LNCrawler

สนองคืนคนชั่ว

ยุค 70 เกิดใหม่ครานี้ฉันจะร้ายให้สุด — novel.dek d.com · All chapters

สนองคืนคนชั่ว

ช่วงเวลาประมาณทุ่มสองทุ่ม หลินอู่ก็จับมือของหลินเยว่เฟิงไว้แน่น บนหน้าผากมีหยาดเหงื่อเม็ดโตเท่าเมล็ดถั่วผุดออกมา น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัดว่า

“เยว่เฟิง ท้องฉัน ปวดเหลือเกิน...” หลินเยว่เฟิงตกใจตื่นตระหนก รีบกดกริ่งเรียกหมอพลางตะโกนเรียกด้วยความกังวลใจไปด้วย

“หมอครับ ! หมอครับ ! ภรรยาผมปวดท้อง !” หมอรีบวิ่งเข้ามาดูอย่างรวดเร็ว แล้วทำการตรวจร่างกายให้หลินอู่ ก่อนจะเอ่ยบอกด้วยสีหน้าจริงจังว่า

“มดลูกเริ่มหดตัวแล้ว กำลังจะคลอดแล้ว ญาติ ๆ ต้องเตรียมเสื้อผ้าเด็กแรกเกิด นมผง ขวดนมไว้ให้พร้อม...”

ต่งไฉเซี่ยรีบตบกระเป๋าผ้าพองโตที่ตัวเองถือมาเบา ๆ แล้วเอ่ยขึ้นอย่างกระตือรือร้นว่า

“เตรียมไว้พร้อมหมดแล้วค่ะ เมื่อครู่นี้ฉันกลับบ้านไปขนของมาหมดแล้ว ดูสิคะ เสื้อผ้าเด็ก ผ้าห่มผืนเล็ก นมผง ขวดนม ลายใหม่ ๆ ทั้งนั้น ฉันเอาไปลวกน้ำร้อนฆ่าเชื้อหมดแล้วค่ะ”

ต่งไฉเซี่ยพูดไปพลางเปิดกระเป๋าให้หมอดู แล้วหยิบของข้างในออกมาทีละอย่างให้หลินเยว่เฟิงและหลินอู่ดูด้วย

หลินเยว่เฟิงกำลังเป็นกังวลและรู้สึกสงสารภรรยามาก พอเห็นต่งไฉเซี่ยตระเตรียมของไว้รอบคอบเช่นนี้ ในใจจึงรู้สึกซาบซึ้งใจมาก ก่อนจะเอ่ยปากขอบคุณไม่หยุด

“ไฉเซี่ย เธอช่างมีน้ำใจจริง ๆ ขอบใจมากเธอมากนะ” หลินอู่ก็ฝืนยิ้มออกมา แล้วเอ่ยอย่างอ่อนแรงว่า

“ขอบคุณนะไฉเซี่ย” ต่งไฉเซี่ยยิ้มตาหยีพลางโบกมือปฏิเสธ

“โธ่ ~ เรื่องเล็กๆ แค่นี้เอง ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะ สองครอบครัวเราเป็นทองแผ่นเดียวกัน ต่อไปก็เป็นคนครอบครัวเดียวกันแล้ว จะมาเกรงใจกันทำไมคะ ?”

พูดจบ...ต่งไฉเซี่ยก็วางขวดนมที่ล้างทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วไว้บนตู้หัวเตียงของหลินอู่ จากนั้น...ก็หันกลับมาสบตากับเจียงอวี่ไป๋ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ

เจียงอวี่ไป๋พยักหน้าให้เบา ๆ ทั้งสองต่างรู้กันดี ต่งไฉเซี่ยเหยียดยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ แอบนึกดีใจอยู่ในใจ กินซุปไก่ที่ใส่ยาลงไปแล้ว คราวนี้...หลินอู่แท้ง รับรองว่าต้องมีปัญหาแน่ อย่าว่าแต่เด็กเลย หลินอู่เองก็ต้องตายตามลูกน้อยไปด้วย !

