LNCrawler

ตอนที่ 76

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 76

ตอนที่ 76


 

‘นายหญิง นายหญิง~….ข้า….’


 

“น้องสี่… น้องสี่ เจ้าตื่นแล้วหรือ” เสียงเรียกแผ่วเบาแต่เจือความตกใจดังอยู่ข้างหมอน มืออุ่นๆ เขย่าไหล่เล็กอย่างระมัดระวัง

เหยาอวี้ลืมตาขึ้นช้าๆ ภาพตรงหน้าพร่ามัวไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเห็นดวงตาผลซิ่งที่กำลังมองนางอย่างร้อนรน

เจียงจื่อหรงถอนหายใจยาว เมื่อเห็นนางรู้สึกตัว “เมื่อครู่เจ้าเหมือนฝันร้าย ข้าตกใจแทบแย่”

เช้านี้เจียงจื่อหรงมาหาเหยาอวี้ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีนัก เพราะทั้งสองตั้งใจจะไปหาฮูหยินพานด้วยกัน

จะเรียกว่านัดก็ไม่เชิง เพราะผู้ที่มีธุระจริงคือเหยาอวี้ ส่วนเจียงจื่อหรงเพียงอยากออกไปข้างนอก และที่สำคัญคือได้ไปกับน้องสี่

หลายวันก่อน นางอุตส่าห์ถือร่มฝ่าสายฝนไปยังเรือนตะวันตก หวังจะพบเหยาอวี้ แต่วันนั้นกลับเป็นวันที่เหยาอวี้เข้าไปจับชีพจรและปรับเทียบยาให้ฮูหยินพาน จึงคลาดกัน

เมื่อเหยาอวี้กลับถึงเรือนเล็กของตนในวันนั้น จึงพบพี่สามนั่งเหงางอยอยู่ลำพัง ใบหน้าซบอยู่กับโต๊ะเตี้ยข้างหน้าต่าง

ช่วงนี้ฝนตกบ่อย อากาศเย็นจัด ผู้ใหญ่ในจวนต่างระวังเจียงมู่ไป๋เป็นพิเศษ เกรงว่าความชื้นและลมหนาวจะทำให้อาการกำเริบ เจียงจื่อหรงจึงมีเพียงน้องสี่ของนางเท่านั้น

อีกทั้งวิชาหมอของเหยาอวี้ก็สร้างความสนใจให้คุณหนูในห้องหอที่เบื่อการเรียนฉินฉีซูฮว่า[1] อย่างนางเป็นที่สุด ยิ่งมีร่างทดลอง ไม่ใช่สิ… ยิ่งมีพี่รองที่น้องสี่ต้องมาดูแลทุกวัน นางจึงมีข้ออ้างได้เข้ามาดูอาการของเขา นั่งฟังน้องสี่วิเคราะห์อาการ ชี้แจงการปรับสมุนไพร

ช่างน่าสนใจยิ่งนัก…

อีกทั้งเหยาอวี้มีความรู้และความอดทนยิ่ง ไม่ว่านางจะถามสิ่งใดก็จะอธิบายอย่างใจเย็นเสมอ นางจึงชื่นชอบน้องสี่ของนางมาก

“ฮูหยินเจียงอนุญาตแล้วหรือเจ้าคะ” เหยาอวี้เอ่ยถามก่อนจะลุกขึ้นแล้วบิดเอวเล็กน้อย

เมื่อวานก่อนจากกัน นางได้บอกเจียงจื่อหรงไว้ว่าวันนี้จะออกจากจวนแต่เช้า จะได้ไม่ต้องมานั่งรอเก้ออีก

ยามนั้นเจียงจื่อหรงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ แม้แววตาจะเหงาลงเล็กน้อยก็ตาม เหยาอวี้จึงเอ่ยชวนไปด้วยกัน แต่กำชับชัดเจนว่าต้องให้เจี่ยซื่อ ฮูหยินของจวน อนุญาตก่อน

บัดนี้เจียงจื่อหรงยืนอยู่ตรงหน้า นัยน์ตาผลซิ่งเป็นประกายสดใส

“ท่านแม่ให้ข้าไป” นางพูดเสียงร่าเริง “และกำชับว่าให้เชื่อฟังเจ้า ห้ามทำให้เจ้าขายหน้า”

