ต่างคนต่างวางแผน
ต่างคนต่างวางแผน
“โอ๊ย ~ งั้นก็ดีเลย” พอหลิวลี่เหวินได้ยินอย่างนั้นก็ตื่นเต้นเกือบกระโดดปรบมือแล้ว น้ำเสียงดังขึ้นอีกระดับโดยไม่รู้ตัว จนเหล่าเยาวชนที่เพิ่งจัดที่นั่งเรียบร้อยในตู้รถไฟพากันหันมามองทางนี้กันหมด
หลิวลี่เหวินจึงรีบลดเสียงลง แต่...ความตื่นเต้นในน้ำเสียงกลับไม่ได้ลดตามเลยแม้แต่น้อย ดวงตากลอกไปมาอย่างรวดเร็ว กวาดมองการแต่งตัวของหลินเจี้ยนเสวี่ยกับกระเป๋าหนังใบใหญ่ 2 ใบที่ดูอย่างไรก็รู้ว่าอัดแน่นไปด้วยข้าวของอีกครั้ง ก่อนขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม
“หัวหน้าห้อง เธอดูสิว่าเรามีวาสนาต่อกันขนาดไหน ตอนมัธยมก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน ตอนนี้ยังถูกส่งไปลงชนบทอยู่ในอำเภอเดียวกันอีก ที่นั่นคนก็ไม่รู้จัก ที่ทางก็ไม่คุ้น ไม่มีญาติพี่น้องสักคน ต้องลำบากแน่ ๆ พวกเรารู้จักกันอยู่แล้ว รู้พื้นเพกันดีด้วย พอไปถึงอำเภอหูหลานแล้วจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เราไปคุยกับเจ้าหน้าที่กองการผลิตกันเถอะ ขอให้พวกเราสองคนอยู่จุดเยาวชนเดียวกัน ดีที่สุดก็คือให้อยู่ห้องเดียวกันไปเลย ยังไงก็คนรู้จักกัน อยู่ใกล้ ๆ จะได้ช่วยเหลือกันสะดวก ฉันพูดถูกไหม ? เธอขนของมาเยอะ ฉันแรงดีนะ ถึงตอนนั้นจะช่วยยกของ หิ้วน้ำ หรือทำงานอะไรก็ได้เอง”
ขณะพูด หลิวลี่เหวินก็ใช้ศอกสะกิดแขนหลินเจี้ยนเสวี่ยเบา ๆ พยายามทำท่าให้ดูสนิทสนมกว่าเดิม
หลินเจี้ยนเสวี่ยขยับแขนหลบอย่างแนบเนียน ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายโดนตัว เธอเงยเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย สายตาใสกระจ่างทอดลงบนใบหน้าของหลิวลี่เหวิน ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“ถึงที่แล้วค่อยว่ากัน” พูดจบ...เธอก็ไม่มองใบหน้าที่รอยยิ้มแข็งค้างไปชั่วขณะของหลิวลี่เหวินอีก แต่...เอนหลังพิงผนังตู้รถไฟเย็น ๆ แล้วค่อย ๆ หลับตาลง แสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่อยากคุยด้วยแล้ว
เหมือนเขียนไว้บนหน้าว่า ฉันเหนื่อย จะพัก กรุณาอย่ารบกวน เมื่อถูกปฏิเสธแบบนุ่ม ๆ แต่ชัดเจน รอยยิ้มที่กระตือรือร้นเกินเหตุบนใบหน้าของหลิวลี่เหวินก็แข็งไป
เธอก็แอบก่นด่าหลินเจี้ยนเสวี่ยในใจไม่หยุด แต่...ไม่นานก็กลับมาเป็นปกติ เธอเองไม่ได้รู้สึกอับอายอะไร แล้วก็ไม่ได้เก็บความเย็นชาของหลินเจี้ยนเสวี่ยมาใส่ใจด้วย