หลินเจี้ยนเสวี่ยยืนอยู่ข้าง ๆ ทุกการเคลื่อนไหวของสองแม่ลูกอยู่ในสายตาเธอหมด ชาติก่อน...ก็เพราะแม่กินซุปไก่ที่ต่งไฉเซี่ยยกมาให้นั่นแหละ ถึงได้เกิดอาการตกเลือดอย่างรุนแรงตอนคลอดลูก จนทิ้งโรคร้ายไว้ สุดท้าย...ก็สิ้นใจไปเพราะความเหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส

เธอได้มีชีวิตใหม่อีกชาติหนึ่งแล้ว จะไม่ปล่อยให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำรอยอีกเป็นอันขาด !

เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ความเจ็บปวดจากการเจ็บท้องคลอดของหลินอู่ยิ่งถี่ขึ้นเรื่อย ๆ และยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งร่างของเธอราวกับเพิ่งงมขึ้นมาจากน้ำ เสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อไคล

หลินเยว่เฟิงปวดใจจนขอบตาแดงเรื่อ อยากจะรับเอาความเจ็บปวดส่วนหนึ่งมาไว้กับตัวเองเสียให้รู้แล้วรู้รอด

สามทุ่มกว่า ๆ หมอก็มาตรวจอีกครั้ง แล้วพูดกับหลินเยว่เฟิงว่า

“ปากมดลูกเปิดกว้างแล้ว เตรียมตัวเข้าห้องคลอดได้” พยาบาลสาวสองสามคนช่วยกันดันเตียงผู้ป่วยเข้ามา ประคองหลินอู่ขึ้นไปบนเตียงอย่างระมัดระวัง

หลินเยว่เฟิงจับมือหลินอู่ไว้แน่น น้ำเสียงสั่นพร่าเอ่ยว่า “อาอู่ ไม่ต้องกลัวนะ ผมจะรอคุณอยู่ข้างนอกนะ คุณจะต้องไม่เป็นอะไร”

หลินอู่ปวดจนหน้าขาวซีด แต่...ก็ยังฝืนยิ้มออกมา แล้วเอ่ยปลอบว่า

“ค่ะ ฉันรู้แล้ว คุณก็อย่ากังวลไปเลย” เมื่อมองดูหลินอู่ถูกดันเข้าไปในห้องคลอด หัวใจของหลินเจี้ยนเสวี่ยก็บีบรัดแน่นตามไปด้วย

หน้าห้องคลอด ตัวหนังสือสีแดงฉูดฉาดสามคำว่ากำลังผ่าตัดแทงเข้าตาเธอจนปวดรวดร้าว ชาติก่อน...เธอเองก็ยืนอยู่หน้าประตูบานนี้ รอฟังข่าวร้ายจากหมอที่บอกว่าระหว่างแม่กับเด็กในท้องจะเลือกใคร รักษาได้แค่คนเดียวเท่านั้น

หลินเจี้ยนเสวี่ยกำมือทั้งสองข้างแน่น เล็บจิกลึกลงไปในเนื้อนุ่มตรงฝ่ามือ แต่...เธอกลับไม่ได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย

ในตอนนั้นเอง หญิงชราสวมเสื้อนวมลายดอกไม้เล็ก ๆ คนหนึ่งก็ก้าวเท้าเร่งรีบวิ่งมาจากอีกฝั่งหนึ่งของทางเดิน แกสอดส่องไปทั่ว ราวกับกำลังตามหาใครบางคนอยู่ พอเห็นต่งไฉเซี่ย ดวงตาของแกก็เป็นประกาย รีบสาวเท้าเข้ามาหาทันที

