เลือดนองหน้าตึก
เลือดนองหน้าตึก
ต่งไฉเซี่ยรู้ดีว่า หากตอนนี้ตัวเองจากไป ย่อมต้องทำให้คนในตระกูลหลินเกิดความสงสัยอย่างแน่นอน ต่อหน้าคนตระกูลหลิน แกสร้างภาพลักษณ์ของแม่สามีที่แสนดี มีเหตุมีผลและเข้าอกเข้าใจผู้อื่นมาโดยตลอด
จะทิ้งหลินอู่ที่กำลังคลอดลูกในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ เพื่อไปดูแลคนนอกได้อย่างไร ? โดยเฉพาะตอนนี้ หลินเจี้ยนเสวี่ยแม้จะยิ้มตาหยี แต่...แววตาคู่นั้นราวกับมองทะลุทุกสิ่ง ทำให้ต่งไฉเซี่ยรู้สึกผิดจนใจสั่น เหงื่อเย็นผุดซึมเต็มแผ่นหลัง แกรีบหลบสายตาของหลินเจี้ยนเสวี่ย ก่อนจะฝืนยิ้มแล้วพูดว่า
“ใช่ๆ เจี้ยนเสวี่ยพูดถูก เรื่องของหลินอู่สำคัญกว่า” พูดจบ...แกก็หันไปมองหญิงชราคนนั้นแล้วเอ่ยว่า
“ฉันกำลังยุ่งทางนี้อยู่ เรื่องของเธอรอไปก่อนนะ” แกชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบส่งสายตาให้หญิงชราเป็นเชิงบอกนัย
“ถ้าแย่จริง ๆ ก็ตามหมอสิ ฉันไม่ว่างจริงๆ รีบกลับไปเถอะ” สิ้นเสียง...ก็ผลักหญิงชราคนนั้นแรงๆ หนึ่งที เป็นสัญญาณให้รีบออกไป
หญิงชราถูกผลักจนเซถลาเกือบล้มลงกับพื้น แต่...ปากก็ยังพูดอยู่ไม่หยุด พลางคว้าแขนของไต่ฉงเซี่ยไว้แน่น เห็นได้ชัดว่ายังอยากให้แกกลับไปด้วยกันจริงๆ
หญิงชราพูดภาษาถิ่น หลินเจี้ยนเสวี่ยฟังไม่ออก แต่...เธอเห็นได้ชัดว่ายิ่งหญิงชราพูดด้วยท่าทีร้อนใจ สีหน้าของเจียงอวี่ไป๋กับต่งไฉเซี่ยก็ยิ่งดูแย่ลงเรื่อย ๆ
แต่...เพราะหลินเจี้ยนเสวี่ยยังยืนอยู่ตรงนี้ สองแม่ลูกจึงไม่กล้าพูดอะไรมาก ได้แต่เร่งให้หญิงชรารีบกลับไป ต่งไฉเซี่ยแทบจะทั้งผลักทั้งดันกว่าจะไล่หญิงชราออกไปได้
หญิงชราเดินไปไม่กี่ก้าวก็หันกลับมามองอีก เดินหนึ่งก้าวหันมามองสามครั้ง ปากยังพึมพำไม่หยุด เห็นได้ชัดว่าเป็นห่วงจนทำอะไรไม่ถูก แต่...ก็จนปัญญา
เมื่อร่างของหญิงชราหายลับไปสุดทางเดินของโรงพยาบาล หลินเจี้ยนเสวี่ยก็จงใจคล้องแขนเจียงอวี่ไป๋อย่างสนิทสนม ก่อนจะเอ่ยว่า
“อวี่ไป๋ ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าแม่ของฉันเป็นยังไงบ้าง พวกเรากลับไปกันเถอะ เรื่องของคนนอกไม่เกี่ยวกับเรา ไม่ใช่ว่ามีเรื่องอะไรก็ต้องวิ่งแจ้นมาหาพวกคุณสองคนเสมอ เรื่องไหนสำคัญ เรื่องไหนเร่งด่วน พวกคุณก็ควรแยกแยะให้ดีนะคะ”
“ใช่ ๆ เจี้ยนเสวี่ยพูดถูก” ต่งไฉเซี่ยฝืนยิ้มออกมา รอยยิ้มดูแย่ยิ่งกว่าร้องไห้เสียอีก แล้วรีบเออออตาม