คำพูดนั้นทำให้เหยาอวี้ชะงักก่อนเผยยิ้มเอ็นดูเล็กน้อย

ส่วนเจียงจื่อหรงเองก็รู้สึกขัดใจอยู่ลึกๆ นางเป็นพี่สาวแท้ๆ ตามหลักควรเป็นนางต่างหากที่ต้องดูแลน้องสี่ เหตุใดจึงกลายเป็นต้องเชื่อฟัง และระวังอย่าทำให้น้องขายหน้าเสียได้

เจียงจื่อหรงเม้มปาก ก่อนรีบกลบเกลื่อนด้วยเสียงสดใส

“แต่ข้าก็ไม่ได้ดื้อหรอกนะ เพียงแค่…บางครั้งพูดเร็วไปหน่อยเท่านั้นเอง”

เหยาอวี้มองสีหน้ากึ่งฮึดฮัดกึ่งภูมิใจนั้นแล้วเผลอยิ้มบางๆ

“เช่นนั้นวันนี้ต้องขอบคุณฮูหยินเจียงที่ฝากพี่สามไว้กับข้าแล้วเจ้าค่ะ”

ประโยคเรียบง่ายก่อนลุกไปแต่งตัวนั้น ทำให้ความค้างคาในใจเจียงจื่อหรงหายไปในพริบตา

บทบาทจะเป็นอย่างไรไม่สำคัญ

เพียงได้ออกไปด้วยกันก็พอแล้ว


 

“เพียงเป็นไข้หวัดธรรมดาเจ้าค่ะ ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนบ่อย ชื้นและอบอ้าวก่อนฝน จากนั้นก็เย็นเพราะฝนตก ทำให้ร่างกายปรับไม่ทัน”

เหยาอวี้ถอนมือจากชีพจร พลางบอกบ่าวรับใช้ของฮูหยินให้เขียนเทียบยา

หลายวันมานี้แม้จะฝึกคัดตัวอักษรอยู่บ่อยๆ แต่นางไม่ชินกับการจับพู่กันจริงๆ ลายมือยังบิดเบี้ยวเอียงเฉไปมา ราวกับหนอนตัวเล็กกำลังคลานบนกระดาษ

กระทั่งเจียงจื่อหรงที่เคยเห็นอยู่ครั้งหนึ่งยังล้อเลียนนางเช่นกัน

หูซื่อพิงหมอนอิงเบาๆ สีหน้ายังอ่อนเพลียอยู่เล็กน้อย “ข้าครั่นเนื้อครั่นตัวตั้งแต่เมื่อวาน คิดจะเลื่อนนัดเสียด้วยซ้ำ เกรงจะทำให้เจ้าลำบาก”

“มิได้ลำบากเจ้าค่ะ” เหยาอวี้ตอบ “อย่างไรก็ต้องมาอยู่แล้ว อีกอย่างข้าก็เป็นหมอเจ้าค่ะ” นางขำเล็กน้อย หูซื่อแม้จะมีตำแหน่งใหญ่โตอย่างการเป็นฮูหยินต้ากวน แต่นางเป็นคนเรียบง่าย มีนิสัยขี้เกรงใจ และก็ดีกับนางมาก

ตั้งแต่ส่งของขวัญยินดีกับจวนเจียง กระทั่งเหยาอวี้จะมาจับชีพจรให้ตามปกติ นอกจากถามถึงสภาพความเป็นอยู่ที่จวนเจียงอย่างเป็นห่วง เพราะกลัวนางถูกคนในจวนทำให้ลำบาก ก็มิเคยไถ่ถามถึงที่มาที่ไปสักครั้ง เพียงแค่ยินดีที่นางยังอยู่ในเหออันต่อไป

ความจริงเหยาอวี้พอทราบว่าจวนอันกว้างใหญ่โอ่อ่านี้ค่อนข้างเปลี่ยวเหงาไม่น้อย ความใฝ่ฝันในชีวิตสตรียุคนี้ก็มีอย่างจำกัด ยามที่นางเล่าว่าเวลาส่วนใหญ่มักอยู่กับพี่สามที่มาหาบ่อยๆ ฮูหยินพานดูมีความสุขไม่น้อย ดูเหมือนว่านางจะค่อนข้างชอบเด็ก