ยังไงเธอก็ไม่สนใจเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว ในสายตาของเธอ หลินเจี้ยนเสวี่ยก็คือคลังสมบัติที่เดินได้ชัด ๆ แค่คิดย้อนกลับไปช่วงไม่กี่เดือนที่เคยนั่งโต๊ะเดียวกัน ตัวเองก็หยิบติดมือของดีไปตั้งไม่น้อย ทั้งของกินของใช้ มีชิ้นไหนบ้างที่ไม่ดีกว่าของที่บ้านตัวเอง
ตอนนี้...ลงชนบท หลินเจี้ยนเสวี่ยต้องพกของดีมาเยอะกว่าเดิมแน่ ขอแค่ได้อยู่ด้วยกัน ก็ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น กำไรเห็น ๆ ไม่ว่าจะคิดยังไงก็คุ้ม
ยิ่งหลิวลี่เหวินคิดก็ยิ่งอารมณ์ดี ภายในใจเริ่มวางแผนแล้วว่า ต่อไปจะช่วยเหลือกันอย่างไรบ้าง แต่...ขณะที่กำลังได้ใจ เธอเงยหน้าขึ้นก็สบเข้ากับสายตาของคนรักเข้าพอดี
สายตาของเขาจับจ้องอยู่บนใบหน้าของหลินเจี้ยนเสวี่ยที่กำลังหลับไม่วางตา หัวใจของหลิวลี่เหวินพลันกระตุกวูบ ความรู้สึกเปรี้ยว ๆ และระแวงบางอย่างพุ่งขึ้นมาจุกที่ลำคอ
ต้องยอมรับว่าหลินเจี้ยนเสวี่ยสวยจริง ๆ ฐานะครอบครัวก็ดีด้วย สมัยเรียนก็เป็นคนที่ดึงดูดสายตาพวกเด็กผู้ชายมาตลอดอยู่แล้ว สัญญาณเตือนภัยในใจของหลิวลี่เหวินดังขึ้น เธอจึงส่งเสียงไอแรง ๆ หนึ่งที
จางรุ่ยเฉินสะดุ้งเสียงไอ ก็รีบดึงสติกลับมาแล้วละสายตา ก่อนหันไปมองหลิวลี่เหวินแล้วเอ่ยถามว่า
“เป็นอะไรไป ?” หลิวลี่เหวินกดความหงุดหงิดลง แล้วเผยรอยยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง น้ำเสียงแฝงการหยั่งเชิงว่า
“เปล่าหรอก เห็นนายมองเหม่อซะขนาดนั้น ก็เลยอยากถามว่ามองอะไรอยู่ ?”
สายตาของจางรุ่ยเฉินวูบไหวเบาๆ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
“อ๋อ ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่คิดว่าระหว่างทางเธอได้เจอเพื่อนร่วมชั้นมัธยม แถมยังเป็นหัวหน้าห้องด้วย พอไปถึงแล้วพวกเธอจะได้ช่วยเหลือกัน ฉันก็สบายใจขึ้นเยอะ”
เมื่อได้ยินว่าคนรักกำลังเป็นห่วงตัวเอง ความไม่สบายใจในใจหลิวลี่เหวินก็ถูกความหวานชื่นกลบไปมากกว่าครึ่งในทันที เธอส่งค้อนให้จางรุ่ยเฉินอย่างแง่งอน ก่อนจะคล้องแขนเขาอย่างสนิทสนม เอนศีรษะพิงไหล่ แล้วลดเสียงลงให้ได้ยินกันเพียงสองคน น้ำเสียงแฝงความสะใจและความรู้สึกเหนือกว่าอยู่บาง ๆ
“วางใจเถอะ หล่อนน่ะ ภายนอกดูเหมือนจะเก่งนักหนา จริง ๆ แล้ว หึ ~ ตอนนี้ทำเป็นหยิ่ง หล่อนเคยแต่งงานมาแล้ว แถมยังหย่าแล้วด้วย ก่อนหน้านี้เรื่องใหญ่โตมาก สามีเก่าซวย ๆ ของหล่อนไปมีอะไรกับลูกพี่ลูกน้องของตัวเอง แล้วยังทำผิดกฎหมายอีก ลงหนังสือพิมพ์กันใหญ่โตเลย คนหนึ่งโดนประหาร อีกคนโดนจำคุกตลอดชีวิต ส่วนตัวหล่อนเองก็เพิ่งหย่า ชื่อเสียงน่ จุ๊ ๆ พังป่นปี้ไปนานแล้ว ตอนนี้ก็แค่ผู้หญิงหย่าร้างที่ไม่มีใครเอาเท่านั้นแหละ คงอยู่ในเมืองต่อไม่ไหว ถึงได้วิ่งลงชนบทแบบนี้”
