พบกันอีกครั้ง ( อ่านฟรี 09/10 )
พบกันอีกครั้ง ( อ่านฟรี 09/10 )
ฟู่เจียเหวยเพิ่งตามทีมไถนาทำงานมาตลอดทั้งเช้า เหนื่อยจนรู้สึกเหมือนความอ่อนล้าซึมลึกเข้าไปถึงกระดูกแล้ว เขายกมือเช็ดเหงื่อบาง ๆ ที่ซึมอยู่บนหน้าผาก ก่อนรับแผ่นแป้งข้าวโพดจากฟู่ชิงชิงผู้เป็นน้องสาวมา แล้วรีบกัดคำโตเพื่อเติมเรี่ยวแรง
แผ่นแป้งข้าวโพดของทางเหนือทำจากแป้งข้าวโพดผสมธัญพืชหยาบเล็กน้อย เนื้อค่อนข้างฝืดคอ แต่กินแล้วอยู่ท้องและอิ่มนาน ขณะฟังน้องสาวเจื้อยแจ้วอยู่ข้าง ๆ ว่าวันนี้บ้านไหนในหน่วยได้คะแนนแรงงานเท่าไร ไก่บ้านไหนออกไข่เพิ่มอีกกี่ฟอง ความคิดของเขากลับล่องลอยไปไกล
เมื่อครู่ได้ยินเสียงรถไถเดินตามดังมาจากที่ไกล ๆ เขาเหลือบมองไปครั้งหนึ่ง เห็นร่างที่คุ้นตาของเหลียงปิน รวมถึงคนกลุ่มใหญ่ที่เบียดกันแน่นอยู่บนกระบะรถ คงเป็นเยาวชนจากในเมืองที่เพิ่งถูกส่งลงชนบทมา เขาไม่ได้รู้สึกสนใจอะไรเป็นพิเศษ
“พี่ ดูพวกเขาสิ แต่งตัวสะอาดสะอ้านกันจังเลย” ฟู่ชิงชิงเห็นได้ชัดว่าสนใจคนจากต่างถิ่นกลุ่มนี้มาก เด็กสาวยืดคอมองไปทางปากหมู่บ้าน ก่อนจะชี้นิ้วออกไป
“พี่สาวที่ใส่เสื้อสีน้ำเงินคนนั้น สวยจังเลย” ฟู่เจียเหวยมองตามทิศทางที่น้องสาวชี้ ก่อนจะเงยหน้ามองอย่างไม่ใส่ใจนัก
รถไถเดินตามจอดสนิทแล้ว คนบนกระบะกำลังทยอยปีนลงมา จากนั้น...สายตาของเขาก็ชะงักค้าง ร่างที่ฟู่ชิงชิงเรียกว่าพี่สาวใส่เสื้อสีน้ำเงินคนนั้น รูปร่างเล็กบอบบาง ทว่า...กลับยืนหลังตรงอย่างสง่างามมั่นคง ดูเหมือนเธอจะเป็นคนสุดท้ายที่ลงจากรถ
หลินเจี้ยนเสวี่ยยืนอยู่ตรงขอบกระบะที่ค่อนข้างสูง เอียงศีรษะเล็กน้อย พลางกวาดตามองหมู่บ้านแปลกตาแห่งนี้ด้วยความสนใจ แสงแดดทอดผ่านเสี้ยวหน้าของเธอ ขับเน้นโครงหน้าที่อ่อนละมุนให้เด่นชัด
ใบหน้าที่คุ้นเคยนั้น ต่อให้อยู่ห่างกันพอสมควร ก็ยังพุ่งเข้าสู่สายตาของเขาอย่างชัดเจนในพริบตา เธอ…ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ ?! หลินเจี้ยนเสวี่ย ?!
