ตอนที่ 73
ตอนที่ 73
ตอนที่ 73
การข่มขู่นายอำเภอตู้มิใช่แค่สั่งสอนพวกตระกูลหลัวเท่านั้น แต่เพื่อเป็นการรับมารดาของนางโดยมิให้พวกเขารู้ตัว
ซึ่งการหาตัวจางซื่อก็ไม่ยากนัก ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่เหยาอวี้ระบุ มิใช่หน้าตา มิใช่ความงาม หรือส่วนสูง แต่เป็นสตรีผู้สวมหมวกสานปีกกว้าง มีผ้าคลุมสีหม่นปิดมิดชิดถึงบ่า และยังมีผ้าปิดหน้าซ้อนอีกชั้นหนึ่ง แม้ในวันที่มิได้มีแดดแรงก็ตาม
เท่านั้นก็เป็นการยืนยันตัวตนแล้ว
เมื่อรถม้าของจวนเจียงมาจอดเทียบตรงหน้าอย่างไม่ให้สัญญาณล่วงหน้า เสียงล้อบดกรวดดังครืดคราดท่ามกลางอากาศชื้นครึ้ม จางซื่อรู้สึกเลือดในกายเย็นวาบ
นางยังมิทันได้หันหนี บ่าวชายร่างกำยำสองคนก็ลงจากรถม้า ก้าวเข้ามาประกบสองข้างโดยมิเอ่ยคำ มือหยาบกร้านคว้าแขนนางไว้แน่น แรงดึงนั้นมิได้รุนแรงถึงกับทำร้าย แต่แน่นหนาพอให้รู้ว่าไร้ทางขัดขืน
หัวใจของจางซื่อเต้นรัวจนแทบทะลุอก ถึงขั้นคิดแล้วว่าถูกคนพวกนั้นพบตัว และอาจถูกสังหารทิ้ง น้ำตาไหลพราก
ตลอดทางในรถม้าที่แล่นผ่านถนนขรุขระ ร่างของนางสั่นเทาอยู่ใต้ผ้าคลุมหนา ลมหายใจติดขัดเหมือนมีหินก้อนใหญ่ทับอยู่บนอก
ก่อนหน้านี้ นางยังกังวลอยู่แทบขาดใจว่าเหตุใดเหยาอวี้จึงมิกลับเรือน ในค่ำคืนที่บุตรสาวหายไป นางแทบมิได้นอน ความคิดเลวร้ายแล่นวูบเข้ามาไม่หยุด
แต่ยามนี้กลับขั้นคิดว่าดีแล้วที่บุตรสาวนางรอด ให้นางตายคนเดียวก็ไม่เป็นไร
รถม้าแล่นผ่านตรอกเงียบ เปลี่ยนทิศเข้าสู่เขตเรือนใหญ่ เสียงล้อค่อยๆ ชะลอลง
แล้วหยุด….
ม่านรถถูกเปิดออก อากาศภายนอกชื้นเย็นพัดเข้ามาปะทะใบหน้า และในวินาทีนั้นเอง เสียงใสใสของเด็กหญิงก็ดังขึ้นนอกรถ
เป็นเสียงที่คุ้นเคยยิ่งกว่าเสียงใดในโลก
เสียงที่นางเฝ้าคิดถึงทั้งคืนทั้งวัน
จางซื่อชะงัก
ลมหายใจสะดุด ความตึงเครียดที่สะสมมาตลอดหลายวันเหมือนถูกตัดขาดฉับพลัน หัวใจที่เคยเต้นรัวพลันหวิวโหวง ภาพตรงหน้าพร่าเลือน เข่าทรุดโดยไม่รู้ตัว มือที่กำชายผ้าแน่นคลายออก ร่างทั้งร่างเอนล้มลงข้างรถม้าอย่างไร้เรี่ยวแรง
ร่างของสตรีผู้ผ่านความหวาดหวั่นมาตั้งแต่ถึงเหออัน ในที่สุดก็ยอมแพ้ให้กับความอ่อนล้าที่กดทับมานาน
ล้มลงต่อหน้าบุตรสาวของตนเอง
“ท่านแม่!!!”
