ตอนที่ 75
ตอนที่ 75
ตอนที่ 75
สายตาของเหยาอวี้เหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งบนโต๊ะ หมึกยังไม่แห้งดีนัก จึงถูกวางพักไว้ข้างแท่นฝนหมึก
นางมิได้ตั้งใจจะแอบมอง หากแต่เพียงชั่ววินาทีที่สายตาไล่ผ่าน ก็รับรู้ได้ทันทีว่าเจ้าของลายมือนั้นมิใช่คนธรรมดา
ตัวอักษรเรียงตัวอย่างมั่นคง เส้นแนวนอนหนักแน่นดุจคานไม้รับน้ำหนัก เส้นแนวตั้งคมชัดดั่งดาบที่ชักออกจากฝัก จังหวะยกพู่กันมีแรงกดและผ่อนที่พอดี มิแข็งกระด้าง มิอ่อนยวบ ปลายเส้นเก็บอย่างเฉียบคม แฝงความเด็ดขาดโดยไม่ต้องโอ้อวด
อักษรทุกตัวตั้งตรง สง่างาม มีพลังในตัวเอง ยากจะเชื่อว่าออกมาจากมือที่ผอมบาง ซีดขาว และเส้นเลือดขึ้นชัดใต้ผิวหนังเช่นนั้น
ลายมือเช่นนี้ สมกับเป็นอั้นโฉ่วแห่งยุคโดยแท้
เหยาอวี้ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกถึงเรื่องสำคัญที่เกือบลืมไป นางเท้าคางอย่างไม่เรียบร้อย แล้วเรียกเขาเสียงหนึ่ง
“พี่รอง…ข้ายืมเครื่องเขียนของท่านได้หรือไม่เจ้าคะ”
นางชี้สายตาไปยังแท่นหมึก จานฝน พู่กัน และกระดาษที่วางเรียงอยู่เป็นระเบียบ
“ข้ามีจดหมายที่ต้องส่งให้คนผู้หนึ่งอยู่” นางอธิบายสั้นๆ
เจียงมู่ไป๋มองนางนิ่งอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะเหลือบสายตาไปยังเครื่องเขียนของตน ปลายนิ้วเรียวยาวเลื่อนแท่นฝนหมึกเข้ามาใกล้ขอบโต๊ะเล็กน้อย เป็นการอนุญาตโดยไม่ต้องเอ่ยคำ
จากนั้นจึงพยักหน้าเบาๆ
เหยาอวี้ไม่รีรอ นางหมุนแท่นฝนหมึกเข้าหาตัว หยิบพู่กันขึ้นมาชั่งน้ำหนักในมือ
แม้จะไม่มีความรู้ลึกซึ้งเรื่องสี่สิ่งล้ำค่าในห้องหนังสือ แต่เพียงจับก็รู้ว่าพู่กันนี้ขนแน่น ปลายเรียวสวย หมึกในแท่นเนื้อเนียนลื่น กระดาษขาวสะอาดเนียนละเอียดจนแทบสะท้อนแสง
นี่เป็นของดี
เหยาอวี้สูดลมหายใจเบาๆ ก่อนจรดปลายพู่กันลงบนกระดาษอย่างตั้งใจ หมึกซึมลงเนื้อกระดาษอย่างรวดเร็ว
นางพยายามเขียนถ้อยคำสั้นๆ บอกกล่าวถึงสถานะชีวิตที่เปลี่ยนไป และที่อยู่สำหรับติดต่อ รวมถึงบอกให้จินต้าฉางส่งสมุนไพรที่ฝากไว้มาให้โดยเร็ว
