ก้าวแรกในชนบท
ก้าวแรกในชนบท
แม้ปากจะบ่น แต่...การเคลื่อนไหวของหลิวลี่เหวินกลับตรงกันข้าม เธอรีบเรียกจางรุ่ยเฉินให้ช่วยแบกม้วนเครื่องนอนก้อนใหญ่ที่หนักไม่เบา ส่วนตัวเองก็ลากกระเป๋าผ้าใบเก่า ๆ ตามหลัง พร้อมตะโกนเสียงดัง
“หัวหน้าห้อง รอฉันด้วย ! ไปด้วยกันเถอะนะ คนเยอะจะได้ช่วยดูแลกันได้”
จากนั้น...หลิวลี่เหวินก็รีบเร่งฝีเท้าตามไป หลินเจี้ยนเสวี่ยย่อมได้ยินเสียงและความเคลื่อนไหวของหลิวลี่เหวินด้านหลัง แต่...ฝีเท้าของเธอไม่ชะลอลงแม้แต่น้อย ไม่คิดจะหันไปมองด้วยซ้ำ
เธอถือกระเป๋าหนังใบใหญ่ 2 ใบ เดินออกจากสถานีรถไฟที่ค่อนข้างทรุดโทรม ตรงไปยังจุดลงทะเบียนเยาวชนที่ตั้งขึ้นชั่วคราวด้านนอกสถานี
จุดลงทะเบียนตั้งอยู่ใต้เพิง มีโต๊ะสีลอกหลายตัวนำมาต่อกัน ด้านหลังมีเจ้าหน้าที่หลายคนนั่งอยู่ แต่ละคนคาดปลอกแขนสีแดง ด้านหน้าโต๊ะมีเหล่าเยาวชนที่เพิ่งลงจากรถไฟทยอยมารวมตัวกันอยู่บ้างแล้ว
หลินเจี้ยนเสวี่ยหาโต๊ะที่แขวนป้ายกองผลิตซู่กวงเจอก็วางกระเป๋าหนังลงข้างเท้า แล้วสาวเท้าเดินเข้าไปข้างหน้า แล้วยื่นจดหมายแนะนำตัวกับเอกสารย้ายทะเบียนบ้านของตัวเองออกไป
เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบการลงทะเบียนเงยหน้ามองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มลงตรวจเอกสาร แล้วถามตามระเบียบ
“ชื่อ ?”
“หลินเจี้ยนเสวี่ยค่ะ”
“อืม ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ไปยืนรอทางนั้นก่อน พอคนของกองผลิตพวกเธอมาครบ จะมีคนมารับ”
เจ้าหน้าที่ชี้ไปยังลานว่างด้านข้าง ไม่นานนัก หลิวลี่เหวินกับจางรุ่ยเฉินก็วิ่งหอบแฮก ๆ มาถึง แล้วจัดการลงทะเบียนอย่างไว จากนั้น...เยาวชนอีก 7 คนที่ต้องไปกองผลิตซู่กวงด้วยกันก็ทยอยมาถึง
ทุกคนล้วนเป็นคนหนุ่มสาวอายุราว 17-18 จนถึงยี่สิบต้น ๆ ใบหน้ามีทั้งความเหนื่อยล้า ความอยากรู้อยากเห็น และความสับสนในแบบเดียวกัน เมื่อคนหนุ่มสาวมาอยู่รวมกัน ย่อมต้องมีเรื่องให้พูดคุยกัน
หลังจากความกระอักกระอ่วนช่วงสั้น ๆ ทุกคนก็เริ่มแนะนำตัวกันอย่างคึกคัก ถามไถ่ว่ามาจากไหน ครอบครัวเป็นอย่างไร บรรยากาศค่อย ๆ ครึกครื้นขึ้น
“สวัสดี ฉันชื่อโจวเหมยมาจากเมืองจิน” เยาวชนหญิงหน้ากลมที่ถักเปียสองข้างเป็นฝ่ายเข้ามาทักหลินเจี้ยนเสวี่ยก่อน
