LNCrawler

ตอนที่ 74

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 74

ตอนที่ 74


 

เพื่อไม่ให้เสียเวลา เหยาอวี้จึงออกจากเรือนตั้งแต่แดดยังไม่แรงนัก มุ่งหน้าไปยังเรือนของเจียงมู่ไป๋โดยตรง

สกุลเจียงเป็นตระกูลคหบดีใหญ่ อาณาเขตของจวนกว้างขวางจนแทบเทียบได้กับคฤหาสน์ขุนนางระดับกลาง เรือนหลักตั้งอยู่ตอนกลาง พื้นหินปูเรียบร้อย สวนไม้ประดับจัดวางอย่างมีระเบียบ ทางเดินเชื่อมต่อกันเป็นสายราวใยแมงมุม

แต่ละเขตถูกแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน

ฝั่งตะวันตกคือเขตของตระกูลสาขารอง อันเป็นเรือนของเจียงอวี้เหิง บิดาของเจียงมู่ไป๋

บริเวณนั้นมิได้มีเพียงเรือนเดียว หากกระจายเป็นเรือนน้อยใหญ่หลายหลัง บางหลังมีผู้อยู่อาศัย บางหลังปิดประตูเงียบงันมานานหลายปี

ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามาอย่างจางซื่อและเหยาอวี้ การจัดสรรเรือนจึงมิใช่เรื่องลำบาก

จางซื่อเลือกเรือนที่ลึกเข้าไปด้านในสุดของเขตตะวันตก เรือนนั้นอยู่ติดแนวไม้ไผ่ เงียบสงบ ห่างไกลจากทางเดินหลัก ผู้คนผ่านน้อยนัก

นางแสดงท่าทีชัดเจนว่ามิประสงค์จะสุงสิงกับผู้ใด

ความสงบเสงี่ยม เก็บเนื้อเก็บตัวของนาง กลับทำให้คนในตระกูลเจียงพึงพอใจมากกว่าสงสัย

ส่วนเหยาอวี้ถูกจัดให้อยู่เรือนเล็กข้างๆ ใกล้กับเรือนของเจียงมู่ไป๋ ระยะทางเพียงเดินผ่านลานหินและแนวต้นหลิวไม่กี่ต้นก็ถึง เพื่อความสะดวกให้การดูแลเขาด้วย

เหตุผลนั้นไม่มีผู้ใดเอ่ยชัด แต่ทุกคนรู้แก่ใจ ว่าเด็กหญิงผู้นี้เข้ามาในจวนเพื่อสิ่งใด

เรือนของเจียงมู่ไป๋แม้จะอยู่ในเขตสาขารอง แต่กลับดูแลอย่างดี ทางเดินสะอาดไร้ใบไม้แห้ง บ่าวรับใช้เดินเข้าออกอย่างเป็นระเบียบ ภายในเรือน นอกจากห้องพักและโถงรับแขก ยังมีห้องหนังสือส่วนตัวที่กว้างขวาง

ชั้นไม้สูงจรดคานหลังคาเรียงรายด้วยตำราทั้งคัมภีร์สอบขุนนาง บันทึกประวัติศาสตร์ และตำราโบราณหายาก

ยามนี้ เหยาอวี้ยืนรออยู่หน้าห้องหนังสือ เพื่อรอให้พี่ชายบุญธรรมอนุญาตจะได้จับชีพจรเขาตามที่ควรทำ

ราวกับว่า ตั้งแต่นาทีที่ชื่อของนางถูกจารึกลงในผังตระกูล ชีวิตของนางก็ผูกพันกับเรือนหลังนี้อย่างน้อยหนึ่งปี

ไม่นานนัก ฉาไฉ บ่าวใกล้ชิดของเจียงมู่ไป๋ ก็เดินออกมารับนางด้วยท่าทีสุภาพ ก่อนผายมือเชื้อเชิญเข้าไปด้านใน

ประตูห้องหนังสือถูกเลื่อนเปิดออกอย่างเงียบเชียบ กลิ่นหมึกกับกระดาษเก่าผสมกับกลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ ลอยแตะปลายจมูก

ภายในห้อง เงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษเบาๆ

ช่วงนี้อากาศแปรปรวน ฝนตกแทบทุกวัน ฟ้าครึ้มยาวนาน ความชื้นเกาะตามพื้นหินและขอบหน้าต่างไม่เคยแห้งสนิท ความกดอากาศต่ำเช่นนี้ สำหรับคนทั่วไปอาจเพียงรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย แต่สำหรับผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ ย่อมเป็นภัยเงียบที่กัดกินช้าๆ

เทียบยาที่เหยาอวี้เคยจัดให้ก่อนหน้านี้ นับเวลาก็ผ่านมานานพอควรแล้ว

แม้ยานั้นจะช่วยให้เขาไอลดลง อาการหนาวสั่นยามค่ำคืนเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อต้องเผชิญอากาศชื้นอับเช่นนี้ทุกวัน การมิให้โรคกำเริบเลยย่อมมิใช่เรื่องง่าย