โดยเฉพาะหลงกู่ชิง
เพราะมีสิ่งนั้น นางจึงจะกล้ารับประกันการรักษาของเจียงมู่ไป๋ได้อย่างเต็มปาก
ข้อความของนางไม่มาก แต่กินเนื้อที่ทั้งกระดาษซวนจื่อ เพราะตัวอักษรที่ปรากฏ…กลับไม่สมกับพู่กันราคาแพงและกระดาษเนื้อดีเลยแม้แต่น้อย
ตัวอักษรตัวแรกเอียงราวกับล้มตั้งแต่ยังไม่ยืน ตัวถัดมาสูงเกินเพื่อน ราวกับพยายามปีนหนีบรรทัด บางตัวหมึกหนักจนแทบทะลุกระดาษ บางตัวเบาจนคล้ายถูกลมพัดหาย
เส้นโค้งควรจะอ่อนช้อยกลับแข็งทื่อ เส้นตรงควรจะมั่นคงกลับสั่นเหมือนคนเพิ่งหัดจับพู่กันเมื่อวาน
หากจะเปรียบ ก็คงเหมือนมังกรพยายามเหินฟ้าแต่ปีกข้างหนึ่งดันติดพื้น หรือเหมือนห่านตัวอ้วนพยายามเขียนคำประกาศราชโองการ
เจียงมู่ไป๋มิตั้งใจละลาบละล่วงเรื่องส่วนตัวของนาง ทว่าเมื่อเหลือบเห็นตัวอักษรแถวแรก สายตาก็หยุดนิ่งไปโดยไม่ตั้งใจ
มุมปากที่มักนิ่งเรียบของเขาขยับขึ้นเล็กน้อยอย่างยากที่จะควบคุม
หลายวันมานี้ เขารับรู้ชัดถึงนิสัยของน้องสี่ของเขา
นางสุขุมเกินวัย สามารถคุมสถานการณ์ได้อย่างน่าประหลาด ไม่ว่าจะถูกใส่ร้าย ถูกกดดัน หรือเผชิญหน้ากับผู้ใด นางก็ยังนิ่งเงียบราวกับมีคำตอบอยู่ในมือ
แต่ดูเหมือนว่า…
เด็กหญิงที่เหมือนควบคุมทุกอย่างได้คนนี้ ยังมีสิ่งหนึ่งที่ทำได้ไม่ดีเอาเสียเลย
เหยาอวี้เองก็เริ่มรู้สึกถึงสายตาที่มองมา แล้วพ่นลมออกมาขณะก้มมองลายมือของตน แล้วขมวดคิ้วอย่างจริงจัง ราวกับกำลังวิเคราะห์ชีพจรผู้ป่วยหนักใกล้ตาย
ความเคร่งเครียดนั้นยิ่งทำให้ภาพตรงหน้าน่าขันกว่าเดิม
ในห้องหนังสือที่เต็มไปด้วยตำราสอบและลายมืออั้นโฉ่วอันสง่างาม
กระดาษแผ่นหนึ่งกำลังแสดงตัวอักษรบิดเบี้ยวราวกับเพิ่งหนีออกมาจากสนามเด็กเล่น
และเป็นครั้งแรกในหลายวัน
ที่เจียงมู่ไป๋รู้สึกว่า
โลกที่เคร่งขรึมรอบตัวเขา
เบาบางลงเล็กน้อย
เย็นวันนั้นก็มีข่าวซุบซิบเล็กๆ ขึ้นในจวน กล่าวคือคุณชายรองได้ให้คนนำส่งคัมภีร์พันอักษร[1] และสี่สิ่งล้ำค่าในห้องหนังสือที่ถูกซื้อใหม่ ส่งมอบไปยังเรือนของคุณหนูสี่ ซึ่งทุกคนก็คาดว่าคงเป็นของกำนัลต้องรับน้องสาว
เจียง-มู่-ไป๋ !!!