“ฉันชื่อจ้าวเว่ยกั๋ว เป็นคนปักกิ่ง” ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งก็ขยับเข้ามาเช่นกัน
หลินเจี้ยนเสวี่ยลงชนบทครั้งนี้ ไม่ได้มาเพื่อหาเพื่อน และยิ่งไม่ได้มาเพื่อรำลึกความยากลำบากในอดีต เธอมีจุดประสงค์ของตัวเอง เมื่อต้องรับมือกับผู้คนที่เข้ามาชวนคุย เธอก็แค่แนะนำตัวสั้น ๆ ไปว่า
“หลินเจี้ยนเสวี่ย มาจากปักกิ่งค่ะ” จากนั้น...เธอก็พยักหน้าเบาๆ ถอยหลังไปหนึ่งก้าว กอดอก ก้มตาลง แล้วพูดเบา ๆ
“ขอโทษนะคะ นั่งรถไฟมาหลายวันแล้ว ฉันรู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย อยากพักสักครู่ค่ะ”
สีหน้าของเธอดูเย็นชา น้ำเสียงห่างเหิน แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่อยากพูดคุยอะไรไปมากกว่านี้ เยาวชนหลายคนที่เดิมทีอยากพูดกับเธออีกสักสองสามประโยค พอเห็นท่าทางนี้ก็รู้กาลเทศะ ไม่เข้ามารบกวนอีก แต่...หันไปพูดคุยกับคนอื่นแทน
หลิวลี่เหวินเห็นหลินเจี้ยนเสวี่ยวางท่าเย็นชาเหมือนปฏิเสธคนให้อยู่ห่างออกไปนับพันลี้ก็เบะปาก ในใจบ่นไม่หยุดอีกพักหนึ่ง แต่...ภายนอกกลับไม่แสดงอะไรออกมา ตรงกันข้าม เธอยิ่งกระตือรือร้นที่จะกลมกลืนเข้ากับกลุ่มใหม่ พูดคุยอย่างออกรสกับเหล่าเยาวชนชายหญิงหลายคน และยังดึงจางรุ่ยเฉินเข้ามาร่วมวงเป็นครั้งคราว พยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
ปักๆ ปัก ๆ เสียงเครื่องยนต์ที่ทั้งหยาบกระด้างและทรงพลังดังมาจากไกล ๆ ก่อนจะใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ สายตาของทุกคนถูกดึงดูดไปทางนั้น เห็นเพียงรถไถเดินตามตงฟางหงเก่า ๆ คันหนึ่ง ด้านหลังลากพ่วงกระบะเปิดโล่ง พ่นควันดำโขมง พลางส่งเสียงดังแล่นเข้ามา ก่อนจะจอดลงบนลานว่างไม่ไกลจากจุดลงทะเบียน
ชายวัยกลางคนผิวคล้ำ ใบหน้าเหลี่ยม สวมชุดคนงานสีน้ำเงินที่มีรอยปะหลายแห่ง กระโดดลงมาจากที่นั่งคนขับ เขากวาดตามองเหล่าคนหนุ่มสาวที่รวมตัวอยู่รอบจุดลงทะเบียน ก่อนจะตะโกนด้วยเสียงกังวานห้าว ๆ ที่เจือสำเนียงท้องถิ่นว่า
“เยาวชนที่จะไปกองผลิตซู่กวง มารวมตัวทางนี้ ขึ้นรถ” เสียงตะโกนอันหยาบห้าวนั้นกลบเสียงพูดคุยของเหล่าเยาวชนไปในทันที
“กองผลิตซู่กวง พวกเราอยู่นี่”
