LNCrawler

ตอนที่ 72

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 72

ตอนที่ 72


 

ฝนสาดทั้งเรือนจนพื้นลื่น น้ำไหลผสมโคลนเป็นสาย ทั้งเรือนกลายเป็นภาพเละเทะ

หลัวเหอทรุดลงบนพื้นโคลน “พวกเจ้าต้องการสิ่งใด! จะให้เราชดใช้อะไร บอกมา! พวกข้าไปทำอันใดให้ บ้านเมืองยังมีกฎหมายหรือไม่!!!”

เสียงเขาแตกพร่า

เฉินซื่อร้องไห้เสียงดัง “ข้าขอความเป็นธรรม! อย่างน้อยก็บอกก่อนเถิดว่าเราทำผิดสิ่งใด!”

แต่คำตอบที่ได้ มีเพียงเสียงไม้แตกและฝนที่ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ มีเพียงการทำลายที่ดำเนินไปอย่างบ้าคลั่งราวกับกำลังระบายโทสะ ราวกับตั้งใจให้ทั้งเรือนจดจำวันนี้ไปตลอดชีวิต

สายฝนยังคงสาดกระหน่ำไม่หยุด โคลนกระเด็นเปื้อนชายเสื้อของทุกคน เรือนหลักพังครึ่งหนึ่ง รั้วไม้ล้มระเนระนาด ข้าวของกระจัดกระจายราวผ่านสงคราม

พ่อบ้านสกุลเจียงยืนอยู่ใต้ร่มกระดาษน้ำมันที่บ่าวถือให้ เขายืนมือไพล่หลัง มองภาพตรงหน้าด้วยแววตาเรียบเฉย น้ำฝนไม่แม้แต่จะกระเซ็นต้องปลายรองเท้า

จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเอ้อระเหย “พวกเจ้าช่างไม่เจียมตัวนัก” น้ำเสียงไม่ได้ดัง แต่ชัดถ้อยชัดคำ “กล้ายื่นมือมาสอดเรื่องสำคัญในจวนสกุลเจียงของพวกข้า คงคิดไม่ถึงว่าจะมีวันนี้สินะ”

เขามองหลัวเหอที่ยืนตัวสั่น เสื้อผ้าเปียกแนบลำตัว เมื่อได้ยินคำว่าสกุลเจียง ด้วยสายตาดูแคลน

“คิดว่าจวนนายอำเภอจะกล้าคุ้มครองพวกเจ้าหรือ” ริมฝีปากยกขึ้นเล็กน้อย “เทพเซียนสู้กัน คนที่พังก่อนล้วนเป็นเบี้ยไร้ค่าเช่นพวกเจ้านี่แหละ”

หลัวเหอหน้าซีด เขาเริ่มใคร่ครวญได้แล้วว่าสาเหตุของเรื่องราวมาจากที่ใด ดูเหมือนว่าจวนนายอำเภอจะใช้พวกเขาเป็นแพะรับบาปทั้งหมด

ไม่แน่ว่านังเด็กนั้นอาจจะ…

เฉินซื่อร้องไห้สะอึกสะอื้น ยังคงพยายามปัดเรื่องให้พ้นตัว “พวกเราไม่รู้เรื่องจริงๆ ท่าน…ต้องมีความเข้าใจผิด…”

พ่อบ้านหัวเราะในลำคอเบาๆ “เข้าใจผิด?”

เขากวาดสายตามองรอบเรือน “เมื่อคืนวานนายท่านผู้เฒ่าของข้าโกรธจนล้มป่วย แค่คำว่าเข้าใจผิด แล้วเรื่องจะจบเช่นนั้นหรือ!!!”

คำพูดนั้นทำให้ทั้งเรือนตัวแข็ง

หลัวชิงเผลอถอยหลัง ตั้งแต่ที่พวกเหยาอวี้ไปเหออัน นางก็รับรู้แล้วว่าบิดากับมารดาทำข้อตกลงอันใดกับหลัวเซิน นางยังคิดจะฮุบของหมั้นนี้ให้กลายเป็นสินเดิมนางยามออกเรือน ไม่คิดเลยว่ามันอาจจะกลายเป็นเคราะห์ร้ายของบ้านนาง

พ่อบ้านเจียงตวาดเสียงดังขึ้นทันที “จงคืนของหมั้นของสกุลเจียงมาให้หมด มิเช่นนั้นอย่าคิดว่าข้าจะละเว้น!”

หลัวเหอรีบคุกเข่าลงในโคลน “คืนๆ ข้าจะคืนทุกอย่าง!”