ชั่วขณะนั้น ฟู่เจียเหวยรู้สึกเหมือนในหัวดังอื้อขึ้นมา ราวกับถูกอะไรบางอย่างกระแทกเข้าอย่างแรง ความคิดทั้งหมดพลันขาดสะบั้น เหมือนเธอจะสัมผัสได้ถึงสายตาของเขา จึงหันมองมาทางนี้ ผ่านอากาศบางเบาของฤดูใบไม้ผลิ ผ่านระยะห่างกว่า 10 เมตร
สายตาของคนทั้งสองก็สบประสานกันโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ราวกับเวลาในวินาทีนั้นหยุดนิ่งลง ตุบ ! เสียงเบา ๆ ดังขึ้น แผ่นแป้งข้าวโพดที่เหลืออยู่ครึ่งชิ้นในมือฟู่เจียเหวยหล่นลงพื้น
เขามองไปทางนั้นอย่างเหม่อลอย มองหญิงสาวค่อย ๆ ลงจากรถไถเดินตาม ก่อนจะยกกระเป๋าหนังใบใหญ่ 2 ใบขึ้นมา เป็นเธอจริง ๆ หลินเจี้ยนเสวี่ยจริง ๆ
ทำไมเธอถึงถูกส่งมาลงชนบท ? แถมมาอยู่ในที่แบบนี้อีก เขาทั้งตกใจ สับสน ไม่อยากเชื่อสายตา อารมณ์สารพัดถาโถมเข้าครอบงำหัวใจของเขาในชั่วพริบตา จนฟู่เจียเหวยลืมแม้กระทั่งจะหายใจ
ในตอนนั้นเอง ฟู่ชิงชิงที่อยู่ข้าง ๆ ก็มองเห็นคนที่เพิ่งมาได้ชัดเจน เด็กสาวชะงักไปก่อน จากนั้น...เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ดวงตาพลันเบิกกว้าง รีบกระชากแขนฟู่เจียเหวยอย่างแรงแล้วร้องขึ้น
“พี่ๆ นั่นใช่คนในใจของพี่...อื้อๆ...” ก่อนที่ฟู่ชิงชิงจะตะโกนคำที่ทำให้เขาแทบหัวใจวายออกมานั้น เขาก็รีบยื่นมือไปปิดปากเธอไว้ แรงเสียจนฟู่ชิงชิงเจ็บจนส่งเสียงครางอู้อี้
“อื้อๆ พี่ทำอะไรเนี่ย ?!” เธอดิ้นสุดแรง ดวงตาเบิกกว้าง เต็มไปด้วยความไม่พอใจและการกล่าวโทษ แต่...ฟู่เจียเหวยไม่มีสมาธิจะสนใจเธอแล้ว หัวใจของเขาเต้นกระหน่ำราวกับตีกลอง ใบหน้าก็ร้อนผ่าวขึ้นเรื่อย ๆ
ไม่ได้เด็ดขาด จะให้เธอได้ยินไม่ได้เด็ดขาด เขาแอบเงยหน้าขึ้นมองไปทางหลินเจี้ยนเสวี่ยอย่างคนทำผิดแล้วกลัวถูกจับได้ กลับเห็นว่าเธอยกกระเป๋าหนังใบใหญ่สองใบที่ดูอย่างไรก็ไม่น่าเบาขึ้นมาอย่างมั่นคง แล้วค่อย ๆ เดินตรงมายังคันนาฝั่งนี้อย่างไม่รีบร้อน
ทุกย่างก้าวของเธอมั่นคงมาก ต่อให้พื้นใต้เท้าจะเป็นทางดินขรุขระ ก็ไม่เห็นท่าทางทุลักทุเลแม้แต่น้อย หัวใจของฟู่เจียเหวยยิ่งเต้นแรงกว่าเดิม เธอเข้ามาใกล้แล้ว ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แล้ว
จนเขามองเห็นขนตายาวของเธอได้อย่างชัดเจน รวมถึงดวงตาคู่นั้นที่สงบนิ่งไร้ระลอก ใสกระจ่างดุจสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วง เธอหยุดลงตรงหน้าสองพี่น้อง สายตาหยุดมองฟู่ชิงชิงที่ถูกปิดปากจนพูดไม่ได้และกำลังดิ้นขลุกขลักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเลื่อนมาหยุดที่เขา มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ
“ไง” เธอเอ่ยทัก น้ำเสียงใสกังวานราวกับสายน้ำจากลำธารกลางหุบเขา
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ เจียเหวย ชิงชิง” น้ำเสียงของเธอสงบนิ่งเสียจนเหมือนกำลังทักทายเพื่อนเก่าธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
หัวใจของฟู่เจียเหวยพลันหนักอึ้ง ความร้อนรุ่มที่อธิบายไม่ถูกเมื่อครู่หายไปกว่าครึ่งในพริบตา เขาปล่อยมือที่ปิดปากฟู่ชิงชิงออกโดยไม่รู้ตัว
พอได้รับอิสระ ฟู่ชิงชิงก็ร้องโอ๊ย ก่อนจะกระโดดถอยห่างทันที มือยกขึ้นลูบปากที่ถูกปิดจนเจ็บ พลางถลึงตามองพี่ชายอย่างไม่พอใจ แต่...วินาทีต่อมา ความสนใจทั้งหมดของเธอก็ถูกหลินเจี้ยนเสวี่ยตรงหน้าดึงไปจนหมด
ฟู่เจียเหวยมองหลินเจี้ยนเสวี่ยที่ยืนยิ้มอยู่ตรงหน้า มองเสื้อผ้าที่สะอาดเรียบร้อยจนดูไม่เข้ากับสถานที่แห่งนี้ของเธอ ก่อนก้มลงมองตัวเอง ปลายขากางเกงเปรอะไปด้วยโคลนและเศษหญ้า เสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบที่ซักจนสีซีด มีรอยปะอยู่หลายแห่ง ไหนจะรองเท้าผ้าใบแบบทหารคู่เก่าที่ขอบสึกจนแทบขาดอีก
เขารีบยื่นมือหยาบกร้านจากการทำงานหนักในไร่นามาเป็นเวลานาน ปัดเศษแผ่นแป้งข้าวโพดที่ตกอยู่บนขากางเกงออกด้วยความลนลาน ลำคอเหมือนมีอะไรบางอย่างอุดตัน แห้งผากจนแทบเปล่งเสียงไม่ออก เขาอ้าปากอยู่ครู่หนึ่ง กว่าจะฝืนเค้นเสียงแข็งทื่อออกมาได้ไม่กี่พยางค์
“หลินเจี้ยนเสวี่ย”
“พี่เสี่ยวเสวี่ย” ฟู่ชิงชิงไม่ได้มีความคิดซับซ้อนวกวนเหมือนพี่ชายของตัวเอง
พอหลุดจากมือเขาได้ เด็กสาวก็พุ่งปราดไปหาหลินเจี้ยนเสวี่ยราวกับประทัดลูกเล็ก คล้องแขนเธออย่างสนิทสนมโดยไม่เกรงใจ ก่อนจะเงยใบหน้าเล็กขาวนวลขึ้นถามด้วยความตื่นเต้น
“พี่เสี่ยวเสวี่ย ทำไมพี่ถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ ? พี่ก็มาลงชนบทเหมือนกันเหรอ ? โอ๊ยตายแล้ว แล้วทำไมถึงบังเอิญถูกส่งมาที่หมู่บ้านซู่กวงของพวกเราด้วยล่ะ ?”
