ปั่นหัวคนชั่ว
ปั่นหัวคนชั่ว
เจียงอวี่ไป๋ฝืนยิ้มอย่างมาก สายตาหลบเลี่ยงแทบไม่กล้าสบตาหลินเจี้ยนเสวี่ย มือที่อยู่ข้างลำตัวก็เผลอกำแน่นโดยไม่รู้ตัว
“อีกอย่าง ผมก็ไม่ได้สนใจเรื่องของผู้หญิงคนอื่นอยู่แล้ว” หลินเจี้ยนเสวี่ยทำเหมือนไม่สังเกตเห็นความผิดปกติของเขา เธอใช้สำลีชุบยาแดงอย่างคล่องแคล่ว แล้วค่อย ๆ ทาลงบนบาดแผล ก่อนจะพันผ้าก๊อซให้อย่างระมัดระวัง เธอเงยหน้าขึ้นแล้วพูดด้วยรอยยิ้มหวานว่า
“ฉันรู้ค่ะ ในใจของคุณมีแค่ฉันคนเดียว จะไปสนใจผู้หญิงคนอื่นได้ยังไงกันว่าไหมคะ ? งั้นฉันไม่พูดเรื่องนี้แล้วค่ะ”
พูดจบ...เธอก็ทิ้งสำลีลงถังขยะ ปิดขวดยาแดงแล้วเก็บกลับเข้าไปในลิ้นชัก จากนั้น...จึงหยิบกระติกน้ำสีแดง 2 ใบที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมา
“แม่ฉันเพิ่งคลอด เดี๋ยวพอแม่ตื่นต้องอยากอาบน้ำแน่ๆ คุณไปกับฉันที่ห้องน้ำร้อนหน่อยนะคะ จะได้เอาน้ำร้อนกลับมาให้แม่เช็ดตัว”
“ได้” เจียงอวี่ไป๋ตอบรับอย่างเหม่อลอย ในหัวของเขาสับสนวุ่นวายไปหมด มีแต่ภาพเจียงอวี่หนิงที่ร่างกายเต็มไปด้วยเลือดวนเวียนอยู่ในความคิด
ทั้งสองถือกระติกน้ำเดินตามกันออกไปที่ห้องน้ำร้อนของโรงพยาบาล ตอนนี้...ในห้องน้ำร้อนค่อนข้างคึกคัก ญาติของคนไข้หลายๆ คนกำลังรวมกลุ่มพูดคุยกันเสียงดัง มีหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งสวมชุดคนไข้ลายทางสีฟ้า กดเสียงลงแล้วพูดว่า
“นี่ พวกเธอรู้อะไรไหม เมื่อกี้มีผู้หญิงคนหนึ่งเสียเลือดมาก รถพยาบาลเพิ่งพามาส่ง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”
“ฉันก็เห็นเหมือนกัน ไม่รู้ว่าได้รับบาดเจ็บอะไรมา เลือดออกเยอะมาก เห็นแล้วน่ากลัวจริง ๆ”
ป้าอีกคนที่สวมเสื้อเชิ้ตลายดอกเล็ก ๆ ยังมีสีหน้าหวาดกลัว เธอตบหน้าอกตัวเองเบา ๆ แล้วพูดเสริมขึ้นมาว่า
“ไม่รู้เหมือนกัน เป็นผู้หญิงอายุน้อยด้วย ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นถึงได้กลายเป็นแบบนี้”
หญิงวัยกลางคนคนแรกส่ายหน้าแล้วถอนหายใจแรงเฮือกหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อว่า
“ดูเหมือนจะแท้งลูกนะ เลือดออกเยอะขนาดนั้น คงรักษาเด็กในท้องไว้ไม่ได้หรอก”
“แท้งเหรอ ?!” หญิงชราผมสีดอกเลาคนหนึ่งถอนหายใจพลางส่ายหน้า
“วัยรุ่นสมัยนี้นี่นะ ไม่ค่อยระวังตัวกันเลย ทำอะไรไม่คิดให้ดี”
“ใช่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท้องกี่เดือนแล้ว” หลายๆ คนพูดคุยกันคนละประโยคสองประโยค แม้เสียงจะไม่ได้ดังมาก แต่...ทุกคำกลับลอยเข้าหูเจียงอวี่ไป๋ชัดทุกถ้อยคำ
แท้งลูกงั้นเหรอ ? คำพูดเหล่านี้เหมือนเข็มแต่ละเล่มที่แทงเข้าไปในหัวใจของเขาอย่างแรงจนแทบหายใจไม่ออก สีหน้าของเขาซีดลงเรื่อย ๆ เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก ร่างกายก็ไร้เรี่ยวแรง
หลินเจี้ยนเสวี่ยเห็นทุกปฏิกิริยาของเจียงอวี่ไป๋ เธอหัวเราะเยาะในใจ แต่...สีหน้าภายนอกยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ก่อนจะแสร้งถามด้วยความเป็นห่วงว่า
“อวี่ไป๋ เป็นอะไรไปคะ ? สีหน้าคุณดูไม่ค่อยดีเลย ไม่สบายหรือเปล่าคะ ?”