ต่งไฉเซี่ยเห็นหญิงชราคนนั้น สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป รีบก้าวไปรับ ใช้มือข้างหนึ่งจับแขนของหญิงชราไว้ ดึงแกเข้าไปหลบในมุมอับ แล้วลดเสียงต่ำถามว่า

“ยายมาที่นี่ทำไม ? วิ่งมาที่นี่ทำไมกัน ?!” หญิงชราเอ่ยตอบไป พลางใช้มือโบกไม้โบกมือทำท่าทางด้วยความกังวลใจ

พวกแกพูดภาษาถิ่น หลินเจี้ยนเสวี่ยเลยฟังไม่ออกเลยสักคำ แต่...เธอสามารถมองออกจากสีหน้าและท่าทางของหญิงชราได้ว่า จะต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นอย่างแน่นอน

เป็นไปตามคาด หลังจากหญิงชราพูดจบ สีหน้าของต่งไฉเซี่ยก็พลันขาวซีดในทันที ร่างกายโอนเอียงไปมา ราวกับพร้อมจะสลบล้มลงไปได้ทุกเมื่อ

หลินเจี้ยนเสวี่ยเห็นท่าทางของต่งไฉเซี่ยแล้ว เธอก็พอจะเดาออก หรือว่า...จะเกิดเรื่องกับเจียงอวี้หนิง ?

หญิงชราคนนั้น คงจะเป็นพี่เลี้ยงที่ต่งไฉเซี่ยว่าจ้างมาจากบ้านเกิดเพื่อมาดูแลเจียงอวี่หนิงแน่ๆ ชาติก่อน...หลังจากเจียงอวี่ หนิงตั้งครรภ์ ต่งไฉเซี่ยก็รับตัวหญิงชรามา แล้วเช่าบ้านหลังหนึ่งให้อยู่ แถมยังว่าจ้างพี่เลี้ยงจากบ้านเกิดมาคอยดูแลเป็นพิเศษอีกด้วย

ตอนนี้...ดูท่าแล้ว คงจะเป็นเจียงอวี่หนิงที่กินซุปไก่ที่ใส่เครื่องปรุงพิเศษลงไปจนเกิดปัญหาเข้าแล้ว พี่เลี้ยงถึงได้รีบร้อนวิ่งมาหาต่งไฉเซี่ยที่โรงพยาบาลแบบนี้

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ มุมปากของหลินเจี้ยนเสวี่ยก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันอันเย็นชา เธอใช้ข้อศอกกระทุ้งเจียงอวี่ไป๋ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เบา ๆ แล้วเอ่ยถามว่า

“อวี่ไป๋ แม่ของคุณเป็นอะไรไปน่ะ ? สีหน้าดูแย่มากเลย มีเรื่องอะไรหรือเปล่า ?”

เจียงอวี่ไป๋ที่เดิมทีเอาแต่นั่งจ้องประตูห้องคลอดอย่างเหม่อลอย พอถูกหลินเจี้ยนเสวี่ยกระทุ้งเข้าทีหนึ่งถึงได้รู้สึกตัวกลับมา ก่อนจะมองตามสายตาของหลินเจี้ยนเสวี่ยไป ก็เห็นต่งไฉเซี่ยกำลังดึงฉุดกระชากกระซิบกระซาบกับหญิงชราที่แต่งตัวบ้านนอกอยู่ในมุมอับ

พอนึกออกว่าหญิงชราคนนั้นเป็นใคร หัวใจของเขาถึงกับหยุดเต้นไปชั่วขณะ สีหน้าแปรเปลี่ยนไปทันที ยัยแก่นั่นวิ่งมาที่นี่ได้ยังไง ? ถ้าเกิดคนบ้านหลินจับได้ขึ้นมาล่ะก็ เรื่องใหญ่แน่ !