แต่ก็อย่างที่ทราบ ถึงอย่างไรเหยาอวี้ก็คือหมอ ไม่ถึงชั่วแก้วชาจิบ จางซื่อก็ได้สติขึ้นมาในเรือนใหม่แห่งนี้ พร้อมกับได้รับรู้ถึงเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ
“เช่นนั้นยามนี้เจ้ากลายเป็นบุตรบุญธรรมของสาขารองสกุลเจียงแล้วหรือ” จางซื่อพยักหน้ายิ้มให้อย่างพึงใจ เมื่อบุตรสาวฐานะเริ่มดีขึ้นนางจึงรู้สึกมั่นคงนัก
“ในทางปฏิบัติข้าได้ยกน้ำชาคำนับนายท่านรอง กับฮูหยินของเขาไปแล้วเจ้าค่ะ” เหยาอวี้บอก แล้วกดเสียงลงอีกว่า “ต้องรอพวกพ่อบ้านไปนำหนังสือตัดขาดจากท่านปู่ ถึงตอนนั้นค่อยนำชื่อข้าเข้าสู่ทะเบียนครัวเรือนต่อไปเจ้าค่ะ ส่วนท่าน…” นางพูดถึงตรงนี้ก็หยุดไป เพราะไม่รู้จะจัดวางมารดาไว้ที่ใด เพราะดูเหมือนนางจะกลัวอยู่ที่นี่นัก
“เจ้าพูดเช่นนี้ ก็แปลว่าเราต้องอยู่ที่เหออันถาวรแล้วหรือ!?” จางซื่อมิได้สนใจเรื่องใดเลยนอกจากเรื่องนี้ จึงโพล่งออกมา
เหยาอวี้ที่รู้ว่ามารดาหวาดกลัวเหออันยิ่งนัก ในใจยังมีความคิดที่อยากจะสอบถามอีกสักครั้ง แต่เห็นว่าหลายวันมานี้นางได้รับความสะเทือนใจไม่น้อย ย่อมไม่อาจทนรับการบีบคั้นมากนัก จึงได้แต่ตอบว่า “ต้องทำให้ท่านแม่ไม่สบายใจแล้วเจ้าค่ะ”
จางซื่อมองบุตรสาวตาละห้อย นางรู้ว่ากว่าจะมีวันนี้ได้ก็ไม่ง่าย เมื่อรู้ว่าตนกำลังจะทำให้บุตรสาวลำบากใจ จึงได้แต่พูดอย่างหมดอาลัยตายอยากว่า “เช่นนั้นให้ข้าอยู่เงียบๆ ในเรือนเถิด อย่าได้นำชื่อข้าออกสู่สาธารณะเลย”
เหยาอวี้กระพริบตาเบาๆ ก่อนที่จะพยักหน้าตอบรับ
ถัดไปอีกวันพ่อบ้านที่ไปยังหลัวซานก็กลับมาพร้อมหนังสือตัดขาดซึ่งมีตราประทับผู้นำหมู่บ้านรับรองก็ถูกวางลงบนโต๊ะหินในห้องโถงด้านใน ห้องบรรพชนของสกุลเจียงจึงถูกเปิดออกเพื่อเพิ่มชื่อสมาชิกใหม่ของตระกูล
ประตูไม้หนาหนักส่งเสียงครืดเบาๆ กลิ่นไม้เก่าและควันธูปลอยอวลอยู่ภายใน แผ่นป้ายวิญญาณเรียงรายเป็นระเบียบ
ท่านผู้เฒ่าเจียง ยืนอยู่หน้าสุด สีหน้าสงบนิ่งกว่าเมื่อหลายวันก่อนมากนัก ข้างกายคือฮูหยินผู้เฒ่า ที่แม้ยังมีแววลังเลบางส่วนในดวงตา แต่ก็ไม่กล่าวคัดค้านอันใด
เจียงเฉิง นายท่านใหญ่ของจวน ยืนมือไพล่หลัง สีหน้าเคร่งขรึม ยังมีรอยคล้ำเล็กน้อยจากสถานการณ์ที่ผ่านมาในจวน แต่ก็ดูดีขึ้นกว่าเมื่อวานมาก เคียงข้างคือเจี่ยซื่อ ฮูหยินใหญ่ ผู้มีท่าทีสุขุม นางมองเหยาอวี้ด้วยสายตาประเมิน แต่ไม่ปรากฏความดูหมิ่นแต่อย่างใด