ที่แท้…ก็คือเธอคนนี้นี่เอง เรื่องนี้...จางรุ่ยเฉินเคยได้ยินมาบ้างจริง ๆ อย่างไรเสีย ครอบครัวหลินก็ไม่ใช่ครอบครัวธรรมดา ลูกสาวของผู้อำนวยการโรงงานเหล็กหงซิงกับหัวหน้าฝ่ายการศึกษาของโรงเรียนมัธยมชั้นนำ ถูกสองแม่ลูกคนรับใช้ร่วมมือกันวางแผนเล่นงาน
สุดท้าย...เรื่องยังพัวพันไปถึงคดีร้ายแรง ถึงขั้นกลายเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ ช่วงนั้น...ครอบครัวจำนวนไม่น้อยที่จ้างแม่บ้านมาทำงานต่างพากันหวาดระแวง กลัวว่าบ้านของตัวเองจะชักศึกเข้าบ้านเหมือนกัน
สายตาของจางรุ่ยเฉินเผลอวกกลับไปหยุดอยู่บนเสี้ยวหน้าของหลินเจี้ยนเสวี่ยอีกครั้ง แม้เธอจะหลับตาอยู่ ก็ยังยากจะปกปิดความงดงามสะอาดตาเหนือสามัญเอาไว้ได้
ผิวของเธอขาวมาก เป็นความขาวเนียนดุจเครื่องลายครามที่เกิดจากการได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีมาเป็นเวลานาน ขนตายาวหนาทอดลงราวกับพัดขนนกเล็ก ๆ สองอัน ทิ้งเงาบาง ๆ เหนือเปลือกตา
สันจมูกโด่งตรง ริมฝีปากได้รูปงดงาม แม้ขณะนี้ใบหน้าจะไร้อารมณ์ ก็ยังมีความสูงศักดิ์บางอย่างที่อธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ยาก เพียงแต่...เมื่อรู้เรื่องราวอื้อฉาวในอดีตของเธอ แล้วกลับมามองใบหน้านี้อีกครั้ง แววตาของจางรุ่ยเฉินก็ฉายแววซับซ้อนขึ้นมา
เขาดันแว่นกรอบดำบนสันจมูกเบา ๆ แววตาหลังเลนส์พลันแฝงความหมายบางอย่างที่ยากจะคาดเดา
.....
รถไฟสีเขียวขบวนยาวราวกับสัตว์เหล็กขนาดมหึมา ส่งเสียงฉึกฉัก ฉึกฉักแล่นอยู่บนรางติดต่อกันถึง 4 วัน 4 คืน ในที่สุด เมื่อมันพ่นไอราวกับเหนื่อยหอบ แล้วค่อย ๆ จอดลงที่สถานีรถไฟอำเภอหูหลาน เมืองฮาร์บิน มณฑลเฮย
ภายในตู้โดยสารก็เต็มไปด้วยกลิ่นสารพัดที่ผสมปะปนกัน ทั้งกลิ่นเหงื่อ เศษอาหาร และกลิ่นบุหรี่ราคาถูก จากเมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรืองและคึกคัก จู่ ๆ ต้องมาอยู่ในตัวอำเภอเล็ก ๆ ที่ทั้งหนาวเย็นและห่างไกลทางตอนเหนือ
ความแตกต่างมหาศาล ประกอบกับความเหนื่อยล้าจากการเดินทางอันยาวนานและโยกคลอน ทำให้เหล่าเยาวชนที่ตอนออกเดินทางยังเต็มไปด้วยความหวังและความกระตือรือร้น
ตอนนี้...แต่ละคนกลับมีสีหน้าอิดโรย หน้าตาซีดเซียว เหมือนต้นมะเขือที่ถูกน้ำค้างแข็งเล่นงาน ต่างคอตกหมดเรี่ยวแรง ไม่เหลือท่าทางฮึกเหิมเหมือนตอนออกเดินทางเลย