เหยาอวี้แทบจะกัดฟันเอ่ยชื่อเขาที่ละตัวอักษร
นางที่กำลังต้มเทียบยาใหม่อยู่หน้าเตา ถึงกับจับทัพพีแน่นเสียจนข้อนิ้วซีด เมื่อได้ยินรายชื่อของกำนัลที่บ่าวรับใช้เข้ามาแจ้ง
ควันสมุนไพรลอยคลุ้ง กลิ่นหวงฉีกับไป๋จู๋ผสมกันอย่างเข้มข้น ในใจถึงกับคิดจะผสมบอระเพ็ดเข้าไปเพิ่มรสชาติ
แต่ก็ทำไม่ได้
เพราะบอระเพ็ดให้ฤทธิ์ค่อนข้างเย็น ใช้แก้ไข้ แก้ร้อนใน ขับพิษบางชนิด เจียงมู่ไป๋ม้ามอ่อน ชี่ปอดพร่อง ร่างกายเย็นง่าย ถ้าใส่บอระเพ็ดโดยไม่จำเป็น อาจยิ่งทำให้ม้ามอ่อนลง ท้องอืด อ่อนแรง หรือถ่ายเหลวได้
แต่นางคืออัจฉริยะแพทย์แห่งยุค ยังมีเทียบยาใดที่ต้องการแล้วทำไม่ได้อีกหรือ นางคำนวนสัดส่วนสมุนไพรเล็กน้อย แล้วบอกให้บ่าวไปซื้อสมุนไพรตัวใหม่อีกสองตัว
รอไม่นานก็ได้ของที่ต้องการ เทียบยาสูตรปรับปรุงรสชาติของนางก็ถูกยกลงเทใส่ถ้วยยา
เจ้าเด็กเนรคุณ…
ฉาไฉที่ยืนอยู่ไม่ไกลเพื่อรอรับถ้วยยาจากคุณหนูสี่ ถึงกลับแอบกลืนน้ำลาย ไม่ต้องชิมเพียงกลิ่นที่ลอยออกมาก็รับรู้ได้ถึงรสชาติที่อบอวล
ไม่รู้ว่าเจ้านายตนไปทำสิ่งให้คุณหนูไม่พอใจ หรือเพราะนี่เป็นสูตรเทียบยาตัวใหม่ตามปกติของท่านหมอในคราบคุณหนูสี่ของเขา ดูท่าแล้วเทียบยาใหม่นี้จะแฝงไปด้วยอารมณ์อยู่หลายส่วน
เหยาอวี้จ้องมองเจียงมู่ไป๋ยกถ้วยยาขึ้นดื่มจนหมดโดยไม่แม้แต่จะขมวดคิ้ว
นางรู้สึกราวกับออกหมัดเต็มแรงแล้วไปกระทบเข้ากับปุยนุ่มๆ ไร้น้ำหนัก
ความฮึดฮัดในใจพลันจืดจางลงหลายส่วน
คงเพราะพี่รองของนางมิได้ต่างจากถังยาต้มเคลื่อนที่อยู่แล้ว รสขม รสฝาด รสเฝื่อนใดๆ สำหรับเขา คงเป็นเพียงเรื่องธรรมดา
ชินชาจนแทบไร้ความหมาย
ในใจจึงนึกสงสารอยู่บ้าง
ชีวิตประจำวันของเหยาอวี้จึงวนเวียนอยู่ไม่กี่สถานที่ ระหว่างครัว กับห้องหนังสือของเจียงมู่ไป๋ เรือนของจางซื่อ และจวนของพานเหยียนซู
อ่อ… และที่สำคัญคือยามนี้นางเหมือนมีหางน้อยๆ ที่ชื่อว่าเจียงจื่อหรง ตามติดไม่ยอมห่าง
คงเป็นเพราะอายุของเจียงจื่อหรงห่างจากพี่ใหญ่ที่เกิดจากพ่อแม่เดียวกันจนชีวิตประจำไม่ตรงกับเสียแล้ว อีกทั้งเจียงเจ๋อหมินที่ร่างกายแข็งแรง ย่อมไม่ค่อยอยู่จวน เพราะต้องออกไปฝึกดูแลการค้า และคบค้าสมาคมกับสหายมากมาย
แต่กับเจียงมู่ไป๋ที่แม้จะเคร่งขรึมมีระยะห่าง แต่กลับอยู่แต่ในจวนไม่ไปไหน น้อยครั้งที่พี่รองคนนี้จะออกไปที่ใด อีกทั้งนางยังรู้สึกเป็นห่วงสุขภาพของพี่รองของมากกว่า จึงยินดีที่จะเข้ามาเป็นเพื่อนคุยเขาบ้างนานๆ ครั้ง แต่ก็อยู่ไม่นาน เพราะกลัวจะรบกวนการอ่านหนังสือของเขา
โดยปกติแล้วแขกประจำของฝั่งเรือนตะวันตก ก็คือเจียงจื่อหรงนี่เอง