หลังพูดจบ แกก็แอบเหลือบมองลูกชาย เห็นเพียงว่าใบหน้าของเขาซีดลงเล็กน้อย แม่ลูกสบตากัน ต่างมองเห็นความกังวลและความไม่สบายใจอย่างลึกซึ้งในแววตาของอีกฝ่าย
เมื่อเห็นทั้งสองทำท่าเหมือนอยากมีปีกแล้วบินออกจากโรงพยาบาลเดี๋ยวนั้น หลินเจี้ยนเสวี่ยก็หัวเราะเยาะอยู่ในใจไม่หยุด แต่...ภายนอกเธอยังคงยิ้มหวาน ราวกับไม่รู้ไม่เห็นอะไร
ตลอดช่วงเวลาต่อมา เจียงอวี่ไป๋กับต่งไฉเซี่ยต่างก็กระสับกระส่าย นั่งก็ไม่ติดยืนก็ไม่อยู่ เดี๋ยวก็ลุกขึ้นเดินไปเดินมา เดี๋ยวก็นั่งลง เดี๋ยวก็มองไปทางประตูห้องคลอด
หลินเยว่เฟิงเห็นท่าทางตึงเครียดของทั้งสอง ก็คิดว่าพวกเขากำลังเป็นห่วงหลินอู่ จึงอดรู้สึกซาบซึ้งใจไม่ได้ เขาเดินเข้าไปใกล้ ตบไหล่เจียงอวี่ไป๋เบา ๆ แล้วเอ่ยปลอบว่า
“อวี่ไป๋ ไม่ต้องกังวลนะ สุขภาพของน้าหลินแข็งแรงดี จะต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน” เจียงอวี่ไป๋ได้ยินอย่างนั้นก็ฝืนยิ้มแล้วพยักหน้า
“ครับ ผมรู้แล้วครับพ่อ พ่อเองก็อย่ากังวลมากเลย” ต่งไฉเซี่ยก็รีบเสริมทันทีว่า
“ใช่ค่ะ คุณหลินเป็นคนดี ฟ้าย่อมคุ้มครอง ต้องปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูกแน่นอน”
เพียงแต่...รอยยิ้มของทั้งสอง ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ดูแข็งทื่อและไม่เป็นธรรมชาติ
.....
เที่ยงคืนตรง ในที่สุด ประตูห้องคลอดก็เปิดออก หมอเข็นหลินอู่ออกมา ขณะที่พยาบาลก็อุ้มเด็กชายตัวน้อยที่กำลังร้องไห้จ้าเดินตามออกมาจากห้องคลอด
“ยินดีด้วยค่ะ ทั้งแม่และลูกปลอดภัยดี เด็กหนัก 6 ชั่งเป็นเด็กผู้ชายค่ะ” พยาบาลพูดด้วยรอยยิ้มสดใส
“แม่ !” หลินเจี้ยนเสวี่ยแทบจะพุ่งเข้าไปหา ดวงตาจับจ้องหลินอู่ไม่ละสายตา
ชาติที่แล้ว แม่ของเธอเสียเลือดมากจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ร่างกายเหมือนถูกสูบพลังจนหมดสิ้น อ่อนแรงจนแทบพูดไม่ออก แต่...ตอนนี้ แม้หลินอู่จะมีสีหน้าซีดเล็กน้อย หน้าผากมีเหงื่อเย็นเกาะพราว แต่...สภาพจิตใจกลับดีมาก หัวใจที่แขวนค้างอยู่ของหลินเจี้ยนเสวี่ยในที่สุดก็คลายลง
หลินเยว่เฟิงก็รีบเดินเข้าไปใกล้ กุมมือของหลินอู่แน่น ดวงตาแดงก่ำ น้ำเสียงสั่นเครือดังขึ้น
“อาอู่ คุณลำบากแล้ว ลำบากแล้วจริง ๆ” หลินอู่ส่ายหน้า ก่อนจะกำมือของสามีตอบเบา ๆ แล้วส่งยิ้มอ่อนแรงให้เขา