ทว่า ผู้ที่ดื่มกินยาจีนต่อเนื่องยาวนานย่อมรู้ดีว่า ในยาล้วนมีพิษสามส่วน

แม้จะเป็นยาบำรุง หากใช้ขนานเดิมซ้ำๆ ติดต่อกันนานเกินควร ร่างกายย่อมสะสมภาระโดยไม่รู้ตัว

ดังนั้น ถึงเวลาที่ต้องปรับเปลี่ยนยาแล้ว

เจียงมู่ไป๋นั่งอยู่ริมหน้าต่าง ร่างสูงโปร่งที่ผอมบางกว่าชายวัยเดียวกันเล็กน้อยถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกสีอ่อน เนื้อขนนุ่มหนาแนบไหล่ ทำให้ผิวซีดของเขายิ่งดูขาวจัด

แสงยามสายลอดผ่านกรอบหน้าต่าง ตกกระทบเส้นผมสีดำสนิทที่รวบไว้เรียบร้อย เผยให้เห็นแนวสันกรามคมชัด

ดวงตาเรียวยาวหลุบต่ำซ่อนแววแหลมคม กำลังกวาดมองตัวอักษรในตำราด้วยสมาธิแน่วแน่

“พี่รอง” เสียงใสเอ่ยเรียกอย่างสุภาพ ไม่ดังนัก แต่ชัดเจนพอให้ทะลุผ่านสมาธิของผู้ที่กำลังอ่านตำราอยู่

เจียงมู่ไป๋ขยับเปลือกตาขึ้นช้าๆ ดวงตาเรียวยาวที่เคยทอดต่ำเหนืออักษรหมึกดำ ค่อยๆ เงยขึ้นมองตรงหน้า แววตายังคงสงบนิ่ง หากแต่มีประกายรับรู้บางอย่างซ่อนอยู่ เขาปิดตำราอย่างเบามือ จากนั้นวางหนังสือลงบนโต๊ะไม้ข้างกายอย่างเป็นระเบียบ

แม้ใบหน้าจะยังซีดบางจากพิษไข้และอากาศชื้นตั้งแต่เมื่อคืน แต่โครงหน้าคมชัดกลับยิ่งเด่นชัดภายใต้แสงที่ส่องลอดหน้าต่างเข้ามา ขนเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกแนบไหล่ ขับให้ช่วงคอและแนวกรามดูยาวสง่า

เขาพยักหน้าเล็กน้อย เป็นการอนุญาตโดยไม่ต้องเอ่ยคำ

เหยาอวี้จึงก้าวเข้าไปใกล้ ระยะห่างระหว่างโต๊ะกับที่นั่งมิไกลนัก แต่บรรยากาศในห้องกลับนิ่งเงียบ

เจียงมู่ไป๋ยื่นมือออกมาอย่างรู้หน้าที่ ข้อมือผอมบางใต้แขนเสื้อขาวสะอาดวางนิ่งบนโต๊ะ

เหยาอวี้วางปลายนิ้วลงบนชีพจรของเขาอย่างเบามือ ผิวหนังใต้ปลายนิ้วเย็นกว่าที่ควรเล็กน้อย ชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอ บางครั้งชัด บางครั้งพร่าเลือน เหมือนสายลมที่พัดสะดุดเป็นช่วงๆ

นางมิได้แปลกใจ

ร่างกายของเจียงมู่ไป๋นั้น วิกฤตกว่าที่คนภายนอกเห็นนัก

เจียงมู่ไป๋เห็นใบนางขมวดคิ้วเพียงนิดก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย

หรือบางทีเขาไม่ควรหวัง…

ส่วนเหยาอวี้ที่จมกับลำดับการรักษาในหัวก็ยิ่งย่นหน้าผากลงไปอีก ไม่รู้เพราะความเงียบที่มากเกินไปนางจึงเงยหน้ามองดูสีหน้าคนไข้ ไม่รู้เพราะนางเริ่มชินกับความเคร่งขรึมของเขาแล้วหรือไม่ จึงจับได้ว่าเจ้าหนุ่มนี่กำลังสงสัยการรักษาของนาง

“ข้ารักษาท่านได้จริง” เหยาอวี้พูดพลางถอนหายใจอย่างจนใจนัก ไม่รู้ว่าคุณชายรองสกุลเจียงอยู่กับความผิดหวังมาแค่ไหนแล้ว แค่นางขมวดคิ้วเล็กน้อยยังทำให้เขาถึงกับมีสีหน้าปลอบใจตนเองอย่างสิ้นหวังเช่นนี้

ดูท่าคงต้องเยี่ยวยาจิตใจกันเสีย่ก่อน ในชีวิตก่อนหน้าก็จำได้ลางๆ อยู่ว่ามีคนไข้ไม่น้อยที่มันแคลงใจวิธีการรักษาของหมอ บ้างทีไม่ใช่แค่คนไข้ แม้แต่ญาติคนไข้ก็ยังเป็นปัญหาได้ ยิ่งกับในโลกที่ความรู้อยู่เพียงนิ้วมือ ข้อมูลที่มากมายนำมาซึ่งความสับสนก็ไม่น้อย

