พบกันโดยบังเอิญ
พบกันโดยบังเอิญ
เขายื่นมือหยาบกร้านตบไหล่ลูกสาวเบาๆ ก่อนจะกำชับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า
“เสี่ยวเสวี่ย ไปถึงที่นั่นแล้ว ไม่คุ้นที่คุ้นทาง ไม่คุ้นคนต้องรู้จักเอาตัวรอดนะลูก ดูแลตัวเองให้ดีล่ะ ไม่ว่าจะทำอะไร ก็ต้องฟังการจัดการของผู้นำ อย่าเอานิสัยเด็กน้อยเอาแต่ใจของตัวเองออกมาใช้ เข้าใจไหม ?”
น้ำหนักในถ้อยคำเหล่านี้หนักอึ้งอย่างเห็นได้ชัด หัวใจของหลินเจี้ยนเสวี่ยอุ่นวาบขึ้นมา แต่...ไม่นานความรู้สึกขมปร่าก็ค่อย ๆ เอ่อตามมา เธอเงยหน้าสบสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงของพ่อ พยายามฝืนยิ้มให้ดูผ่อนคลายที่สุด
“พ่อคะ หนูรู้แล้ว พ่อไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ หนูจะดูแลตัวเองให้ดีค่ะ”
พูดจบ...ประตูรถด้านหลังก็เปิดออกเช่นกัน หลินอู่อุ้มลูกชายที่ยังห่อตัวอยู่ในผ้าอ้อมลงมาจากรถ อาจเพราะไม่อยากจากพี่สาว เด็กน้อยเบะปากเหมือนพร้อมจะร้องไห้ออกมาได้ทุกเมื่อ
ส่วนหลินอู่ผู้เป็นถึงหัวหน้าฝ่ายการศึกษาที่ปกติทำงานอย่างฉับไวเด็ดขาดในโรงเรียน ตอนนี้...ขอบตากลับแดงก่ำ ต้องพยายามกลั้นอย่างมากถึงไม่ปล่อยให้น้ำตาไหลลงมา
หัวใจของหลินเจี้ยนเสวี่ยเหมือนถูกอะไรบางอย่างบีบเบา ๆ เธอยื่นนิ้วออกไปแตะแก้มเล็กอุ่น ๆ ของน้องชายอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ยว่า
“แม่คะ ฝากพ่อกับแม่ดูแลน้องด้วยนะคะ รอหนูไปถึงที่นั่นแล้วจัดการทุกอย่างลงตัว หนูจะเขียนจดหมายกลับมาค่ะ”
จากนั้น...เธอก็เงยหน้ามองแม่ คำพูดนับพันนับหมื่นกลับติดอยู่ตรงลำคอ เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ ยกกระเป๋าหนังที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมา แล้วพยายามพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งว่า
“พ่อคะ แม่คะ สายแล้ว หนูต้องขึ้นรถไฟแล้วค่ะ” ในกระเป๋าหนังใบนั้นมีทั้งผ้าห่มเครื่องนอนหนา ๆ เสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนครบทั้ง 4 ฤดู รวมถึงของใช้ประจำวันอีกส่วนหนึ่ง
ส่วนพวกหม้อ ชาม หนังสือ และสัมภาระชิ้นใหญ่ที่กินพื้นที่อย่างอื่น หลายวันก่อนหน้านี้ก็ส่งไปรษณีย์ล่วงหน้าไปยังปลายทางในมณฑลเฮยแล้ว ตอนนี้...คงกำลังอยู่ระหว่างทาง
หลินเจี้ยนเสวี่ยหมุนตัวเดินตรงไปยังทางตรวจตั๋ว เมื่อหาตู้รถไฟแบบตู้นอนได้แล้ว เธอก็ใช้แรงไม่น้อยกว่าจะยัดกระเป๋าหนังใบใหญ่ 2 ใบเข้าไปใต้เตียงและจัดให้เรียบร้อยได้