“สหาย พวกเราอยู่ทางนี้” เหล่าเยาวชนพากันกรูเข้าไป ชายวัยกลางคนเห็นดังนั้น ใบหน้าเหลี่ยมคล้ำไม่มีสีหน้าส่วนเกิน เพียงพยักหน้า แล้วหยิบสมุดเล่มเล็กกับปากกาออกมาจากกระเป๋าผ้าใบสีเขียวทหารที่สะพายเฉียงอยู่
“อย่าส่งเสียงดัง เงียบๆ หน่อย”
“ฉันชื่อเหลียงปิน เป็นหัวหน้ากองผลิตซู่กวง ตอนนี้จะขานชื่อ ฉันเรียกชื่อใครก็ขานตอบกลับมานะ”
เขากระแอมเบา ๆ แล้วก้มลงตรวจรายชื่อ เริ่มอ่านทีละชื่อด้วยภาษาจีนกลางที่เจือสำเนียงท้องถิ่นอย่างชัดเจน
“โจวเหมย”
“อยู่ค่ะ” หญิงสาวหน้ากลมถักเปียสองข้างรีบตอบรับเสียงใส แล้วก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว
“จ้าวเว่ยกั๋ว”
“อยู่ครับ” ชายหนุ่มตัวสูงรีบยกมือ
“หลิวลี่เหวิน”
“อยู่ค่ะ สวัสดีค่ะหัวหน้ากองผลิต” น้ำเสียงของหลิวลี่เหวินดังเป็นพิเศษ ใบหน้ายังมีรอยยิ้มกระตือรือร้น พร้อมกับกระตุกแขนจางรุ่ยเฉินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เบาๆ
“จางรุ่ยเฉิน”
“อยู่ครับ” จางรุ่ยเฉินดันแว่นแล้วตอบ
“หลินเจี้ยนเสวี่ย” ตอนที่เหลียงปินอ่านถึงชื่อนี้ เขาก็เงยหน้าขึ้นมองโดยไม่รู้ตัว สายตากวาดผ่านฝูงคน
“อยู่ค่ะ” สายตาของเหลียงปินหยุดลงบนหญิงสาวที่ยืนอยู่ลำพังตรงขอบกลุ่ม ข้างตัวมีกระเป๋าหนังใบใหญ่ 2 ใบ
เธอพยักหน้าเบา ๆ ไม่ได้รีบเบียดออกมาข้างหน้าเหมือนคนอื่น เมื่อเหลียงปินอ่านชื่อสุดท้ายจบ ก็เงยหน้ากวาดตามองอีกครั้ง
10 คน ไม่ขาดไม่เกิน พอดี เขายกมือเกาศีรษะที่ฝุ่นเกาะจนเส้นผมแข็งเล็กน้อย พลางมองเหล่าคนหนุ่มสาวตรงหน้า ผู้ชายก็ผอมแห้ง ผู้หญิงก็บอบบาง แต่ละคนหน้าตาซีดเซียว ดูอย่างกับถั่วงอกที่ปลูกอยู่ในเรือนกระจก ลมพัดทีเดียวก็ปลิวหมดแล้ว
เหลียงปินถอนหายใจแรงด้วยความจนใจ เฮ้อ ~ มาเพิ่มอีกตั้ง 10 ปาก ดูแต่ละคนสิ ตัวบางอย่างกับลูกเจี๊ยบ ผิวขาวนุ่มเหมือนหมั่นโถวเพิ่งออกจากเตา แบบนี้จะทำงานอะไรได้ ก็เห็นๆ อยู่ว่ามาเพิ่มภาระให้เสียมากกว่า เด็กเมืองพวกนี้ พอลงนาแล้วจะออกแรงได้หรือเปล่านะ
ตอนนั้น...อย่าร้องเรียกหาพ่อกับแม่ก็พอ อย่าให้พวกเขาต้องคอยลำบากไปหาอาหารดีๆ มาให้กินล่ะ ถึงจะบ่นอยู่ในใจ แต่...คำสั่งจากเบื้องบนส่งลงมาแล้ว เขาเป็นเพียงหัวหน้ากองผลิต จะปฏิเสธได้ยังไงกัน สุดท้าย...ก็ต้องจำใจรับเอาไว้
“เอาละ คนมาครบแล้ว” เหลียงปินยัดรายชื่อกลับเข้าไปในกระเป๋า โบกมือใหญ่ ๆ แล้วเชิดคางไปทางรถไถเดินตาม