ดังนั้นการเรียนแพทย์จึงไม่ใช่แค่เก่งในการวินิจฉัย ยังมีจิตวิทยาการพูดอีกด้วย แต่นางก็ไม่ได้เชี่ยวชาญนัก

“คืองี้…ท่านต้องเข้าใจก่อนว่าโรคที่ท่านเป็นอยู่มิได้ง่ายหนัก และตัวข้าก็มีวิธีการรักษาอยู่หลายวิธี เพียงแต่ไม่ใช่ว่าทุกวิธีจะเหมาะสมกับร่างกายของท่านเจ้าค่ะ” เหยาอวี้ปรับวิธีพูดให้อ่อนโยนขึ้น นางรู้ดีว่าผู้ที่เจ็บป่วยตั้งแต่เล็ก ล้วนมีทัศนคติที่บ่มเพาะมานาน ย่อมส่งผลต่อจิตใจ

ขนาดแค่สตรีเป็นประจำเดือนเพียงไม่กี่วัน ช่วงเวลาที่ปวดท้อง เจ็บกระดูก แค่นั้นก็สร้างความหงุดหงิดให้กับสตรีทุกคนบนโลกแล้ว แต่เจียงมู่ไป๋นั้นต้องทนกับร่างกายที่เจ็บป่วยออดๆ แอดๆ อยู่ทุกวัน

หากเขายังร่าเริงได้ก็แปลกแล้ว

และนางจงใจใช้คำว่าโรค มิได้พูดว่าพิษ นั่นก็เพื่อไม่ให้เขาหวาดหวั่นจนเกินไป แม้จะไม่รู้ว่าชีวิตของเขาจะมีเรื่องให้หวาดหวั่นหรือไม่ก็ตาม

เจียงมู่ไป๋พยักหน้า เขามองเหยาอวี้เงียบๆ แววตาเรียวยาวทอดต่ำลงเล็กน้อย ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดของนาง

“เช่นนั้น…ในสายตาเจ้า …ร่างกายข้าอยู่ขั้นใด”

มิใช่เสียงประชด มิใช่เสียงทดสอบ แต่เป็นคำถามของผู้ที่ผ่านความหวังและความผิดหวังมามากพอจะไม่กล้าเชื่อสิ่งใดง่ายๆ

เหยาอวี้มิได้หลบสายตา “สูงสุดแล้วเจ้าค่ะ” คำนี้ไม่เกินจริงเลย เพราะหากเขาไม่เจอนาง ไม่เกินสองปี ต่อให้มีเทียบยาอันนั้นของนาง เขาก็ไม่รอดอยู่ดี

“แต่ยังอยู่ในขั้นที่ข้ารักษาได้ เพียงแต่ต้องใช้เวลา และต้องค่อยเป็นค่อยไป”

เจียงมู่ไป๋ยิ้มบางๆ มุมปากยกขึ้นเพียงน้อยนิด “หมอหลายคนก็กล่าวเช่นนี้”

คำพูดนั้นมิได้เสียดสี หากกลับสงบเกินไปเสียด้วยซ้ำ

เหยาอวี้รู้ทันทีว่านี่คือรอยแผลที่ฝังลึก นางถอนหายใจเบาๆ “ท่านทำได้เพียงเชื่อใจข้า เพราะนอกจากข้าแล้ว ไม่มีผู้ใดรักษาอาการของท่านได้แล้วเจ้าค่ะ”

คำนี้แม้จะดูอหังการ แต่ไม่เกินจริงเลย

“เข้าใจแล้ว” ชายหนุ่มยอมรับอย่างเงียบงัน

ส่วนเหยาอวี้กับเบะปากให้กับท่าทีเย็นชานี้ไม่น้อย

นางที่มีอายุมานับร้อยปียังไม่ได้มีมาดเยอะเท่าเขาด้วยซ้ำ จึงตีหน้าเคร่งขรึมจริงจังแล้วเอ่ยขึ้นว่า “ความจริงจิตใจสัมพันกับร่างกายมากเจ้าค่ะ ถ้าเป็นไปได้หากท่านทำจิตใจให้เบิกบาน ยิ้มที่หน้ากระจกทุกเช้า อาการของท่านจะหายเร็วขึ้นแน่นอน”

คำพูดนี้ทำให้ใบหน้าราบเรียบเกิดกระตุกเล็กน้อย

การยิ้มกลายเป็นการรักษาโรคได้ด้วยหรือ?

ย่อมต้องโกหกสินะ

เจียงมู่ไป๋คิด

เหยาอวี้เริ่มยักไหล่ไม่สนใจแววตาที่สับสนของเขาชั่วขณะ คนเคร่งขรึมเช่นนี้คงไม่รู้ว่านางพูดจริงหรือเล่น