คำถามชุดใหญ่พรั่งพรูออกจากปากเธอราวกับเทเมล็ดถั่ว ทั้งรวดเร็วและต่อเนื่อง เต็มไปด้วยความสดใสร่าเริงและกระตือรือร้นตามแบบเด็กสาววัย 15 ปี
หลินเจี้ยนเสวี่ยปล่อยให้เด็กสาวคล้องแขนตัวเองตามใจ แต่...สายตาของเธอกลับไม่เคยละไปจากใบหน้าของฟู่เจียเหวยเลย เธอมองสำรวจเขาอย่างละเอียด ฟู่เจียเหวยตรงหน้า เมื่อเทียบกับเด็กหนุ่มที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและมั่นใจในความทรงจำ ดูเหมือนจะผอมลงไม่น้อย
แก้มทั้งสองข้างตอบลงเล็กน้อย ทว่า...กลับยิ่งขับให้เครื่องหน้าคมชัดลึกได้รูปของเขาโดดเด่นขึ้น เส้นสายบนใบหน้าคมกริบราวกับถูกสลักเสลาอย่างประณีต
คิ้วตายังคงดูดีเหมือนเดิม เพียงแต่...ดวงตาสีดำที่เมื่อก่อนมักแฝงความเย่อหยิ่งไม่ยอมใครและห่างเหินอยู่เสมอ เวลานี้...กลับเต็มไปด้วยอารมณ์ซับซ้อนนานัปการ
ตกตะลึง ลนลาน และไม่อยากเชื่อ ส่วนผิวพรรณ กลับเหมือนกับน้องสาวของเขาไม่มีผิด ต่อให้ต้องตากแดดตากลมอยู่ทางเหนือแห่งนี้ ผิวก็ยังคงขาวเย็นชนิดที่แดดแทบทำอะไรไม่ได้
เพียงแต่...ตอนนี้ลำคอขาวสะอาดกับใบหูของเขากลับถูกแต้มด้วยสีแดงระเรื่ออย่างผิดธรรมชาติ ฟู่เจียเหวย หัวใจของหลินเจี้ยนเสวี่ยพลันไหวกระเพื่อมเบา ๆ
เธอนึกถึงชาติที่แล้ว ชายคนหนึ่งยืนอยู่หน้าหลุมศพอันเงียบเหงาของเธอเนิ่นนานโดยไม่พูดอะไร สุดท้าย...กลับปล่อยให้น้ำตาร้อนผ่าวหยดหนึ่งร่วงลงบนป้ายหลุมศพเย็นเยียบของเธออย่างเงียบงัน
ในตอนนั้น เขากลายเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงและอำนาจในเมืองหลวงไปแล้ว สูงส่ง เย็นชา และอยู่ไกลเกินกว่าที่ใครจะเอื้อมถึง ใครจะคิดว่าผู้ชายอย่างเขา กลับหลั่งน้ำตาให้เธอ
ผู้หญิงชื่อเสียงฉาวโฉ่คนหนึ่ง ที่สุดท้ายต้องป่วยตายอย่างเดียวดายในสถานพักฟื้น เมื่อได้กลับมาใช้ชีวิตอีกครั้ง และได้เห็นฟู่เจียเหวยในวัย 18 ปีตรงหน้าอีกหน
แม้เวลานี้เขาจะตกอยู่ในสภาพลำบากขัดสน แต่...ก็ยังไม่อาจปิดบังความโดดเด่นที่ฝังลึกอยู่ในตัวเขาได้ หลินเจี้ยนเสวี่ยดึงตัวเองออกจากความคิดที่สับสนวุ่นวาย เธอมองเขาด้วยแววตาใสกระจ่างและจริงจัง น้ำเสียงอ่อนโยนลงกว่าก่อนหน้านี้หลายส่วน
“ฟู่เจียเหวย สวัสดีนะ” เธออยากจะบอกเขาจริงๆ ว่าเธอกลับมาแล้ว