“ถือสัมภาระของตัวเองให้ดี เตรียมขึ้นรถ ยังต้องเดินทางอีกไกล”
พูดจบ...เขาก็กระโดดขึ้นกระบะพ่วงด้านหลังรถไถเดินตามก่อน จากนั้น...ก็หันกลับมาช่วยเหล่าเยาวชนยกห่อสัมภาระและม้วนเครื่องนอนชิ้นใหญ่ชิ้นเล็กขึ้นรถ
เยาวชนชายยังพอใช้แรงยกกันเองได้ ส่วนเยาวชนหญิงหลายคนดูค่อนทุลักทุเลกันมาก ม้วนเครื่องนอนของหลิวลี่เหวินใหญ่เป็นพิเศษ จางรุ่ยเฉินต้องออกแรงอยู่พักใหญ่กว่าจะช่วยยกขึ้นไปได้
พอถึงคราวของหลินเจี้ยนเสวี่ย กระเป๋าหนังใบใหญ่สองใบที่สะดุดตาของเธอทำให้การเคลื่อนไหวของเหลียงปินหยุดชะงักไป เขากระโดดลงจากกระบะ เดินมาตรงหน้าหลินเจี้ยนเสวี่ย สายตาหยุดมองเธอนานกว่าปกติอยู่หลายวิ
หลังจากไปรับเยาวชนที่ลงชนบทมาหลายรุ่น เหลียงปินก็นับว่ามองคนเป็นอยู่บ้าง เยาวชนหญิงตรงหน้าคนนี้แตกต่างจากคนหนุ่มสาวคนอื่นที่บางคนส่งเสียงเอะอะ บางคนสับสน บางคนตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด
รูปร่างหน้าตาของเธอโดดเด่นจริง ๆ เป็นความสวยที่ต่อให้เอาไปอยู่บนโปสเตอร์ใหญ่ในเมืองก็คงไม่ดูด้อยเลยแม้แต่น้อย แต่...สิ่งที่ทำให้เขาสนใจมากกว่านั้น คือความสงบนิ่งที่เกินวัยของเธอ
หลังจากนั่งรถไฟโยกคลอนมา 4 วัน 4 คืน เยาวชนส่วนใหญ่ต่างหน้าตาซีดเซียว แววตาอ่อนล้า แต่เธอ...นอกจากความเหนื่อยบาง ๆ ระหว่างคิ้วแล้ว ดวงตายังใสกระจ่าง หลังตั้งตรง ทั่วทั้งตัวมีความสุขุมมั่นคงบางอย่างที่ยากจะอธิบาย
นี่ไม่เหมือนเด็กสาวที่เพิ่งก้าวออกจากหอคอยงาช้างและไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร กลับเหมือนกับว่า เคยผ่านอะไรมามากแล้วเสียมากกว่า
“สหาย กระเป๋าของเธอ” เหลียงปินเก็บสายตาที่พินิจพิจารณากลับมา แล้วชี้ไปที่กระเป๋าหนังสองใบ
หลินเจี้ยนเสวี่ยก้มลงแล้ว มือข้างละข้างจับหูกระเป๋าไว้ การเคลื่อนไหวคล่องแคล่วไม่ชักช้า
“ขอบคุณค่ะหัวหน้ากองผลิต ฉันจัดการเองได้” น้ำเสียงของเธอสงบนิ่ง
เหลียงปินมองหญิงสาวยกกระเป๋าหนังใบใหญ่ทั้งสองขึ้นอย่างไม่ยากเย็น แล้วส่งขึ้นมาให้เขาที่อยู่บนกระบะรับไว้ ถึงกับชะงักไปเล็กน้อย เด็กคนนี้ดูผอมบาง แต่...แรงไม่เบาเลยนี่
จากนั้น...หลินเจี้ยนเสวี่ยก็เหยียบขอบรถไถเดินตาม แล้วปีนขึ้นไปอย่างคล่องแคล่ว พอยืนมั่นคงแล้ว เธอก็พยักหน้าให้เหลียงปินเบาๆ