พยาบาลอุ้มเด็กน้อยมาวางลงในอ้อมแขนของหลินอู่อย่างระมัดระวัง ก่อนจะฉีกยิ้มแล้วพูดว่า
“เด็กคนนี้หน้าตาน่ารักมากเลยค่ะ เหมือนคุณแม่เป๊ะ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะคะที่ฉันเห็นเด็กแรกเกิดหน้าตาดีขนาดนี้”
หลินเจี้ยนเสวี่ยได้ยินอย่างนั้นก็ก้มลงมอง ชาติที่แล้ว น้องชายของเธอเพิ่งเกิดได้ไม่กี่ชั่วโมงก็เสียชีวิต เพราะขาดอากาศหายใจอยู่ในท้องนานเกินไป ตอนคลอดออกมาทั้งตัวจึงเขียวคล้ำ แต่...ตอนนี้ เขานอนนิ่งอยู่ในอ้อมอกของแม่อย่างว่าง่าย หายใจสม่ำเสมอ ใบหน้าเล็ก ๆ แดงระเรื่อ ดูแข็งแรงสมบูรณ์มาก
เมื่อเห็นทั้งแม่และน้องชายปลอดภัยดี หลินเจี้ยนเสวี่ยก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก รู้สึกเหมือนก้อนหินมหึมาที่กดทับหัวใจมาตลอด ในที่สุดก็ถูกยกออกเสียที
ครั้งนี้...เธอเปลี่ยนอดีตได้จริง ๆ เปลี่ยนชะตากรรมของแม่และน้องชายได้สำเร็จ เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น สายตาเลื่อนไปตกที่เจียงอวี่ไป๋และต่งไฉเซี่ย ทั้งสองยืนนิ่งอึ้ง มองเด็กในอ้อมแขนของหลินอู่อย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
เจียงอวี่ไป๋ยังพอฝืนรักษาความสงบไว้ได้ แต่...สายตากลับหลุกหลิก ส่วนต่งไฉเซี่ยนั้น แกไม่อาจรักษาท่าทีไว้ได้อีกต่อไป รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลน ปากอ้าค้าง สีหน้าราวกับเห็นผี
เป็นไปได้ยังไงกัน ? แกใส่เครื่องปรุงพิเศษลงในน้ำซุปไก่ที่ให้หลินอู่กินตั้งเยอะ ทำไมอีกฝ่ายถึงยังคลอดลูกออกมาได้อย่างปลอดภัยล่ะ ? แถมเด็กคนนี้ยังดูแข็งแรงสมบูรณ์ดี ไม่มีท่าทีว่าจะมีปัญหาเลยแม้แต่น้อย มันผิดพลาดตรงไหนกัน ? ต่งไฉเซี่ยรู้สึกเพียงว่าสมองอื้ออึง ว่างเปล่าไปหมด
“อวี่ไป๋” หลินเจี้ยนเสวี่ยเอ่ยเรียกเสียงหวาน
“รีบมาดูสิ น้องชายฉันน่ารักมากเลย” เจียงอวี่ไป๋ได้สติ เขาก็ฝืนยิ้มแล้วเอ่ยชม
“น่ารัก น่ารักจริง ๆ คุณกับน้องเหมือนกันมากเลย”
“ก็แน่อยู่แล้ว พวกเราเป็นพี่น้องแท้ ๆ นี่นา” หลินเจี้ยนเสวี่ยมองท่าทางฝืนยิ้มของเขาแล้วรู้สึกน่าขันเหลือเกิน
จากนั้น...ทั้งครอบครัวก็ช่วยกันพาหลินอู่กลับเข้าห้องพักผู้ป่วยไป พยาบาลช่วยจัดทุกอย่างให้เรียบร้อย พร้อมสอนวิธีให้นมลูกไปด้วย
หลินเยว่เฟิงวิ่งวุ่นอยู่ไม่หยุด เดี๋ยวก็รินน้ำให้หลินอู่ เดี๋ยวก็ช่วยห่มผ้าให้ แม้จะยุ่งทั้งวัน แต่...เขาก็เต็มใจทำให้อย่างมีความสุข