ครั้งนี้จึงได้ชวนเจียงจื่อหรงมาด้วยกัน

“ปีนี้ฝนมาตั้งแต่ต้นฤดูเพาะปลูก นับว่าเป็นเรื่องดี แม้คนในอำเภอส่วนใหญ่จะเป็นตระกูลผู้ดี แต่คหบดีหรือขุนนางผู้ใดเล่าจะไม่มีที่นาเป็นของตนให้เช่า น้ำมาก ผลผลิตย่อมดี แม้ใช้ชีวิตลำบากขึ้นเล็กน้อย ก็ยังถือว่าเป็นปีที่มีหวัง” หูซื่อบอกใบหน้ายิ้มแย้ม

เหยาอวี้พยักหน้ารับฟัง

เจียงจื่อหรงเอ่ยเสียงใส “จริงเจ้าค่ะ ข้าได้ยินท่านพ่อพูดเหมือนกันว่าปีนี้คงเก็บเกี่ยวได้มาก”

หูซื่อหัวเราะเบาๆ รู้สึกว่าเจียงจื่อหรงค่อนข้างสดใสนัก “เพียงอย่าให้มากเกินจนกลายเป็นน้ำหลากก็พอ”

แต่คำพูดนี้ของหูซื่อทำเหยาอวี้ชะงักเล็กน้อย หลายวันมานี้นางเฝ้าสังเกตท้องฟ้าอยู่บ่อย เมฆก่อตัวหนาเร็วกว่าปกติ ลมเปลี่ยนทิศกะทันหัน ความชื้นสะสมหนักหน่วงผิดฤดูกาล

ความรู้สึกไม่สบายใจค่อยๆ ก่อตัวขึ้นโดยไร้เหตุผลชัดเจน

นางเงยหน้าขึ้น ถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยราวเพียงสนทนาตามมารยาท

“หากเกิดน้ำหลาก จะเป็นเช่นไรหรือเจ้าคะ”

หูซื่อยิ้มอย่างไม่ใส่ใจนัก “เหออันติดทะเล แม่น้ำสายหลักไหลลงสู่อ่าว ระบายน้ำได้เร็ว”

เจียงจื่อหรงพยักหน้าเสริม “ใช่เจ้าค่ะ ท่านพ่อก็เคยบอกว่า ต่อให้ฝนตกหนัก น้ำก็ไหลออกทะเล ไม่ค้างนาน”

หูซื่อกล่าวต่ออย่างสบายใจ “ปีใดที่น้ำมาก ก็เพียงเอ่อท่วมทุ่งนาแถบนอกกำแพงเมืองบ้าง แต่ในเมืองแทบไม่เคยเสียหายหนัก”

“แต่ตั้งแต่เกิด ข้ายังไม่เคยเห็นน้ำท่วมเจ้าค่ะ” เจียงจื่อหรงหัวเราะแบบทะเล้นๆ

หูซื่อส่ายหน้าให้กับคำพูดของสตรีวัยสิบสามว่า “เจ้าเพิ่งจะเท่าไร แต่ก็จริง…เพราะอยู่ที่นี่ไม่น่าจะเป็นอะไรหรอก”

เหยาอวี้มองทั้งคู่ที่เข้ากันได้ดีจึงมิได้กล่าวอันใดต่อ ตัวนางเองย่อมคาดเดาได้ว่าปีนี้ต้องมีน้ำมากจนต้องเกิดน้ำท่วมในบางพื้นที่อย่างแน่นอน เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะท่วมถึงเหออันที่ติดกับทะเลหรือไม่เท่านั้น จึงไม่อยากกล่าวเรื่องน่ากลัวออกไปให้แตกตื่น

อีกทั้งยุคนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่ากรมอุตุฯ ดังนั้นผู้ที่หยั่งรู้ฟ้าดินก็ไม่ต่างกับแม่มดหมอผี ความรู้วิชาหมอที่นางมีก็ยากที่ผู้ใดจะเชื่อแล้วว่าเด็กหญิงผู้หนึ่งจะทำได้ หากนางพยากรณ์ภัยพิบัติธรรมชาติได้อีก แม้สกุลเจียง หรือสกุลพานจะไม่คิดอันใด แต่ชาวบ้านทั่วไปคงไม่คิดดีแน่นอน 