พอจัดของเสร็จแล้ว เธอก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แล้วเดินไปหยุดข้างหน้าต่างรถไฟ เธอเอียงศีรษะเล็กน้อย สายตามองผ่านกระจกหน้าต่างที่มีฝุ่นบาง ๆ เกาะอยู่ไปยังชานชาลา พ่อกับแม่ยังยืนอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน สายตาจับจ้องมายังตู้รถไฟของเธอไม่วางตา
หลินอู่ช้อนสายตาขึ้นมอง ส่วนหลินเยว่เฟิงที่ปกติเคร่งขรึมอยู่เสมอก็ยกมือขึ้นแล้วโบกลาลูกสาว เมื่อเห็นร่างของพ่อกับแม่ หลินเจี้ยนเสวี่ยก็เกือบจะควบคุมตัวเองไว้ไม่อยู่ อยู่ๆ เธอก็รู้สึกขอบดวงตาร้อนผ่าว
เธอกะพริบตาแรง ๆ หลายครั้ง บังคับกดความขมปร่านั้นกลับลงไป ก่อนจะยกมือขึ้นโบกให้พ่อกับแม่สุดแรงเช่นกัน
ปู๊น ~ ปู๊น ~ เสียงหวูดรถไฟดังยาว ขบวนรถไฟค่อย ๆ เคลื่อนตัว ล้อเหล็กเสียดสีกับรางเกิดเป็นเสียงกระทบเป็นจังหวะ ทิวทัศน์นอกหน้าต่างเริ่มเคลื่อนผ่านอย่างช้า ๆ
ร่างของพ่อกับแม่บนชานชาลาค่อย ๆ เล็กลงเรื่อย ๆ สุดท้าย...กลายเป็นเพียงจุดดำเล็ก ๆ สองจุด ก่อนจะเลือนหายไปสุดสายตา
หลินเจี้ยนเสวี่ยละสายตากลับมา เอนหลังพิงผนังตู้รถไฟเย็นเฉียบ แล้วค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจยาว พยายามกดความเศร้าจากการจากลาที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ในใจไว้
เธอล้วงกระเป๋าหยิบลูกอมนมกระต่ายขาวออกมา 1 เม็ด แกะกระดาษห่อแล้วยัดใส่ในปาก ขณะที่กำลังเหม่อคิดถึงแผนในอนาคตอยู่นั้น จู่ๆ...
“ใช่หลินเจี้ยนเสวี่ยไหม ? หัวหน้าห้อง ! ทำไมเธอถึงมาอยู่บนรถไฟนี่ได้ล่ะ ?”
หญิงสาวอายุราว 20 ปีคนหนึ่งกำลังลากชายสวมแว่นกรอบดำที่ดูสุภาพเรียบร้อยเดินตรงมาหาเธออย่างไว หญิงสาวคนนั้นตัดผมสั้นระดับหูแบบที่กำลังนิยมในยุคนั้น สวมเสื้อเชิ้ตผ้าเดครอนลาย ดอกเล็ก ด้านนอกคลุมด้วยเสื้อคนงานสีน้ำเงิน ใบหน้าประดับรอยยิ้มกระตือรือร้นจนเกินพอดี
ทั้งสองคนดูออกได้ไม่ยากว่าเป็นเยาวชนที่กำลังจะลงชนบทเช่นกัน ในมือแต่ละคนหิ้วกระเป๋าผ้าใบพองแน่น บนไหล่ยังแบกม้วนเครื่องนอนไว้อีก เดินโซเซเล็กน้อย หน้าผากมีเหงื่อซึมพราว
หลินเจี้ยนเสวี่ยเพียงมองแวบเดียวก็จำหญิงสาวเสียงดังตรงหน้าได้ ‘หลิวลี่เหวิน’ เพื่อนร่วมชั้นมัธยมปลายของเธอ พูดให้ถูกก็คือ ก่อนที่ฟู่เจียเหวยจะย้ายมานั่งโต๊ะเดียวกับเธอ หลินเจี้ยนเสวี่ยกับหลิวลี่เหวินคนนี้ก็เคยเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะกันอยู่ช่วงหนึ่ง
หลิวลี่เหวินเป็นคนที่ภายนอกดูเหมือนกระตือรือร้นและเข้ากับคนง่าย แต่...ความจริงมือไม้กลับไม่ค่อยสะอาดนัก โดยเฉพาะเรื่องชอบฉวยของเล็ก ๆ น้อย ๆ ของคนอื่นเป็นประจำ