เจียงอวี่ไป๋สะดุ้งได้สติกลับมา เขาฝืนยิ้มแล้วส่ายหน้าเบาๆ พลางเอ่ยตอบว่า
“ไม่เป็นไรครับ คงจะแค่เหนื่อยนิดหน่อย”
“ไม่เป็นไรจริง ๆ เหรอคะ ? ต้องไปให้หมอตรวจไหม ?” หลินเจี้ยนเสวี่ยเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรจริง ๆ พวกเรากลับกันเถอะ” เจียงอวี่ไป๋รีบปฏิเสธ ตอนนี้...เขาแค่อยากรีบตักน้ำให้เสร็จแล้วออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
หลินเจี้ยนเสวี่ยเห็นทุกการกระทำของเจียงอวี่ไป๋ แต่...เธอไม่ได้พูดอะไรอีก เธอค่อย ๆ ต่อแถวรอรับน้ำ พอทั้งสองได้น้ำร้อนแล้วก็กลับไปที่ห้องพักของหลินอู่
หลินเยว่เฟิงกำลังถือขวดนมนั่งอยู่ข้างเตียง ป้อนนมให้เด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมแขน
หลินเจี้ยนเสวี่ยถือกระติกน้ำเดินเข้าไป วางลงบนโต๊ะข้างเตียงแล้วบอกว่า
“พ่อคะ น้ำร้อนมาแล้ว รอแม่ตื่นก่อนค่อยเช็ดตัวให้แม่นะคะ”
“อืมได้” หลินเยว่เฟิงพยักหน้ารับคำเบาๆ ก่อนจะตั้งใจป้อนนมให้เจ้าตัวเล็กต่อ
ต่งไฉเซี่ยยืนอยู่ตรงมุมห้องพักคนไข้มาตลอด พอเห็นเจียงอวี่ไป๋เดินเข้ามา แกก็รีบเดินเข้าไปหา
ตอนที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ทั้งสองก็รีบสบตากัน สีหน้าของทั้งคู่ต่างดูแย่มาก พวกเขาเห็นแล้วว่าผู้หญิงที่เสียเลือดมากจนรถพยาบาลพามาส่งเมื่อครู่นี้ก็คือเจียงอวี่หนิง แต่...ทั้งคู่ไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมจู่ ๆ เจียงอวี่หนิงที่ยังดี ๆ อยู่ถึงได้เสียเลือดมากขนาดนั้น ?
เจียงอวี่ไป๋กับเจียงอวี่หนิงเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก เป็นเพื่อนเล่นที่สนิทกันมาตั้งแต่เล็ก ในใจของเขา เจียงอวี่หนิงคือผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขาอยากใช้ชีวิตอยู่ด้วยไปตลอดชีวิต
แค่คิดว่าตอนนี้หล่อนกำลังนอนอยู่ที่ห้องฉุกเฉินคนเดียว ยังไม่รู้ว่าจะเป็นหรือตาย หัวใจของเขาก็เหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบแน่น จนแทบหายใจไม่ออก อยากจะรีบไปหาหล่อนเดี๋ยวนี้ เพื่อดูให้แน่ใจว่าหล่อนเป็นอย่างไรบ้าง
แต่...เขากลับทำแบบนั้นไม่ได้ วันนี้...เป็นวันที่หลินอู่คลอดลูก ในฐานะสามีของหลินเจี้ยนเสวี่ย เขาจะจากไปในเวลานี้ไม่ได้ มันดูไม่เหมาะอย่างยิ่ง ถ้าตอนนี้เขาไปหาเจียงอวี่หนิง หลินเจี้ยนเสวี่ยจะคิดอย่างไร ? แล้วคนในตระกูลหลินล่ะจะคิดอย่างไร ?
เพราะอย่างนั้น เขาจึงทำได้เพียงกดความกังวลที่อยู่ในใจเอาไว้ ฝืนยิ้มให้หลินเจี้ยนเสวี่ย และพยายามรักษาความสงบต่อหน้าทุกคนเอาไว้
หลินเจี้ยนเสวี่ยมองท่าทางของทั้งสองคนที่กำลังกังวล แต่...กลับพยายามทำเป็นสงบนิ่งแล้วก็หัวเราะเยาะในใจ
“อวี่ไป๋ คุณเอาผ้าอ้อมพวกนั้นไปซักให้ฉันหน่อยนะ ฉันจำได้ว่าพี่ซักผ้าสะอาดที่สุดเลยนี่”
เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางเลื่อนกะละมังที่เต็มไปด้วยผ้าอ้อมสกปรกไปตรงหน้าเจียงอวี่ไป๋
เจียงอวี่ไป๋ได้ยินอย่างนั้น สีหน้าก็แข็งไป แต่...ก็ไม่สะดวกจะพูดอะไร จึงได้แต่กัดฟันรับกะละมังผ้าอ้อมสกปรกจากหลินเจี้ยนเสวี่ย แล้วหันหลังเดินออกจากห้องพักคนไข้ไป
ต่งไฉเซี่ยเห็นดังนั้นก็รีบหาข้ออ้างทันที “เจี้ยนเสวี่ยจ๊ะ เดี๋ยวป้าไปดูอวี่ไป๋หน่อยนะ เขาซุ่มซ่ามจะตาย ป้ากลัวว่าจะซักไม่สะอาด”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ อวี่ไป๋โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ซักผ้าอ้อมไม่กี่ผืนจะไม่สะอาดได้ยังไงคะ ? ป้าไม่ต้องห่วงหรอก”
หลินเจี้ยนเสวี่ยรั้งแขนต่งไฉเซี่ยเอาไว้ พร้อมกับฉีกยิ้มหวาน “ฉันยังมีเรื่องสำคัญกว่านั้นอยากให้ป้าช่วยค่ะ”
ต่งไฉเซี่ยถูกหลินเจี้ยนเสวี่ยดึงเอาไว้จนขยับไปไหนไม่ได้ จึงได้แต่ฝืนหัวเราะออกมาแล้วถามว่า
“มีเรื่องอะไรให้ป้าช่วยเหรอ ?”