“รบกวนหัวหน้ากองผลิตแล้วค่ะ” พูดจบ...เธอไม่ได้เข้าไปแย่งพื้นที่ริมกระบะที่นั่งสบายกว่ากับคนอื่น แต่...กลับเดินไปข้างกระเป๋าหนังสองใบของตัวเอง ปัดฝุ่นบนฝากระเป๋าเบา ๆ แล้วนั่งลงบนกระเป๋าอย่างไม่เรื่องมาก
ความสูงของกระเป๋าพอดี จึงพอใช้เป็นที่นั่งชั่วคราวได้ เหล่าเยาวชนคนอื่นๆ ก็ทยอยขึ้นรถตามมา คน 10 คนรวมกับสัมภาระ อัดแน่นจนกระบะที่เดิมถือว่ากว้างขวางแทบไม่มีที่เหลือ
“นั่งดีๆ ล่ะ จับให้แน่น” เหลียงปินตะโกนบอก ก่อนจะกระโดดกลับไปยังที่นั่งคนขับ แล้วติดเครื่องรถไถเดินตามอย่างชำนาญ
ช่วงแรก...บรรยากาศบนกระบะยังถือว่าครึกครื้น เหล่าเยาวชนโดยเฉพาะพวกผู้ชาย ต่างตื่นตาตื่นใจกับพาหนะที่เป็นเอกลักษณ์ของชนบทแบบนี้ พากันพูดคุยอย่างออกรส
แต่...เมื่อรถไถเดินตามแล่นพ้นเขตตัวอำเภอไป ทิวทัศน์รอบด้านก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด อาคารสูงกลายเป็นบ้านชั้นเดียวเตี้ย ๆ ถนนลาดยางกลายเป็นทางดินขรุขระ
ยิ่งแล่นต่อไป แม้แต่ถนนที่พอเรียกว่าถนนก็แทบไม่มี เหลือเพียงทางโรยกรวดขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อที่พอให้รถแล่นผ่านไปได้อย่างฝืน ๆ ควันจากปล่องบ้านสองข้างทางค่อย ๆ เบาบางลง
สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือทุ่งนากว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาที่เพิ่งเริ่มฟื้นคืนจากฤดูหนาว ต้นเดือนเมษายนทางเหนือ ดินเยือกแข็งเพิ่งละลาย ผืนดินดำเผยออกมา ส่งกลิ่นชื้นสดชื่นของผืนดิน
ในท้องนาเริ่มมองเห็นชาวบ้านบางคนออกมาทำงาน ก้มตัวพรวนดินและเตรียมเพาะกล้า รถไถเดินตามยิ่งวิ่งก็ยิ่งกระเด้งกระดอนรุนแรงขึ้น เหล่าเยาวชนบนกระบะค่อย ๆ เงียบเสียงลงทีละคน
ความตื่นเต้นและสดใหม่ในตอนแรกถูกแทนที่ด้วยภาพความกันดารและเรียบง่ายตรงหน้าที่สมจริงเสียจนหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อมองบ้านเรือนที่ยิ่งเข้าไปก็ยิ่งเก่าและทรุดโทรม สูดกลิ่นดินที่ปะปนกับกลิ่นปุ๋ยคอกในอากาศ สีหน้าของพวกเขาก็เริ่มเผยความตกใจและความตึงเครียดที่ปิดไม่มิดออกมา
พวกเขาต้องมาอยู่ที่นี่จริง ๆ เหรอ ? ต้องปักหลักใช้ชีวิตและทำงานบนผืนดินที่มองดูทั้งกันดารและรกร้างแห่งนี้จริง ๆ เหรอ ?