ตอนที่ยังนั่งโต๊ะเดียวกัน หลินเจี้ยนเสวี่ยมักเห็นว่าของในช่องโต๊ะของตัวเองหายไปอยู่บ่อยๆ บางครั้ง...ก็เป็นยางลบที่หายไป บางครั้ง...ก็เป็นกระดาษเขียนจดหมายไม่กี่แผ่นที่หายไป
ที่ร้ายแรงที่สุดคือ พ่อฝากคนซื้อปากกาหมึกซึมหัวทองรุ่นใหม่ล่าสุดจากเซี่ยงไฮ้มาให้เธอ ตัวด้ามเป็นสีเขียวเข้มที่หาได้ยากมากในยุคนั้น งดงามสะดุดตาเป็นพิเศษ เธอรักมันราวกับสมบัติล้ำค่า เพิ่งเอาไปใช้ที่โรงเรียนได้ไม่กี่วันเท่านั้น
แต่...วันหนึ่งในช่วงพักกลางวัน หลังจากออกไปเข้าห้องน้ำแล้วกลับมา ปากกาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ตอนนั้น...เธอร้อนใจจนแทบร้องไห้ ค้นทั้งกระเป๋านักเรียนและลิ้นชักพลิกแผ่นดินก็ยังหาไม่เจอ
แต่...วันรุ่งขึ้น หลิวลี่เหวินกลับหยิบปากกาหมึกซึมสีเขียวเข้มที่เหมือนกันทุกประการออกมาอวดเพื่อนร่วมชั้น เธอยังบอกอีกว่า ป้าของเธอที่เป็นหัวหน้าสหกรณ์จัดซื้อจัดขายตั้งใจซื้อเป็นของขวัญวันเกิดให้
ตอนนั้น...หลินเจี้ยนเสวี่ยโกรธมาก เธอมั่นใจว่าเป็นหลิวลี่ เหวินที่ขโมยปากกาด้ามนั้นของเธอไป แต่...ปากกาด้ามนั้นไม่ได้สลักชื่อเธอไว้ เธอจึงไม่มีหลักฐานเอาผิดหลิวลี่เหวิน
ส่วนหลิวลี่เหวินก็กัดฟันยืนกรานว่าป้าซื้อให้ แถมยังแสดงสีหน้าเหมือนเป็นฝ่ายถูกใส่ร้าย ทำราวกับตัวเองเป็นฝ่ายที่ถูกใส่ร้าย สุดท้าย...เรื่องนี้จึงจบลงอย่างคลุมเครือ ไม่มีข้อสรุป
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลินเจี้ยนเสวี่ยก็พยายามรักษาระยะห่างจากหลิวลี่เหวิน และไปขอครูประจำชั้นให้เปลี่ยนที่นั่งให้ ก็เป็นเพราะการเปลี่ยนที่นั่งในครั้งนั้นเอง ที่ครูย้ายฟู่เจียเหวยมานั่งเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะกับเธอ
ต่างจากความเย็นชาที่วาบผ่านดวงตาของหลินเจี้ยนเสวี่ย ตอนนี้...อารมณ์ของหลิวลี่เหวินกลับเรียกได้ว่าเบิกบานสุดขีด ดวงตาของหลิวลี่เหวินกลอกไปมาไม่หยุด สำรวจหลินเจี้ยนเสวี่ยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างไม่คิดปิดบัง
ตั้งแต่เสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มเนื้อผ้าแข็งคุณภาพดีบนตัวเธอ ไปจนถึงรองเท้าหนังสีดำคู่ใหม่เอี่ยมที่เท้า แล้วไล่ไปถึงกระเป๋าหนังใบใหญ่ 2 ใบที่อัดแน่นอยู่ใต้เตียง แค่มองก็รู้ว่ากระเป๋าแบบนั้นไม่ใช่ของที่ครอบครัวธรรมดาจะมีปัญญาซื้อมาใช้ได้