เสียงเขาสั่น ดีที่ยังไม่ได้ใช้ เพราะเขาต้องรอฟังข่าวดีจากหลัวเซิน ยามนั้นยังคิดเลยว่าหากนังหลานตัวดีได้ดีไป ยังคิดจะไปไถเงินเพิ่ม แต่ดูจากสภาพที่เกิดขึ้นกับเรือนเขาแล้ว กระทั่งเหยาอวี้ก็คงยังเอาตัวไม่รอด…หลัวเหอคิดอย่างหวาดกลัว

เขารีบวิ่งไปในเรือนเอาหีบเงินออกมา มือสั่นจนแทบเปิดฝาไม่ออก เงินตำลึงเพิ่งได้มาไม่นานถูกยกออกมาวางกลางฝน ส่วนของอื่นๆ ก็ถูกทุบทำลายจนพังไปหมดแล้ว

เฉินซื่อสะอื้น “พวกผ้าไหม กับสมุนไพร ถูกทำลายไปหมดแล้วเจ้าค่ะ…”

พ่อบ้านมองเพียงครู่เดียว แล้วเบะปาก ให้บ่าวไปเก็บเงินกลับมา

ความจริงเงินกับของไม่กี่ชิ้นที่พวกนายอำเภอตัดแบ่งมาเพียงน้อยนิดนั้น ยังไม่นับว่าเป็นกี่ส่วนของที่สกุลเจียงนำออกมาเป็นของหมั้นเลยด้วยซ้ำ แต่ที่พวกเขามาวันนี้ก็เพื่อตักเตือนให้หลาบจำ และที่มากกว่านั้นก็คือ…

พ่อบ้านหันไปจ้องหลัวเหอ ก่อนจะเกริ่นเข้าเรื่องที่ทำให้เขาต้องมาด้วยตนเอง ในทำนองเดียวกับที่เคยกล่าวกับนายอำเภอ แต่ว่ามิได้ต้องเกรงใจนัก เพราะเขาสามารถข่มขู่ได้อย่างไม่มีขอบเขต!

“นังหนูที่พวกเจ้าส่งมาดูเหมือนว่าจะรับโทสะของนายท่านตระกูลข้าไม่ไหว….” พูดไว้ตรงนี้ก็ละไว้ให้พวกเขาคาดเดากันเอาเอง

“หากเด็กนั่นเกิดเป็นอะไรขึ้นในจวนข้า ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด พวกเจ้าย่อมอาศัยความเป็นญาติมาฟ้องร้องเอาความมิใช่หรือ” เสียงฝนตกหนักขึ้นราวกับขับเน้นถ้อยคำ “เช่นนั้น คงต้องทำลายพวกเจ้าไปด้วยกันเสียก่อน จะได้ไม่เหลือใครมาร้องเรียน ระบายโทสะให้คุณชายรองของพวกข้าเสียให้สิ้นเรื่อง …แต่แค่พังบ้านพวกเจ้าก็ดูเหมือนจะยังไม่อาจสร้างความพอใจให้พวกนายท่านได้”

คำพูดนั้นทำให้ทั้งเรือนหน้าซีดเผือด เริ่มคิดไปต่างๆ นานา ว่าจะถูกคิดบัญชีเช่นไร

แต่พ่อบ้างเจียงยังข่มขู่ไม่พอใจ จึงพูดต่ออีกว่า

“มิใช่ว่าเจ้ามีหลานชายที่ดูมีแววอยู่ผู้หนึ่งซึ่งกำลังสอบมิใช่หรือ…”

น้ำเสียงเย็นเฉียบ “หากอนาคตเขาได้เป็นซิ่วไฉขึ้นมา พวกข้าคงลำบากแย่ ถ้าให้ดีข้าควรตัดไฟตั้งแต่ต้นลมหรือไม่…ดูเหมือนว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันที่เขาออกจากโถงสอบพอดี เจ้าว่าควร…” เขายกมือขึ้นช้าๆ ใช้นิ้วโป้งขีดผ่านลำคอเป็นเส้นตรง “ดีหรือไม่?”

หลัวเหอหน้าขาวซีด ริมฝีปากสั่น ทุกคนก็ไม่ต่างกับโดยเฉพาะหลัวจิ้นกับหม่าซื่อที่แทบกรีดร้องเสียสติ

หลัวหนิวร้องลั่น “อย่าแตะต้องพี่ข้า!”

พ่อบ้านมองอย่างเย็นชามองสภาพบ้านของพวกเขาแล้วกล่าวว่า “ยังคิดว่าพวกข้าไม่กล้ารึ”

และในจังหวะนั้นเอง หม่าซื่อสติแตก นางตะโกนเสียงแหลม

“ตัดขาดเจ้าค่ะท่านพ่อ! ต้องตัดขาดกับพวกนาง!”

นางหันไปเขย่าหลัวเหออย่างแรง “เขียนหนังสือตัดขาดเดี๋ยวนี้! อย่าให้พวกเราต้องซวยไปด้วย! ลูกข้ายังมีอนาคต เขาคือขุนนาง เขาคือความหวัง ท่านต้องตัดขาด!!!”

เฉินซื่อรีบพยักหน้ารัว ทั้งน้ำตาไหลอาบแก้ม เป็นครั้งแรกที่เห็นด้วยกับลูกสะใภ้ “ใช่ๆ! จะฆ่าจะแกงพวกนางอย่างไรก็ได้ พวกข้าไม่มีวันไปตีฆ้องร้องขอความเป็นธรรมเด็ดขาด!” นางยกมือไหว้พ่อบ้านเจียงแทบจะกราบลงกับพื้น

“เพื่อความสบายใจ สามีข้าจะเขียนหนังสือตัดขาดทันทีเจ้าค่ะ!”