ทว่า...ไม่นาน เขาก็กดข่มความตื่นตระหนกในใจลงไปได้ กลับคืนสู่ท่าทางสงบเยือกเย็นเหมือนเดิม ก่อนจะเอ่ยพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นว่า

“อ๋อ ~ อาจจะเป็นเพื่อนของแม่ผมน่ะ สงสัยที่บ้านเกิดจะมีเรื่อง เดี๋ยวผมไปถามดูก่อนนะ”

พูดจบ...เขาก็ทำท่าจะเดินไปทางต่งไฉเซี่ย แต่...หลินเจี้ยนเสวี่ยกลับใช้มือข้างหนึ่งดึงแขนเขาไว้ เอ่ยว่า

“ฉันไปด้วยคนสิคะ ประจวบเหมาะเลย ฉันก็อยากทำความรู้จักกับเพื่อนของป้าต่งเหมือนกัน”

เมื่อเจียงอวี่ไป๋ต้องเผชิญหน้ากับรอยยิ้มอันสดใสของเธอ ก็ไม่สะดวกที่จะปฏิเสธ ได้แต่กัดฟันพยักหน้า

“ได้สิ” สิ้นเสียง...ทั้งสองก็เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าต่งไฉเซี่ย ตอนนี้...ต่งไฉเซี่ยกำลังตกใจกลัวจนทำอะไรไม่ถูก มือไม้ลนลาน พอเห็นลูกชายเดินเข้ามา ก็ราวกับเห็นตัวช่วยชีวิต ยื่นมือไปจับแขนเขาไว้แน่น แล้วเอ่ยอย่างร้อนใจว่า

“อวี่ไป๋...” แกยังพูดไม่ทันจบประโยค เจียงอวี่ไป๋ก็เอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน

“แม่เป็นอะไรไปครับ ? เกิดอะไรขึ้นกับลูกสาวของเพื่อนแม่ครับ ?”

ตอนนั้น...ต่งไฉเซี่ยถึงเพิ่งจะได้สติกลับมาว่ามีหลินเจี้ยนเสวี่ยอยู่ด้วย แกจึงรีบกระแอมไอ เปลี่ยนน้ำเสียงพูดว่า

“ใช่แล้วล่ะจ้ะ เกิดเรื่องนิดหน่อยน่ะ แต่ที่บ้านดันไม่มีใครอยู่น่ะสิ พี่เลี้ยงที่บ้านเธอเลยต้องรีบวิ่งมาหาให้แม่ไปช่วย แม่ต้องรีบไปดูสักหน่อยแล้ว”

เจียงอวี่ไป๋ได้ยินดังนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เออออตามคำพูดของแกไป

“แม่ครับ งั้นแม่รีบไปเถอะครับ ทางนี้มีผมอยู่แล้ว” หลินเจี้ยนเสวี่ยยืนอยู่ข้าง ๆ คองสังเกตปฏิกิริยาของพวกเขาตาไม่กะพริบ เธอแอบหัวเราะสะใจในใจ แต่...ปากกลับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อยว่า

“ป้าต่งคะ แม่ของฉันยังอยู่ในห้องคลอดเลย ทำไมป้าถึงจะรีบไปแล้วล่ะคะ ? พวกเราเป็นคนในครอบครัวเดียวกันไม่ใช่เหรอคะ ? หรือว่าคนนอกจะสำคัญกว่าคนในครอบครัวฉันเหรอคะ ?” เธอเว้นช่วงไปจังหวะหนึ่ง แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัยอีกว่า

“อีกอย่าง เกิดเรื่องกับลูกสาวของเพื่อน สามีกับพ่อตาแม่ยายของเธอไม่ได้อยู่ข้าง ๆ คอยดูแลเหรอคะ ? ทำไมกลับต้องมาลำบากป้าต่งที่เป็นคนนอกด้วยล่ะคะ ? เห็นท่าทางรีบร้อนลนลานของป้าแล้ว คนที่ไม่รู้ คงคิดว่าเกิดเรื่องใหญ่กับลูกสะใภ้ป้านะคะ”