“รบกวนป้าต่งช่วยเปลี่ยนผ้าอ้อมให้น้องชายฉันหน่อยนะคะ ฉันไม่รู้วิธีเปลี่ยนผ้าอ้อมเลยค่ะ”
“อ๋อ ได้สิ” เมื่อเจอกับรอยยิ้มสดใสของหลินเจี้ยนเสวี่ยเข้า ต่งไฉเซี่ยก็ไม่สะดวกจะปฏิเสธจริง ๆ จึงได้แต่รับปากอย่างว่าง่าย
หลังจากนั้น หลินเจี้ยนเสวี่ยก็เหมือนลูกข่างที่หมุนไม่หยุด คอยสั่งให้เจียงอวี่ไป๋กับต่งไฉเซี่ยทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด เดี๋ยวก็ให้พวกเขาออกไปซื้อของ เดี๋ยวก็ให้ไปเอาน้ำ เดี๋ยวก็ให้ไปชงนมให้น้องชายเธอ
ทั้งสองคนถูกเธอใช้งานจนหัวหมุน ไม่มีแม้แต่เวลาจะได้พัก จนกระทั่งใกล้ฟ้าสาง หลินเจี้ยนเสวี่ยก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เปลือกตาเริ่มหนักจนแทบลืมไม่ขึ้น ตอนนั้นเองเธอถึงยอมปล่อยสองแม่ลูกนั้นไปชั่วคราว
“พ่อคะ วันนี้พ่อก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว หนูให้อวี่ไป๋ไปขอยืมเตียงพับจากพยาบาลมาให้แล้วค่ะ พ่อจะได้นอนพักสักหน่อย”
เธอขยี้ดวงตาที่แสบจนแทบลืมไม่ขึ้นแล้วพูดกับผู้เป็นพ่อต่อว่า
“หนูกับอวี่ไป๋จะกลับบ้านไปพักสักหน่อยนะคะ แล้วก็จะเตรียมกับข้าวมาให้ด้วย พรุ่งนี้เช้าจะได้เอามาให้พ่อกับแม่ค่ะ”
หลินเยว่เฟิงเห็นท่าทางเหนื่อยล้าของลูกสาวแล้วก็รีบโบกมือแล้วเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงสุดแสนจ่ะอ่อนโยนว่า
“เจี้ยนเสวี่ย คืนนี้หนูก็เหนื่อยมากแล้ว รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ เรื่องกับข้าวไม่ต้องเตรียมหรอก เดี๋ยวพ่อออกไปซื้อเองก็ได้”
หลินเจี้ยนเสวี่ยส่ายหน้ายืนกรานว่า “พ่อคะ อาหารที่ซื้อข้างนอกสารอาหารไม่เพียงพอเท่ากับอาหารที่ทำเองหรอกค่ะ แม่เพิ่งคลอด ร่างกายยังอ่อนแอต้องบำรุงให้ดีค่ะ”
เมื่อได้ยินเธอพูดแบบนั้น หลินเยว่เฟิงมองหลินอู้ที่ยังหลับอยู่บนเตียง แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก แค่กำชับให้พวกเขาเดินทางกลับบ้านอย่างระมัดระวังแค่นั้น
พอกลับมาถึงบ้าน ต่งไฉเซี่ยก็ทนรอไม่ไหวรีบลงมือทำซุปไก่ให้หลินอู่ทันที ในใจของหล่อนรู้สึกแปลกใจมาตลอดว่า ทำไมหลินอู่ถึงไม่เป็นอะไรเลย ทั้งที่ดื่มน้ำซุปไก่ที่หล่อนทำให้แท้ๆ ทำไมถึงยังคลอดลูกออกมาอย่างปลอดภัยอีก ?
หล่อนใส่ยาลงไปในน้ำซุปไก่เยอะขนาดนั้น แล้วทำไมหลินอู่ถึงไม่เป็นอะไรเลยนะ ? หรือว่า...ยาที่ใส่ลงไปไม่แรงพอ ?