ด้านหนึ่งของห้อง เจียงเจ๋อหมิน พี่ใหญ่ วัยสิบเจ็ด ยืนตัวตรง พยายามรักษาท่าทีสงบ ทว่าดวงตายังฉายแววสับสนเล็กน้อย แต่ในเมื่อเรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้ เขาย่อมต้องมองภาพรวมมากกว่า ข้างๆ เขาคือ เจียงจื่อหรง น้องสาม วัยสิบสาม แอบชำเลืองมองเหยาอวี้อยู่เป็นระยะ ใบหน้าเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นมากกว่าความเป็นศัตรูดังในช่วงแรก เพราะถึงยามนี้นางรู้ว่าแล้วแท้จริงแล้วพี่รองของนางถูกคนที่นางอยากได้เป็นพี่สะใภ้หักหน้าพวกนางทั้งตระกูล
อีกฝั่งหนึ่ง เจียงอวี้เหิง นายท่านรอง ผู้เป็นบิดาของเจียงมู่ไป๋ ยืนสงบนิ่ง กับเฉียนซื่อมารดาของเจียงมู่ไป๋ สีหน้าของนางอ่อนโยนกว่าผู้ใดในห้องที่ได้บุตรสาวเพิ่มมาอีกคน ทั้งยังเป็นความหวังที่บุตรชายของนางจะหายดีด้วย
เพราะสิ่งที่เหยาอวี้ขอแลกเปลี่ยนความคุ้มครองจากพวกเขาในห้องโถงยามนั้นคือ ร่างกายของเจียงมู่ไป๋นั่นเอง
และท้ายสุด เจียงมู่ไป๋ ยืนอยู่ไม่ห่างจากเสาหลัก สีหน้าซีดจางดังเดิม แต่ท่าทางสงบมั่นคง ดวงตาเรียวยาวทอดมองเหตุการณ์ด้วยความคิดที่อ่านไม่ออก
เมื่อธูปถูกจุดขึ้น ควันบางลอยช้าๆ สู่เพดาน
ท่านผู้เฒ่าเจียงกล่าวถ้อยคำสั้นกระชับ แจ้งต่อบรรพชนว่า วันนี้จวนจะรับบุตรสาวหลานสาวบุญธรรมเข้าตระกูล
เหยาอวี้ก็คุกเข่าลงอย่างสำรวม
พิธีมิได้ยืดยาว เพียงการคำนับต่อป้ายวิญญาณ การบันทึกชื่อใหม่ลงในทะเบียนครัวเรือน
และการประกาศต่อหน้าสมาชิกทั้งเรือนว่า ต่อจากนี้ เหยาอวี้คือ บุตรสาวบุญธรรมของเจียงอวี้เหิง และเฉียนซื่อ เป็นหลานลำดับที่สี่ของสกุลเจียง
เจียงเหยาอวี้
เสียงกระดิ่งลมหน้าชานดังแผ่วเบา ภายนอก แดดยามสายส่องลอดผ่านช่องหน้าต่าง
เจียงเฉิงกล่าวสั้นๆ ว่า “ตั้งแต่นี้ไป จงประพฤติตนให้สมกับชื่อสกุลเจียง”
เจียงมู่ไป๋มองเหยาอวี้อยู่ครู่หนึ่ง
จากภรรยาก็กลายเป็นน้องสี่ เจียงมู่ไป๋ก็ไม่รู้ว่าควรจะต้องรู้สึกเช่นไรกับความสัมพันที่ซับซ้อนนี้ แต่ถือว่าเขาได้รับปากหญิงสาวไว้แล้ว อีกทั้งเจียงเฉิงก็เห็นด้วย เพราะถึงอย่างไรหากมีหมอเก่งๆ ถูกเลี้ยงไว้ในจวน ก็ย่อมเป็นการดี
อีกทั้งเด็กหญิงก็ยืนกรานหนักแน่นว่ามิต้องการตำแหน่งภรรยาของเขา
นายท่านผู้เฒ่าที่ถูกนางช่วยชีวิตไว้จึงคิดรับนางเป็นหลานบุญธรรม ภายใต้ชื่อของเจียงอวี้เหิง เพื่อจะได้ดูแลเจียงมู่ไป๋ให้หายดี นี่คือความหวังสูงสุดในชีวิตของเขาแล้ว