หลินเจี้ยนเสวี่ยกลับยังถือว่าดีอยู่ แม้จะเหนื่อยล้าบ้าง แต่...เมื่อเทียบกับสภาพที่เลวร้ายกว่านี้ในชาติที่แล้ว ความลำบากเพียงเท่านี้สำหรับเธอไม่นับว่าเป็นอะไรเลย
สภาพจิตใจของเธอจึงดีกว่าคนส่วนใหญ่ในตู้โดยสารอย่างเห็นได้ชัด กลุ่มเยาวชนที่ถูกจัดสรรไปยังกองผลิตซู่กวง หมู่บ้านถง ฮวา อำเภอหูหลาน มีทั้งหมด 10 คน
นอกจากหลินเจี้ยนเสวี่ย หลิวลี่เหวิน และจางรุ่ยเฉินแล้ว ยังมีเยาวชนหญิงอีก 3 คนและเยาวชนชายอีก 4 คน ระหว่างอยู่บนรถไฟทุกคนน่าจะเคยเห็นหน้ากันมาบ้างแล้ว แต่...ก็ไม่ได้สนิทสนมกัน
ทันทีที่รถไฟจอดสนิท ประตูตู้โดยสารก็เปิดออก ลมหนาวที่เจือกลิ่นควันถ่านก็พัดกรูเข้ามาในทันที หลินเจี้ยนเสวี่ยเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ไม่รอให้ผู้คนในตู้โดยสารเบียดกันลงไปจนหมด เธอก็ก้มตัวลงดึงกระเป๋าหนังใบใหญ่ 2 ใบของตัวเองออกจากใต้ที่นั่งก่อน เธอถือข้างละใบ แล้วหมุนตัวเตรียมเดินไปทางประตูรถไฟ
“เอ๊ะ หัวหน้าห้อง” หลิวลี่เหวินเห็นเข้าก็รีบเบียดเข้ามา เอ่ยพูดด้วยสีหน้าตื่นเต้นว่า
“กระเป๋าของเธอดูหนักมากเลยนะ ข้างในคงใส่ของดี ๆ มาไม่น้อยใช่ไหม ? เธอเป็นผู้หญิง จะยกเจ้าก้อนใหญ่สองก้อนนี่ไหวได้ยังไง รีบวางลงเถอะ ให้รุ่ยเฉินของฉันช่วยถือให้ใบหนึ่ง”
พูดจบ...เธอก็ใช้ศอกดันจางรุ่ยเฉินที่อยู่ข้าง ๆ ให้เดินมาข้างหน้า จางรุ่ยเฉินเข้าใจความหมายทันที ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้
“ใช่ครับ สหายหลินเจี้ยนเสวี่ย เดินทางมาตั้งไกล คงเหนื่อยมากแล้ว ให้ฉันช่วยเถอะ อย่าฝืนตัวเองเลย”
สิ้นเสียง...เขาก็ทำท่าจะยื่นมือมารับ แต่...หลินเจี้ยนเสวี่ยเอียงตัวหลบเบาๆ ดูไม่ได้เสียมารยาทอะไร
“ไม่ดีกว่าค่ะ ลำบากเธอเปล่าๆ” เธอเงยหน้าขึ้นมอง กวาดสายตามองทั้งสองด้วยแววตาราบเรียบ ก่อนจะเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“ฉันถือเองได้” พูดจบ...เธอก็เบือนหน้าหนีไปทางอื่น หมุนตัวถือกระเป๋าหนังหนักอึ้งทั้ง 2 ใบ แล้วก้าวอย่างมั่นคงกลืนหายเข้าไปกับกลุ่มผู้โดยสารที่กำลังลงจากรถไฟ
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวลี่เหวินแข็งค้างทันที มือที่ยื่นออกไปหมายจะช่วยก็หยุดอยู่กลางอากาศอย่างน่าอึดอัด เมื่อมองตามแผ่นหลังของหลินเจี้ยนเสวี่ยที่เดินจากไปโดยไม่ลังเล เธอก็กัดฟันกรอดอยู่ในใจ อดไม่ได้ที่จะเบะปากใส่แผ่นหลังอีกฝ่าย ก่อนจะบ่นพึมพำกับตัวเองว่า
“หึ ! หยิ่งจริงๆ เลยนะ ก็แค่ผู้หญิงหย่าร้างที่ถูกสามีนอกใจจนเรื่องอื้อฉาวไปทั้งเมือง ยังคิดว่าตัวเองเป็นคุณหนูใหญ่อยู่อีกหรือไง ? ทำเป็นหยิ่งไปได้ !”