 

เพิ่งผ่านเทศกาลตวนอู่[2]ไปไม่นาน ช่วงเดือนนี้ คนโบราณมักถือว่าเป็นเดือนอัปมงคล หรือเดือนพิษ เนื่องจากอากาศที่เริ่มร้อนชื้นทำให้สัตว์มีพิษออกมาเพ่นพ่านและก่อโรคระบาดสภาพสังคมที่การแพทย์ยังไม่เจริญ ทำให้คนกลัวโรคระบาดและสัตว์มีพิษเช่นนี้มาก ยิ่งมาซ้ำกับฝนที่ตกแทบทุกวัน

โรงหมอกู้จี้อี้กวนจึงคึกคักเป็นพิเศษ ผู้คนเข้าออกไม่ขาดสาย

รถม้าของจวนเจียงแล่นฝ่าสายฝนบางเบาผ่านถนนเส้นหลักอย่างช้าๆ

เจียงจื่อหรงเพิ่งรับบ๊ะจ่างห่อใหม่จากฮูหยินพานมา กำลังแกะกินบนรถอย่างซุกซน เพราะมีแค่น้องสี่นางจึงไม่เคร่งมารยาทนัก

“อ๊ะ…แค่กๆ!”

รถม้าหยุดกะทันหันจนร่างนางโคลงสำลักเล็กน้อย บ๊ะจ่างเกือบหล่นจากมือ

คนขับรีบชะโงกหน้ามาขออภัย “มีรถม้าคันหนึ่งขวางอยู่ขอรับ”

เหยาอวี้เลิกม่านรถเล็กน้อย รถม้าคันนั้นหรูหรา ล้อไม้ขัดมัน ปักตรากลุ่มการค้าชัดเจน และเมื่อสายตามองไปยังตัวอักษรสีทองบนตัวรถ หัวใจนางพลันนิ่งไปครู่หนึ่ง

นั่นมิใช่อดีตเจ้านายของนางหรือ?

นายน้อยแห่งกลุ่มการค้าเซี่ยหย่งชุน… เซี่ยจวิ้นเหอ

ไม่นาน บ่าวชายผู้หนึ่งก็ก้าวลงจากรถม้าอีกคัน เดินมาค้อมตัวอย่างนอบน้อม

ใบหน้านั้นเหยาอวี้คุ้นเคยดี

“นายน้อยของข้า ขอเชิญคุณหนูสกุลเจียงให้เกียรติไปยังเรือนน้ำชาฝูชุนขอรับ”

การขานแซ่ใหม่ของนาง ไม่ผิดแม้แต่น้อย ชัดเจนว่าเขาคงรู้เรื่องของนางบ้างแล้ว เหยาอวี้ที่กำลังยกถ้วยน้ำชาให้เจียงจื่อหรงดื่ม พลันรู้สึกจนใจ

หลายวันมานี้ชีวิตของเหยาอวี้เต็มไปด้วยเรื่องราวใหม่ไม่หยุดหย่อน จนเกือบลืมเขาไปแล้ว

เจียงจื่อหรงมองสลับไปมาด้วยความตื่นเต้น “รู้จักกันหรือ”

เหยาอวี้ลดม่านลงช้าๆ

“เคยพบกันเจ้าค่ะ”

บ่าวของตระกูลเซี่ยยังคงก้มรอคำตอบ

ครู่หนึ่ง เหยาอวี้จึงเอ่ยเรียบๆ

“เชิญนำทางเจ้าค่ะ”

ได้เจอก็ดี นางเองก็มีเรื่องที่ต้องกล่าวกับเขาอยู่…


 

[1] ฉิน ฉี ซู ฮว่า คือ ศิลปศาสตร์ทั้งสี่ของจีน

琴 Qín ฉิน คือ พิณจีนโบราณ

棋 qí หมากล้อม

书 shū ศิลปะการเขียนอักษรจีน

画 huà ศิลปะการวาดภาพ


 

 [2] เทศกาลตวนอู่ ตามปฏิทินจันทรคติจีนคือวันที่ 5 เดือน 5 เป็นเทศกาลที่สะท้อนถึง วิถีชีวิต ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ และการเมือง ซึ่งวัฒนธรรมการกินบ๊ะจ่างก็เกิดจากเทศกาลนี้