แน่นอนว่าการรับหลานบุญธรรมท่ามกลางข่าวลือ
เรื่องสลับตัวเจ้าสาวบ้าง
เรื่องไร้ซึ่งเจ้าสาวบ้าง
ต่างโต้แย้งไปมา
หลายฝ่ายย่อมคาดเดาที่มาของเด็กหญิงออก
หากแต่ว่าคนทั้งจวนเจียงล้วนพูดในทิศทางเดียวกันว่านางคือบุตรบุญธรรมแล้ว เป็นน้องสาวของเจียงมู่ไป๋ ไม่ว่าข่าวลือจะคาดเดาไปทางไหน นางหาได้ใส่ใจ
ความคิดมีเป็นสิบ ฝีปากมีเป็นร้อย นางรู้ดีว่ากระดาษไม่อาจห่อไฟ
แต่ฐานะทางการของนางคือบุตรบุญธรรมของเจียงอวี้เหิง เพียงเท่านี้นางก็พอใจมากแล้ว
ท่ามกลางคลื่นข่าวลือที่ไม่รู้จะหันเหไปทางใด หลังการประกาศรับบุตรสาวบุญธรรมของสกุลเจียง ก็มีขบวนของขวัญจำนวนมากจากจวนของพานกวนตู้ ส่งถึงหน้าประตูจวนเจียง เพื่อแสดงความยินดีอย่างเอริกเกริก
ยามนี้แม้แต่นายท่านเจียงที่เคยเค้นทุกเส้นสายเพียงเพื่อให้ได้รับการผ่อนปรนเรื่องที่ท่าเรือจากพานเหยียนซูถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก
แม้ว่างานแต่งของเจียงมู่ไป๋จะได้รับการตอบรับเทียบเชิญจากพวกเขา แต่ทุกคนในชนชั้นสูงต่างรู้ดีว่านี่เป็นเพียงงานสังคมอย่างหนึ่ง จึงไม่แปลกที่จะมาร่วมงานมงคลนี้
แต่ของขวัญยินดีจำนวนมากนี้ กลับถูกหอบมาถึงหน้าจวน ซึ่งมันมากกว่าของขวัญแต่งงานที่พานเหยียนซูให้มาเสียอีก
มีเพียงเหยาอวี้ที่รับรู้สาเหตุของเรื่องราวได้ เพราะคิดว่าพานเหยียนซูคงรู้แล้วว่านางคือใคร จึงบอกให้รับมาโดยมิต้องคิดมาก เพราะนางกับจวนพานนั้นสนิทกันดี
สนิทกันดี? !!!
เจ้ากล้าใช้คำว่าสนิทกันดีกับจวนพานเชียวหรือ?
ที่เป็นคำถามในใจทุกคน แต่ไม่มีใครกล้าพูดออกไปให้ขายขี้หน้า
เป็นถึงนายท่านให้ของจวนคหบดีที่ทำกิจการผ้าไหมทั่วทั้งมณฑล จะมีเส้นสายที่เบาบางกว่าเด็กหญิงนางหนึ่งได้อย่างไร
และสิ่งที่ตื่นตระหนกกว่านั้นยังมีอีก เพราะไม่ใช่แค่ของขวัญยินดีจำนวนมาก ยังมีเทียบเชิญส่วนตัวจากจวนพานที่ระบุชื่อเพียงเหยาอวี้เท่านั้นอีกด้วย
ยามนี้ถึงแม้จะไม่ยากเชื่อ ก็ต้องเชื่อแล้วว่า สนิทกันจริงๆ !!!
ดังนั้นของขวัญเหล่านี้พวกเขาจะกล้ารับไว้ที่ตระกูลหลักหรือ ทั้งหมดจึงถูกลำเลียงไปที่เรือนฝั่งตะวันตกของพวกตระกูลสาขา
เพียงไม่นานห้องของเหยาอวี้ที่ว่างเปล่าเพราะเพิ่งถูกปัดกวาดเช็ดถูเพื่อต้อนรับเจ้านายใหม่เมื่อไม่นานมานี้ ก็อัดแน่นไปด้วยของขวัญจำนวนมาก