้วกอดกล่องไวโอลินเอาไว้แน่น มองแผ่นหลังของหลินเจี้ยนเสวี่ยที่หมุนตัวเดินจากไป พร้อมยกมือโบกให้
หลินเจี้ยนเสวี่ยเดินออกไปตามทางเดินที่อาบด้วยแสงแดด ฝีเท้าเบาสบายอย่างเห็นได้ชัด ในใจเหมือนเพิ่งวางก้อนหินเล็ก ๆ ที่แบกไว้มานานลงได้เสียที ทำให้เธอโล่งใจขึ้นมาก
.....
วันที่ 03 เดือนเมษายน ปี 1976 ตามปฏิทินจันทรคติ ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงใสราวกับเพิ่งถูกชำระล้าง สีครามสดกระจ่าง เป็นวันที่อากาศดีหาได้ยาก
ลานหน้าสถานีรถไฟแน่นขนัดไปด้วยผู้คน ผู้โดยสารเดินสวนกันไปมาอย่างเร่งรีบ ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นควันถ่าน กลิ่นเหงื่อ และกลิ่นอาหารสารพัดชนิดที่ผสมปะปนกัน
รถจี๊ปสีเขียวทหารเก่าคันหนึ่งแล่นมาจอดหน้าสถานี ดึงดูดสายตาคนไม่น้อยให้หันมามอง ในยุคสมัยนี้ คนที่สามารถนั่งรถแบบนี้มาได้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา
ประตูรถเปิดออก หลินเยว่เฟิงเป็นคนกระโดดลงมาก่อน จากนั้น...จึงอ้อมไปอีกด้านเปิดประตูให้ลูกสาว
หลินเจี้ยนเสวี่ยสวมชุดผ้ากากีสีน้ำเงินเข้มที่เหมาะกับการเดินทาง ยิ่งขับผิวของเธอให้ขาวผ่องสะดุดตา ระหว่างคิ้วกับดวงตายังมีความสุขุมที่ดูเกินวัยอยู่หลายส่วน
“ถึงแล้ว” หลินเยว่เฟิงมองใบหน้าของลูกสาวที่ยังคงมีเค้าความอ่อนเยาว์อยู่บ้าง ภายในอกเหมือนมีบางอย่างอุดตันจนหนักอึ้ง
เขาผ่านชีวิตทหารมาครึ่งค่อนชีวิต ปัจจุบันก็เป็นคนสำคัญในโรงงานเหล็กหงซิง เป็นคนที่พูดคำไหนคำนั้น แต่...เมื่ออยู่ต่อหน้าลูกสาวที่กำลังจะเดินทางไกล ชายผู้แข็งแกร่งคนนี้ก็ยังซ่อนความอาลัยอาวรณ์ที่เอ่อล้นอยู่ในส่วนลึกของดวงตาไม่มิด