“ต่อจากนี้ทุกสิ่งที่เกิดแก่พวกนาง พวกข้าไม่เกี่ยวข้องตลอดไป!”

“ตัดขาด!!!”

หลัวเหอหันมองลูกหลานที่ตะโกนตัดขาดต่อๆ กัน ใบหน้าซีดเผือด เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก รู้สึกเหมือนเห็นทางรอด “ตัดขาด…ตัดขาด…”

เสียงเขาสั่น “ข้าจะเขียนเดี๋ยวนี้”

ทุกคนไปออกันที่หน้าบ้านของผู้นำหมู่บ้าน เคาะประตูอย่างแรงเพื่อขอความช่วยเหลือ

กระดาษกับหมึกถูกนำมาอย่างเร่งรีบ มือของหลัวเหอสั่นจนแทบจับพู่กันไม่อยู่

ผู้นำหมู่บ้านกลายเป็นพยานที่ไม่มีแม้แต่เวลาไกล่เกลี่ย แต่ถึงอย่างไรหลัวเหอก็นับว่าเป็นผู้อาวุโสของตระกูลหลัวแล้ว จึงไม่ต้องรอผู้ที่มายืนยันอีก

ทุกอย่างดำเนินไปท่ามกลางสายฝนที่ยังไม่หยุด

เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นพ่อบ้านเจียงจึงกล่าวไม่กี่คำแล้วหันหลังกลับขึ้นรถม้าไป

“จำไว้ให้ดี ต่อจากนี้พวกเจ้าไม่มีสายสัมพันธ์ใดกับจางซื่อและหลัวเหยาอวี้อีก”

คำพูดนั้นมิได้ทำให้ผู้ใดเอะใจเลย ได้แต่พยักหน้ารัวๆ เพื่อให้มันผ่านพ้นไป

บ่าวชายกำยำทยอยถอนตัวออกจากเรือน แต่ไม่ลืมที่จะหยิบเอาของบางอย่างในเรือนเล็กออกมา เพราะถูกกำชับไว้

เหลือไว้เพียงซากบ้านที่พังพินาศของบ้านสกุลหลัว และใบหน้าซีดเผือกของพวกเขาทุกคน เรื่องในวันนี้กลายเป็นที่หวาดกลัวของผู้คนในหลัวซาน กระทั่งไม่กล้าไปยังเหออันด้วยซ้ำ

ฝนค่อยๆ ซาลง แต่ความหนาวกลับแทรกซึมเข้าไปถึงกระดูก

หลัวเหอทรุดลงกลางลานโคลน รู้สึกเหมือนอายุไขสั้นลงนับสิบปี

เฉินซื่อสะอื้น

หม่าซื่อยังตัวสั่น

หลัวจิ้นยืนนิ่งราวถูกตัดวิญญาณ เขาเป็นชายแข็งแรงคนเดียวในบ้านที่ไม่กล้าขัดขืนเลยแม้แต่น้อย

ทุกคนกอดกันร้องไห้

พวกเขารอด แต่สิ่งที่แลกมา คือบ้านที่เละเทะ กับเงินไม่ตำลึง


 

ภายในรถม้า พ่อบ้านสกุลเจียงมองหนังสือตัดขาดในมือ เขาเพียงเหลือบมองถ้อยคำไม่กี่บรรทัดนั้นอย่างพอใจ

ใช่แล้ว นี่คือวัตถุประสงค์หลักในการมาเยือนสกุลหลัวที่หลัวซานครั้งนี้


 

“ข้าตกใจมากจริงๆ มิคิดเลยว่าจวนตู้จะเป็นดังจวนกินคน”

จางซื่อที่ถูกรับตัวมาข้างกำแพงจวนนายอำเภอ ถึงกับมึนหัวในเรื่องราวที่ซับซ้อน ตอนนั้นนางก็แค่คิดว่าโชคดีแปลกๆ แม้จะเอะใจ แต่ก็ไม่ใส่ใจเท่าที่ควร เพราะในใจนางหมดไปกับคำว่าเหออันไปแล้ว

มองสภาพเรือนใหม่ที่ใหญ่โตโอ่อ่าหรูหรากว้างขวางกว่าเรือนรับรองในจวนนายอำเภอมากด้วยความพอใจ

เหยาอวี้หัวเราะให้กับมารดาที่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เพียงสบถมาไม่กี่คำ แล้วก็พยักหน้าว่า…ดีแล้ว

ไม่รู้ต้องเคยประสบพบเจอเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากเพียงใด จึงทำให้อื่นๆ กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปด้วย

ต้องยอมรับว่าถึงตอนนี้นางก็ยังมองมารดาไม่ออกอยู่บ้าง