ทันใดนั้นเอง เสียงไซเรนรถพยาบาลก็ดังเสียดหูมาจากด้านนอกหน้าต่าง หลินเจี้ยนเสวี่ยเงยหน้ามองออกไปตามสัญชาตญาณ ผ่านหน้าต่างห้องพัก เธอเห็นรถพยาบาลสีขาวคันหนึ่งเปิดไฟสัญญาณสีน้ำเงินสลับแดง วิ่งเข้ามาในโรงพยาบาลอย่างเร่งรีบ ก่อนจะเบรกกะทันหันที่หน้าตึกฉุกเฉิน
ประตูรถเปิดผางออก หมอกับพยาบาลหลายคนรีบกระโดดลงจากรถ ก่อนจะช่วยกันยกเปลสนามลงมา บนเปลมีหญิงสาวคนหนึ่งนอนอยู่ ร่างของเธอถูกคลุมด้วยผ้าปูสีขาว แต่...ผ้าผืนนั้นกลับเปื้อนเลือดสดเป็นปื้นใหญ่ ดูน่าตกใจมาก
ทุกที่ที่เปลเคลื่อนผ่าน ต่างทิ้งรอยเลือดยาวไว้บนพื้นกระเบื้องเย็นเยียบ ดูสะดุดตาเป็นอย่างมาก แม้จะอยู่ไกล แต่...หลินเจี้ยนเสวี่ยก็จำหญิงสาวบนเปลได้ในทันที ต่อให้กลายเป็นเถ้าถ่าน เธอก็ไม่มีวันจำผิด
คนนั้นก็คือ ‘เจียงอวี่หนิง’ เวลานั้น เจียงอวี่ไป๋กำลังยืนอยู่ข้างหลินเจี้ยนเสวี่ย มือกำลังถือมีดปอกผลไม้เล่มเล็กปอกแอปเปิลอย่างตั้งใจ เมื่อได้ยินเสียงเอะอะดังแว่วมาจากข้างนอก เขาก็เหลือบมองลงไปด้านล่างโดยไม่รู้ตัว
ทันทีที่สายตาหยุดอยู่ที่ร่างที่ชุ่มไปด้วยเลือดบนเปล รูม่านตาของเขาก็หดตัวฉับพลัน มือที่กำลังปอกแอปเปิลหยุดชะงักไป คมมีดบาดนิ้วของเขาอย่างแรง เลือดสีแดงสดไหลทะลักออกมาจากบาดแผลราวกับเขื่อนแตก
“ตายแล้ว อวี่ไป๋ ทำไมถึงไม่ระวังแบบนี้ล่ะ ?” หลินเจี้ยนเสวี่ยร้องอุทาน พลางแสร้งเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“หา ?! อ้อ ~ ผมไม่เป็นไร” เจียงอวี่ไป๋ได้สติกลับมา เขารีบก้มหน้าปกปิดอาการ ซ่อนนิ้วที่บาดเจ็บไว้ด้านหลัง ก่อนจะใช้มืออีกข้างหยิบกระดาษมาเช็ดเลือดลวก ๆ
“ซุ่มซ่ามจริง ๆ” หลินเจี้ยนเสวี่ยค้อนเขาเบา ๆ จากนั้น...ก็ออกไปขอสำลีและยาแดงจากพยาบาล เพื่อนำมาทำแผลให้เขา
“มา เดี๋ยวฉันฆ่าเชื้อแล้วพันแผลให้นะ” ยาสีม่วงแตะลงบนแผล ทำให้เจียงอวี่ไป๋ขมวดคิ้วน้อย ๆ ด้วยความเจ็บปวด
แต่...สายตาของเขากลับยังคงจับจ้องไปนอกหน้าต่างไม่ลดละ หลินเจี้ยนเสวี่ยเก็บทุกปฏิกิริยาของเขาไว้ในสายตา ขณะทำแผลให้ก็เอ่ยขึ้นราวกับพูดลอย ๆ ว่า
“ผู้หญิงเมื่อกี้น่าสงสารจังเลยเนอะ เห็นมั้ย เลือดออกตั้งเยอะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ดูยังสาวอยู่เลย คุณว่าพวกหมอจะช่วยเธอได้มั้ยคะ ?”