หลินเจี้ยนเสวี่ยกลับสงบนิ่งมาตลอด เธอนั่งมั่นคงอยู่บนกระเป๋าหนังของตัวเอง ปล่อยให้ร่างกายโยกขึ้นลงไปตามแรงกระเด้งของรถไถเดินตาม
สายตาสงบนิ่งกวาดมองท้องนาและหมู่บ้านสองข้างทาง ไม่มีอารมณ์แปรปรวนมากนัก ในยุคนี้ การที่เยาวชนถูกส่งลงชนบทไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อีกต่อไปแล้ว
ตอนรถไถเดินตามส่งเสียงดังแล่นเข้าไปในหมู่บ้าน ชาวบ้านที่กำลังทำงานอยู่ตามคันนาเพียงเงยหน้ามองแวบหนึ่ง จากนั้น...ก็ก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองต่อ
ในสายตาของพวกเขา เด็กเมืองเหล่านี้ก็เป็นเพียงคนที่ผ่านเข้ามา และทำให้กองผลิตมีภาระเพิ่มขึ้นเท่านั้น
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร ในที่สุดความเร็วของรถไถเดินตามก็ค่อย ๆ ลดลง ก่อนจะหยุดที่ลานกว้างค่อนข้างราบบริเวณปากหมู่บ้าน เหล่าเยาวชนบนกระบะแทบรู้สึกว่าร่างกายถูกเขย่าจนแหลกเป็นชิ้น ๆ
“ถึงแล้ว ถึงหมู่บ้านซู่หวงแล้ว ลงรถกันได้” เหลียงปินดับเครื่อง กระโดดลงจากรถไถเดินตามแล้วตะโกนบอกเสียงดัง
เหล่าเยาวชนราวกับได้รับการอภัยโทษ ต่างทำหน้าบิดเบี้ยวด้วยความปวดเมื่อยขณะปีนลงจากกระบะสูง ๆ ทันทีที่เท้าแตะพื้น ขาของพวกเขาก็อ่อนยวบจนแทบยืนไม่อยู่
หลินเจี้ยนเสวี่ยเป็นคนสุดท้ายที่เดินลงมา การนั่งอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน ประกอบกับแรงกระเด้งกระดอนมาตลอดทาง ทำให้เอวของเธอปวดเมื่อยอยู่ไม่น้อย
เธอใช้มือหนึ่งประคองเอวที่เมื่อยล้า แล้วค่อย ๆ ยืดตัวตรง เตรียมจะลงจากรถ ขณะยืนอยู่บนกระบะ สายตาของเธอก็กวาดมองไปรอบ ๆ อย่างไม่ตั้งใจ
บริเวณปากหมู่บ้านกว้างขวางมาก ไม่ไกลออกไปคือผืนนาขนาดใหญ่ สายตาของเธอเลื่อนไปทางคันนาโดยไม่ได้ตั้งใจ จากนั้น...ก็หยุดชะงักไป บนคันนาที่อยู่ไม่ไกล มีชายหญิงคู่หนึ่งนั่งพักอย่างหมดเรี่ยวแรง
ผู้หญิงหันหลังให้ทางนี้ มองไม่เห็นหน้าตา เหมือนกำลังพูดอะไรบางอย่างอยู่ ส่วนผู้ชายคนนั้น เขาหันด้านข้างมาทางเธอ กำลังนั่งยอง ๆ อยู่บนคันนา ในมือถือของสีเหลืองทองบางอย่าง แล้วกัดกินคำโต ๆ อย่างเอร็ดอร่อย
หืม ? สายตาของหลินเจี้ยนเสวี่ยหยุดอยู่บนแผ่นหลังกว้างที่ดูผอมลงเล็กน้อยของชายคนนั้น ผู้ชายที่กำลังนั่งยอง ๆ แทะแผ่นแป้งข้าวโพดอยู่บนคันนาคนนั้น ทำไมดูแล้วถึงคุ้นตาจัง ?