ตามมุมยังเสริมแถบโลหะ ทั้งแข็งแรงทั้งดูดี ฐานะครอบครัวของหลินเจี้ยนเสวี่ยเป็นที่รู้กันทั่วโรงเรียนมัธยมปลายว่า พ่อเป็นผู้อำนวยการโรงงานเหล็กหงซิง แม่เป็นหัวหน้าฝ่ายการศึกษาของโรงเรียนมัธยมชั้นนำ เป็นครอบครัวเจ้าหน้าที่ระดับผู้นำอย่างแท้จริง
สภาพความเป็นอยู่ย่อมดีกว่าครอบครัวของหลิวลี่เหวินที่พ่อแม่เป็นเพียงพนักงานธรรมดาไม่รู้กี่เท่า การลงชนบทครั้งนี้ หากได้สนิทกับลูกหลานเจ้าหน้าที่ระดับสูงอย่างหลินเจี้ยนเสวี่ย ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะอดตาย
ไม่แน่...อาจได้อาศัยใบบุญอีกมาก หรือบางทีอาจเหมือนตอนเรียนมัธยม ที่เธอสามารถยืมของดี ๆ จากหลินเจี้ยนเสวี่ยมาใช้เป็นครั้งคราวได้อีก
พอความคิดนี้ผุดขึ้นมา รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวลี่เหวินก็ยิ่งกระตือรือร้นกว่าเดิม แสดงความสนิทสนมเสียจนแทบจะเข้ามาเกาะติดตัว โดยไม่ถามเลยว่าหลินเจี้ยนเสวี่ยยินดีหรือไม่ เธอก็ลาก ‘จางรุ่ยเฉิน’ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มาด้วย แล้วนั่งแหมะลงบนที่ว่างฝั่งตรงข้ามหลินเจี้ยนเสวี่ยตามอำเภอใจ
“โอ๊ย ~ หัวหน้าห้อง เธอดูพวกเราสิ จะบังเอิญเกินไปหรือเปล่านะ”
หลิวลี่เหวินวางม้วนเครื่องนอนบนไหล่ลงข้างตัว ก่อนจะยัดกระเป๋าผ้าใบในมือลงใต้ที่นั่งอย่างถือวิสา จากนั้น...จึงหันกลับมาแนะนำชายหนุ่มข้างกายว่า
“นี่คนรักของฉันเอง จางรุ่ยเฉิน พวกเราสองคนจะไปประจำอยู่ที่อำเภอหูหลาน เมืองฮาร์บิน มณฑลเฮยเหมือนกัน ไม่คิดเลยว่าจะมาเจอเธอที่นี่”
จางรุ่ยเฉินดันแว่นกรอบดำบนสันจมูกขึ้นเล็กน้อย ดวงตาหลังเลนส์แฝงความพินิจพิจารณาหลายส่วนขณะมองหลินเจี้ยนเสวี่ย จากนั้น...เขาก็พยักหน้าให้ตามมารยาท เผยรอยยิ้มเขิน ๆ ออกมา
เขาสวมชุดคนงานสีน้ำเงินเก่า ๆ ชุดหนึ่ง ตรงข้อมือซีดขาวจากการเสียดสี แต่...ซักจนสะอาดเรียบร้อยดีแล้ว มองเผิน ๆ แล้วก็ดูเป็นคนสุภาพมีการศึกษาอยู่จริง
คนยิ้มให้ จะทำหน้าบึ้งใส่ก็คงไม่เหมาะ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีผู้ชายแปลกหน้าอีกคนอยู่ตรงนี้ หลินเจี้ยนเสวี่ยเองก็ไม่อยากเพิ่งขึ้นรถไฟมาก็มีเรื่องไม่พอใจกัน เธอกดความรำคาญที่ผุดขึ้นมาเพราะอีกฝ่ายตีสนิทอย่างไม่เกรงใจลง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ แล้วเอ่ยว่า
“สวัสดี” แต่...หลิวลี่เหวินกลับเหมือนไม่ทันสังเกตเห็นความเย็นชานั้นแม้แต่น้อย ยังคงถามต่อไม่หยุดว่า
“หัวหน้าห้อง ดูจากเส้นทางที่เธอนั่งมา เธอก็ไปมณฑลเฮยเหมือนพวกเราใช่ไหม ? เธอก็จะไปประจำอยู่ที่อำเภอหูหลานเหมือนกันเหรอ ?”