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะต้องมาเจอกับเหยาอวี้ที่ต้องดูแลร่างกายของเจียงมู่ไป๋ทุกวัน
ตอนแรกหญิงสาวยังมีอาการทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง เพราะก่อนหน้าเคยรู้สึกและพูดจาไม่ดีกับเหยาอวี้ไป แต่เพราะได้รับการอบรมที่ดีมาจากฮูหยินของจวน และก็รู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น จึงมิได้ตั้งกำแพงเหมือนวันแรกที่พบเหยาอวี้แล้ว
นานวันไปก็กลายเป็นติดตามน้องสี่ผู้นี้ไม่ห่าง
ดวงตาผลซิ่งของเจียงจื่อหรงจ้องมองนิ้วเรียวเล็กของเหยาอวี้ที่วางแนบอยู่บนข้อมือผอมบางของเจียงมู่ไป๋เพื่อจับชีพจรด้วยความใคร่รู้
“น้องสี่” นางเรียกเสียงเบาแต่แฝงความตื่นเต้น “เจ้าจับตรงนั้นแล้วรู้ได้อย่างไรว่าพี่รองป่วย”
เหยาอวี้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบางๆ “เพราะชีพจรมิได้เต้นเหมือนคนปกติเจ้าค่ะ” นางอธิบายเสียงนุ่ม “บางจังหวะลึก บางจังหวะลอย บางครั้งเหมือนสะดุดเล็กน้อย หากตั้งใจฟังด้วยปลายนิ้ว จะรับรู้ได้”
เจียงจื่อหรงขยับเข้ามาใกล้อีก ดวงตาผลซิ่งเป็นประกาย “ปลายนิ้วจะฟังได้อย่างไร”
“มิใช่ฟังเสียงเจ้าค่ะ แต่เป็นความรู้สึก” เหยาอวี้ตอบ พลางวางนิ้วลงบนข้อมือเจียงมู่ไป๋อีกครั้ง “ร่างกายคนเราบอกความจริงเสมอ เพียงแต่ต้องรู้วิธีถามมัน”
เจียงมู่ไป๋ยังคงนั่งนิ่ง ไม่กล่าวแทรกแม้คำเดียว
ท่าทีสงบของเขาเหมือนผืนน้ำเรียบสนิท
แต่ใต้ผิวน้ำนั้น คลื่นเล็กๆ จากเสียงสนทนาและปลายนิ้วอุ่นๆ ยังคงก่อคลื่นไม่หยุด
หลายวันมานี้เขารู้สึกว่าความสงบถูกทำลายลงทุกวัน
กระทั่งเมื่อเด็กทั้งสองก้าวออกจากห้องไปแล้ว ความเงียบควรกลับคืนสู่ห้องหนังสือดังเดิม กลับไม่เป็นเช่นนั้น
ไม่นานนัก เสียงหัวเราะใสก็ลอยข้ามลานหินมา เริ่มจากเสียงหนึ่ง แล้วซ้อนทับด้วยอีกเสียงหนึ่ง ใสราวกระดิ่งเงินในวันฝนพรำ แทรกผ่านม่านฝนบางเบา กระทบชายคาไม้ แล้วสะท้อนกลับเข้ามาในเรือนของเขาอย่างไม่คิดจะหลบเลี่ยง
เจียงมู่ไป๋หยุดพู่กันในมือ หมึกหยดหนึ่งค้างอยู่ที่ปลายขนพู่กัน
เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สายตาเรียวยาวทอดออกไปยังหน้าต่างที่เปิดแง้ม
เสียงที่ทำให้ลานกว้างซึ่งเคยว่างเปล่า มีความเคลื่อนไหวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ในชั่วขณะนั้นเอง เขาพลันตระหนัก
เรือนฝั่งตะวันตก…
มิได้เงียบเหงาอีกต่อไปแล้ว
[1] คัมภีร์พันอักษร (เชียนจื้อเหวิน - 千字文): บทกวีที่รวบรวมตัวอักษรจีนที่แตกต่างกัน 1,000 ตัว โดยไม่ซ้ำกันเลยแม้แต่ตัวเดียว ใช้สำหรับ ฝึกคัดลายมือ และเรียนรู้คำศัพท์ในด้านดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และการดำเนินชีวิต